- หน้าแรก
- โคตรน้ำยาปรับสภาพยีน
- ตอนที่ 1,048 จู่โจมคฤหาสน์ตระกูลไท่
ตอนที่ 1,048 จู่โจมคฤหาสน์ตระกูลไท่
ตอนที่ 1,048 จู่โจมคฤหาสน์ตระกูลไท่
ตอนที่ 1,048 จู่โจมคฤหาสน์ตระกูลไท่
“แย่แล้วครับนายท่าน ตอนนี้ทั่วทั้งคฤหาสน์กำลังวุ่นวายกันไปหมดแล้ว!!” ทหารยามรีบคุกเข่ารายงานขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก
“มันเป็นใคร? ใครมันกล้ามาโจมตีคฤหาสน์ของฉัน?!” ไท่หนิงตะโกนถามอย่างโกรธเกรี้ยว
“คือ... คนของเรากำลังตีกันเองครับ” ทหารยามกล่าวด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด
—
ณ พื้นที่บริเวณยอดเขา
ปัจจุบันเซี่ยเฟยได้วางเอ็นย่าเอาไว้ใกล้ ๆ ขณะเฝ้าดูผู้คนในคฤหาสน์ทยอยกันล้มตายลงไปทีละคน
“นายนี่มันเจ้าเล่ห์จริง ๆ ที่ทำให้ทหารพวกนั้นสู้กันโดยที่ตัวเองไม่จำเป็นจะต้องลงมือ” ลินนิจกล่าวพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง
“ไหน ๆ ฉันก็ใช้พลังวิญญาณได้แล้ว ฉันก็ควรจะต้องใช้มันให้เกิดประโยชน์ ตอนนี้ร่างกายของฉันยังฟื้นฟูมาไม่หายดี การจะไปปะทะกับคนอื่นตรง ๆ ก็คงจะไม่เหมาะสมมากนัก นอกจากนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าภายในคฤหาสน์มีใครซ่อนตัวอยู่อีกบ้าง อย่างน้อยระวังตัวไว้ก่อนมันก็ไม่เสียหายอะไรมากนัก” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ในสงครามกับรีเวิร์สเซี่ยเฟยไม่เพียงแต่จะสังหารโกลเด้นอายได้เท่านั้น แต่เขายังรวบรวมดวงวิญญาณจากรีเวิร์สมาได้เป็นจำนวนมากอีกด้วย สิ่งที่เขาทำอยู่ในปัจจุบันคือการควบคุมวิญญาณที่เขารวบรวมมา และถึงแม้ว่าเขาจะปลดปล่อยดวงวิญญาณออกไปเพียงแค่เล็กน้อย แต่มันกลับสามารถสร้างความวุ่นวายไปทั่วทั้งคฤหาสน์
เทคนิคการควบคุมวิญญาณเป็นเทคนิคระดับสูงที่ต่อยอดมาจากการใช้โซลชาโดว์อีกที โดยวิธีนี้คือการใช้ดวงวิญญาณเข้าไปสิงสถิตภายในร่างกายของเป้าหมาย หรือถ้าจะให้พูดง่าย ๆ สาเหตุที่นักรบในคฤหาสน์ตระกูลไท่กำลังเข่นฆ่ากันเองนั่นก็เพราะว่าพวกเขากำลังถูกผีสิง
ด้วยระดับพลังในปัจจุบันของชายหนุ่ม เขาก็สามารถควบคุมดวงวิญญาณได้เพียงแค่ 10 ดวงเท่านั้น อย่างไรก็ตามเขาก็สามารถที่จะเปลี่ยนร่างนักรบที่ถูกควบคุมไปได้เรื่อย ๆ ซึ่งการกระทำนี้มันก็จะทำให้นักรบภายในคฤหาสน์เกิดความระแวง และถือว่านักรบที่อยู่ตรงหน้ากลายเป็นศัตรูถึงแม้ว่านักรบคนนั้นจะได้สติกลับคืนมาแล้วก็ตาม
ความกลัวคือสิ่งที่อันตรายสำหรับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ใครขาดสติพวกเขาก็พร้อมที่จะเข่นฆ่าได้แม้กระทั่งพรรคพวกของตัวเอง การกระทำของเซี่ยเฟยคือการปลุกปั่นความหวาดกลัวภายในใจของนักรบทุกคน ทำให้ในตอนนี้ไม่มีนักรบในคฤหาสน์คนไหนเชื่อใจสหายของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว
