- หน้าแรก
- ซื่อจื่อติ๊งต๊องพิทักษ์แผ่นดิน
- บทที่ 2 หอชิงเย่อันรุ่งเรือง
บทที่ 2 หอชิงเย่อันรุ่งเรือง
บทที่ 2 หอชิงเย่อันรุ่งเรือง
บทที่ 2 หอชิงเย่อันรุ่งเรือง
หอชิงเย่
เมื่อเงยหน้ามองโคมไฟอักษรสามตัวที่แขวนอยู่บนยอดตึกสูงตระหง่าน
รวมถึงเสียงดนตรีอันไพเราะเสนาะหูที่ดังแว่วออกมาจากด้านใน
โจวหลางก็รู้สึกใคร่รู้ยิ่งนัก
"มีแขกผู้มีเกียรติมาเยือนอีกแล้วเจ้าค่ะ"
"คุณชายเชิญด้านในเจ้าค่ะ"
"ไม่ทราบว่าคุณชายมีแม่นางที่คุ้นเคยอยู่แล้วหรือไม่เจ้าคะ?"
สตรีแต่งกายยั่วยวนนางหนึ่งรีบเดินยิ้มร่าเข้ามาต้อนรับทันที
"ข้าแค่มานั่งเล่นเฉยๆ"
โจวหลางยิ้มบางๆ ตอบกลับ
จากนั้นจึงถูกสตรีนางนั้นเชื้อเชิญให้เดินเข้าไปในหอชิงเย่
โจวเสี่ยวซุ่นเดินตามหลังมาด้วยความจนใจ ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ตัวหอ
ทั้งสองคนก็ประหนึ่งคุณยายหลิวเข้าสวนต้ากวนหยวนตื่นตาตื่นใจจนทำอะไรไม่ถูก
ภายในนั้นสว่างไสวด้วยแสงโคมไฟระยิบระยับ ห้องโถงกว้างขวางชั้นล่างเต็มไปด้วยโต๊ะนับสิบและแขกเหรื่อกว่าร้อยคน
บนเวทีการแสดง กลุ่มนางรำรูปร่างอ้อนแอ้นกำลังร่ายรำโยกย้ายส่ายสะโพกอย่างสุดเหวี่ยง
อวดโฉมเรือนร่างอันเย้ายวนต่อสายตาแขกเหรื่ออย่างไม่เกรงอกเกรงใจใคร
โจวหลางเดินตามสตรีผู้นั้นขึ้นไปยังชั้นสองของหอ
ชั้นสองยิ่งคึกคักกว่าชั้นล่างเสียอีก
ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยวงไพ่และกลุ่มคนเล่นปาลงโทน
ทว่าผู้คนที่ขึ้นมาถึงชั้นนี้ได้ ล้วนสวมใส่ชุดคลุมผ้าไหมราคาแพงระยับ
ข้างกายต่างมีสตรีโฉมงามคอยปรนนิบัติพัดวีอยู่ไม่ห่าง
เสียงหัวเราะหยอกล้อและเสียงออดอ้อนดังระงมไปทั่วทั้งชั้น
"คุณชายเจ้าคะ ที่นี่ยังมีเรือนหลังอีกนะเจ้าคะ"
"ที่นั่นต่างหากคือสถานที่ที่เหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูงนิยมไปกัน"
"ยิ่งไปกว่านั้น คืนนี้ยังเป็นคืนเปิดตัวรับแขกครั้งแรกของสาวงามหน้าใหม่หลายคนด้วยเจ้าค่ะ"
"คุณชายห้ามพลาดเด็ดขาดนะเจ้าคะ"
สตรีผู้ยั่วยวนเพียงปรายตามองปราดเดียว ก็ดูออกทันทีว่าชุดที่ชายหนุ่มผู้นี้สวมใส่อยู่
มีเพียงผู้มีบรรดาศักดิ์ระดับปั๋วขึ้นไปเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์สวมใส่ได้
เพียงแต่นางก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ว่ายังมีคุณชายตระกูลสูงศักดิ์คนไหนสวมชุดบรรดาศักดิ์เต็มยศมาเที่ยวสถานที่แบบนี้
ดังนั้นนางจึงปฏิบัติต่อโจวหลางด้วยความนอบน้อมเป็นพิเศษ
"สาวงามหน้าใหม่เปิดตัว?"