เซี่ยเฟยคอยควบคุมนักรบทั้ง 10 บุกเข้าไปภายในคฤหาสน์ ซึ่งถ้าหากว่านักรบคนไหนได้รับบาดเจ็บ เขาก็จะเปลี่ยนดวงวิญญาณให้ไปสิงสถิตนักรบคนใหม่ในทันที ทำให้ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีทั่วทั้งคฤหาสน์ก็ตกอยู่ในเปลวเพลิง ขณะที่บนพื้นเต็มไปด้วยซากศพและแอ่งเลือดที่เจิ่งนอง
ทันใดนั่นเองมันก็ได้มีเสียงร้องคำรามดังขึ้นมาจากภายในคฤหาสน์ ก่อนที่จะมีร่างของชายคนหนึ่งพุ่งออกมาจากทะเลเพลิงด้วยความรวดเร็ว จากนั้นเขาก็ทำการฟาดฝ่ามือเข้าใส่นักรบที่ถูกควบคุมอย่างรุนแรง จนทำให้ดวงวิญญาณที่เซี่ยเฟยควบคุมอยู่นั้นกระเด็นหลุดออกมาจากร่าง
ความจริงแล้วดวงวิญญาณที่กระเด็นหลุดออกมามันมีอยู่ทั้งหมดสองดวงวิญญาณ คือดวงวิญญาณรีเวิร์สที่เซี่ยเฟยใช้ในการควบคุม และดวงวิญญาณของนักรบคนนั้นที่สูญสลายไปหลังจากที่มันได้หลุดออกมาจากร่าง
“นั่นมันการทำลายวิญญาณ! ไม่น่าเชื่อเลยว่าในคฤหาสน์จะซ่อนโซลอีทเตอร์เอาไว้ด้วย” ลินนิจอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ
หากเทียบโซลฮันเตอร์กับโซลอีทเตอร์ในระดับเดียวกัน โซลอีทเตอร์ก็จะได้รับสถานะที่สูงส่งกว่าโซลฮันเตอร์อยู่เล็กน้อย เพราะท้ายที่สุดโซลอีทเตอร์ก็คือตัวตนที่สามารถทำลายดวงวิญญาณได้โดยตรง ต่างจากโซลฮันเตอร์ที่สามารถนำวิญญาณมาเพิ่มพลังให้กับตัวเองได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถที่จะทำลายดวงวิญญาณของศัตรูลงไปได้
นอกจากนี้ผู้ที่เลือกเป็นโซลอีทเตอร์ยังมีน้อยกว่าโซลฮันเตอร์มาก การที่จู่ ๆ มันได้มีโซลอีทเตอร์ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันจึงเกินกว่าความคาดหมายของทั้งลินนิจและเซี่ยเฟย
“โชคดีที่นายไม่ได้ลงมือด้วยตัวเอง ถ้าหากว่านายต้องปะทะกับเขาโดยตรง มันคงกลายเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากมากแน่ ๆ” ลินนิจกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว
“รอฉันอยู่ที่นี่แป๊บหนึ่งนะ เดี๋ยวฉันจะรีบกลับมา” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับลูบหัวเอ็นย่าเบา ๆ
เด็กสาวพยักหน้ารับอย่างเร่งรีบและเมื่อเธอได้เห็นเซี่ยเฟยทำลายตระกูลไท่ลงต่อหน้า มันยิ่งทำให้เธอรู้สึกชื่นชมชายหนุ่มมากยิ่งขึ้น
พริบตาต่อมาเซี่ยเฟยก็ได้ใช้วิชาพรางจิตแอบเข้าใกล้โซลอีทเตอร์ผ่านทางการซ่อนตัวในเงามืด
“นั่นนายกำลังทำอะไร!? แค่สิ่งที่นายทำลงไปก็ทำให้ตระกูลไท่สูญเสียไปเยอะแล้วนะ ทำไมนายถึงจะต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงด้วย?” ลินนิจถามขึ้นมาอย่างประหลาดใจ