"หมายความว่าอย่างไร?"
โจวหลางลอบขำในใจ ตอนแรกเขาเกือบจะเข้าใจผิดว่าเป็นเจ้าสาวแต่งงานเสียอีก
"คุณชายคงยังไม่ทราบ"
"หอชิงเย่ของเราในทุกๆ ปีจะเฟ้นหาสาวงามจากทั่วสารทิศ"
"หลังจากอบรมสั่งสอนศาสตร์ทั้งสี่ อันได้แก่ ดีดพิณ เดินหมาก เขียนพู่กัน และวาดภาพจนเชี่ยวชาญแล้ว จึงค่อยส่งตัวมายังเมืองหลวง"
"เพื่อให้พวกนางได้แสดงความสามารถต่อหน้าเหล่าคุณชายเจ้าค่ะ"
"วันนี้ประจวบเหมาะมีสาวงามหน้าใหม่สามนางจะขึ้นแสดงบนเวทีพอดี"
"เพียงแค่จ่ายห้าสิบตำลึง ท่านก็สามารถเข้าไปยังเรือนหลังได้แล้วเจ้าค่ะ"
สตรีผู้ยั่วยวนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"เช่นนั้นพวกเราไปดูที่เรือนหลังกันเถอะ"
โจวหลางส่งสายตาให้โจวเสี่ยวซุ่น
โจวเสี่ยวซุ่นทำหน้าเหมือนเพิ่งกินยาขม ควักตั๋วเงินออกมาส่งให้สตรีผู้นั้นอย่างไม่เต็มใจ
"พี่สาวท่านนี้ รบกวนทอนเงินให้ข้าน้อยร้อยตำลึงด้วยขอรับ"
นางรับตั๋วเงินไปพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปส่งต่อให้เด็กรับใช้คนหนึ่ง
แล้วจึงนำทางพาโจวหลางและบ่าวเดินผ่านระเบียงทางเดินที่เชื่อมระหว่างตึก
มุ่งหน้าลึกเข้าไปยังเรือนด้านหลัง...
เมื่อเดินผ่านตรอกทางเดินอันเงียบสงบ
ก็มาถึงหน้าประตูเรือนขนาดใหญ่ที่ปิดสนิทบานหนึ่ง
บริเวณนี้เงียบสงัดยิ่งนัก สตรีผู้ยั่วยวนเคาะประตูเรือนเบาๆ
เสียง *แอ๊ด* ดังขึ้น ประตูเรือนถูกเปิดออก
เสียงหัวเราะเฮฮาดังเล็ดลอดออกมาจากด้านในทันที
"เชิญคุณชายเจ้าค่ะ ผู้น้อยคงส่งท่านได้เพียงเท่านี้"
นางย่อกายคารวะ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
"เงินของข้า..."
โจวเสี่ยวซุ่นรีบทักท้วง
"เมื่อเข้าไปแล้ว เดี๋ยวจะมีเด็กรับใช้นำมามอบให้ท่านเองเจ้าค่ะ"
เสียงตอบกลับของนางลอยมาแต่ไกล
โจวหลางก้าวเท้าผ่านประตูใหญ่เข้าไป หลังจากเดินอ้อมฉากกั้นและผ่านสวนดอกไม้
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือหอสูงตระหง่านอันวิจิตรตระการตาที่ประดับประดาด้วยโคมไฟสว่างไสว
ที่ระเบียงและลานกว้างฝั่งตรงข้าม บัดนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คนนับไม่ถ้วน
ทุกคนต่างจับจ้องไปที่นางรำบนเวทีอย่างใจจดใจจ่อ
บุรุษจำนวนมากโอบกอดสตรีโฉมงามที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ย นัยน์ตาฉ่ำเยิ้มไว้ในอ้อมอก
มือไม้ของพวกเขาลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างของสตรีในอ้อมกอดอย่างไม่อายฟ้าดิน
เสียงลมหายใจกระเส่าดังแว่วมาจากรอบทิศ
ทำเอาโจวหลางหน้าแดงซ่านด้วยความขัดเขิน
โจวเสี่ยวซุ่นเพิ่งจะรับเงินทอนร้อยตำลึงมาจากเด็กรับใช้
พอหันกลับมาเห็นภาพตรงหน้า ดวงตาถึงกับเบิกโพลง รีบหันหลังหลบไปด้านข้างด้วยความตกใจ
"ซื่อจื่อ ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่วิญญูชนควรมานะขอรับ"
"ท่านอย่าเข้าไปเลยขอรับ"
"เงินก็จ่ายไปแล้ว มาถึงขนาดนี้แล้ว"
"จะให้มาเสียเที่ยวได้ยังไง"
โจวหลางก้าวเท้าฉับๆ ไปข้างหน้า มองเห็นที่นั่งว่างอยู่จุดหนึ่ง
จึงทรุดตัวลงนั่งอย่างไม่ลังเล
เมื่อมองดูบุรุษรอบกายที่มีสตรีโฉมงามเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยคอยคลอเคลีย
แม้กระทั่งนางรำบนเวที กระโปรงผ้าแพรบางเบานั่นก็แทบจะปิดบังอะไรไม่อยู่
โจวหลางอดถอนหายใจในใจไม่ได้
ยุคโบราณนี่ช่างเปิดเผยเสียยิ่งกว่ายุคปัจจุบันเสียอีกนะเนี่ย
"คุณชายเจ้าคะ ท่านมีแม่นางที่เรียกใช้ประจำหรือไม่เจ้าคะ?"
เสียงหวานใสของสตรีดังขึ้นที่ข้างหู
โจวหลางหันขวับไปมอง พบหญิงงามนางหนึ่งยืนส่งยิ้มให้อยู่ด้านหลัง
"คุณชาย..."
โจวเสี่ยวซุ่นรีบส่งสายตาเตือน มือข้างหนึ่งในแขนเสื้อสั่นระริก
โจวหลางเข้าใจทันที เจ้าเด็กนี่กลัวเงินไม่พอจ่ายสินะ
พับผ่าสิ เป็นถึงซื่อจื่อจวนจวิ้นอ๋องแท้ๆ แต่กลับถังแตกอนาถาเสียจริง...
"ไม่ต้องหรอก เข้าเพิ่งมาเป็นครั้งแรก"
"แค่แวะมาดูเท่านั้น"
โจวหลางยิ้มพลางกล่าวปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
หญิงงามเดินจากไปอย่างเสียดาย เขาจึงหันกลับไปชื่นชมท่วงท่าการร่ายรำอันงดงามบนเวทีต่อ
โดยหารู้ไม่ว่า ณ ริมหน้าต่างมุมหนึ่งบนชั้นสอง
มีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องมาที่ร่างของโจวหลางเขม็ง
"พี่เซี่ยงเฉิง นั่นมันเจ้าโง่แห่งจวนหลินผิงจวิ้นอ๋องไม่ใช่รึ?"
"มันบังอาจโผล่หัวมาที่หอชิงเย่ด้วยรึนี่"
คุณชายท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
"เป็นมันจริงๆ ด้วย!"
"คราวก่อนถ้าไม่ใช่เพราะมันเข้ามาขวาง พวกเราคงได้ตัวแม่นางคนนั้นไปแล้ว"
"ไอ้เด็กนี่แสร้งทำเป็นบาดเจ็บ จนทำให้พวกเราถูกสั่งขังคุกตั้งสองวัน!"
"ไป... ลงไปหยอกมันเล่นสักหน่อยเถอะ"
คุณชายผู้ถูกเรียกว่าพี่เซี่ยงเฉิงแสยะยิ้มเย็นชาพลางลุกขึ้นยืน
เขานำพาคุณชายอีกสองคนเดินออกจากห้องรับรองส่วนตัว ลงบันไดมายังสวนดอกไม้ด้านล่าง
โจวหลางยังคงเพลิดเพลินกับการชมระบำรำฟ้อนของเหล่านางรำ
อุตส่าห์เสียเงินตั้งห้าสิบตำลึงเข้ามาถึงที่นี่ ถ้าไม่ดูให้คุ้มก็ขาดทุนแย่
"โอ๊ะโอ นี่มันซื่อจื่อติงต๊องแห่งจวนหลินผิงจวิ้นอ๋องไม่ใช่หรือนี่"
"คุณชายหลางของพวกเรานี่เอง"
ทันใดนั้น คุณชายสวมชุดหรูหราสามคนก็เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า
สายตาที่จ้องมองโจวหลางเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามและเจตนาหาเรื่องอย่างชัดเจน
"พวกเจ้าเป็นใคร?"
โจวหลางขมวดคิ้วถาม
แม้เขาจะข้ามภพมาสิงร่างนี้ แต่กลับไม่มีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
คนกลุ่มนี้แค่ดูคุ้นตา แต่เขาจำไม่ได้เลยสักนิดว่าเป็นใครมาจากไหน
ทว่าโจวเสี่ยวซุ่นที่ยืนอยู่ไกลๆ ทันทีที่เห็นสามคนนี้ปรากฏตัว
แววตาพลันฉายแววหวาดกลัวอย่างสุดขีด
สาเหตุที่เจ้านายของตนต้องนอนบาดเจ็บปางตาย ก็เป็นเพราะคนกลุ่มนี้หาเรื่องก่อเหตุทั้งนั้น!
นึกไม่ถึงเลยว่า คืนนี้จะมาเจอกันที่นี่เข้าจนได้!
"ฮ่าๆๆ พี่เซี่ยงเฉิง เจ้าซื่อจื่อติงต๊องนี่ยังแกล้งทำไขสือได้เก่งนักนะ"
"พวกเราเรียนหนังสือมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก มันยังจะแกล้งทำเป็นจำพวกเราไม่ได้อีกรึ?"
หวงเชี่ยหัวเราะร่าพลางกล่าวเยาะเย้ย
"พี่หลาง อย่างไรเสียเจ้าก็นับว่าเป็นท่านพี่ของข้า"
"แกล้งทำเป็นจำกันไม่ได้ คิดว่าจะตบตาผ่านไปได้ง่ายๆ งั้นรึ?"
"ได้ยินข่าวมาว่าวันนี้พี่หลางบากหน้าไปสู่ขอสาวที่จวนเสนาบดีกรมคลัง"
"ทำไมถึงไม่อยู่เสวยสุขกับงานเลี้ยงที่ตระกูลกู้ กลับซัดเซพเนจรมาหาความสำราญที่หอชิงเย่เสียได้เล่า?"
โจวเซี่ยงเฉิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
บิดาของโจวเซี่ยงเฉิง คือพระอนุชาลำดับที่แปดของฮ่องเต้ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหานอ๋อง
ดำรงตำแหน่งขุนนางขั้นสามรองเสนาบดีกรมพิธีการ
มีศักดิ์เป็นพี่น้องร่วมอุทรกับบิดาของโจวหลางซึ่งเป็นพระอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเช่นกัน
ทั้งสองคนจึงมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกันทางสายเลือด
เติบโตและร่ำเรียนมาด้วยกันในสำนักกั๋วจื่อเจียน แต่ทว่านิสัยใจคอเข้ากันไม่ได้
ปกติจึงมักจะมีเรื่องระหองระแหงกันอยู่เนืองๆ
จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้เมื่อเริ่มเติบใหญ่ โจวเซี่ยงเฉิงก็เริ่มตระหนักได้ว่า
แม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์แห่งราชวงศ์ต้าโจวเหมือนกัน แต่บารมีและความสามารถของท่านพี่ผู้นี้กลับเทียบชั้นกับตนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
นับแต่นั้นมา เขาก็ไม่เคยเห็นโจวหลางอยู่ในสายตาอีกเลย
(จบบทที่ 2)