เดิมทีลินนิจคิดว่าเซี่ยเฟยไม่ต้องการจะเอาตัวไปเสี่ยงกับเรื่องนี้ ชายหนุ่มจึงใช้การควบคุมวิญญาณเพื่อสร้างปัญหา แต่ใครจะรู้ว่าแท้ที่จริงนี่คือกลอุบายที่เซี่ยเฟยใช้ในการหลอกล่อศัตรูที่แข็งแกร่งออกมา ก่อนจะลงมือจัดการกับศัตรูคนนั้นด้วยตัวเอง
“สิ่งที่ฉันต้องการคือการถอนรากถอนโคนพวกมันต่างหาก” เซี่ยเฟยตอบอย่างเรียบง่าย
วิญญาณดวงใหม่ถูกปล่อยออกไปอย่างเงียบ ๆ และทันทีที่ดวงวิญญาณทั้ง 10 เข้าควบคุมร่างนักรบที่แข็งแกร่งที่สุด นักรบเหล่านี้ต่างก็พุ่งเข้าหาโซลอีทเตอร์พร้อม ๆ กัน
“แกกล้าดียังไงถึงมาเล่นตลกต่อหน้าฉันแบบนี้! ถ้าแกกล้าก็ออกมาเผชิญหน้ากับฉันซะ” โซลอีทเตอร์ส่งเสียงตะโกน ก่อนที่เขาจะผลักฝ่ามือออกไปในสองทิศทางที่แตกต่างกัน
วินาทีต่อมาม่านแสงวิญญาณก็พุ่งทะยานออกไปทุกทิศทางอย่างรวดเร็ว โดยมีร่างของโซลอีทเตอร์เป็นศูนย์กลางขยายออกไปยังพื้นที่บริเวณโดยรอบ
การโจมตีนี้เป็นการโจมตีแบบวงกว้างที่โหดร้ายมาก เพราะเพื่อทำการสังหารหุ่นเชิดของเซี่ยเฟย โซลอีทเตอร์คนนี้ก็ไม่ลังเลที่จะสังหารแม้กระทั่งนักรบที่ไม่เกี่ยวข้อง
“เสร็จฉันละ”
เซี่ยเฟยพุ่งตัวออกจากความมืดด้วยความเร็วมากกว่า 8 ล้านเมตรต่อวินาที สร้างมังกรขาวร้องคำรามตัดผ่านลำแสงทำลายวิญญาณของชายคนนั้นและเปิดช่องว่างให้เนอร์วาน่าเคลื่อนที่ผ่านไป
ขวับ!
เนอร์วาน่าตัดผ่านร่างของโซลอีทเตอร์จากบนลงล่าง ก่อนที่มันจะเริ่มดูดกลืนพลังวิญญาณทำให้ศัตรูกลายเป็นเพียงแค่กองขี้เถ้าในเวลาเพียงแค่เสี้ยววินาที
การลงมือทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาเพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้น และมันก็ทำให้โซลอีทเตอร์ที่แข็งแกร่งเสียชีวิตลงไปก่อนที่ใครจะทันได้รู้ตัว
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการดวลระหว่างผู้เชี่ยวชาญคือจังหวะและเวลา สิ่งที่เซี่ยเฟยปูทางไว้ตั้งแต่แรกคือการสร้างจังหวะให้ศัตรูเปิดเผยช่องว่างขึ้นมา และเมื่อถึงเวลาที่ต้องลงมือเขาก็สามารถจัดการเรื่องทุกอย่างได้ในเวลาเพียงแค่เสี้ยววินาที
โซลอีทเตอร์คนนี้อาจจะทรงพลังมาก แต่เซี่ยเฟยมีประสบการณ์ในการต่อสู้อย่างโชกโชนมากกว่า ภายใต้เงื้อมมือของเขามีผู้เสียชีวิตมาเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน มันจึงหล่อหลอมให้ชายหนุ่มกลายเป็นนักรบที่โหดเหี้ยมอย่างในทุกวันนี้
“นี่มันจะเสี่ยงจนเกินไปแล้ว” ลินนิจอุทานขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก
ระหว่างที่เซี่ยเฟยส่งเนอร์วาน่าออกไปโจมตี ลินนิจก็ตัวสั่นขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว ท้ายที่สุดม่านแสงทำลายวิญญาณก็เป็นศัตรูของวิญญาณอมตะโดยธรรมชาติ และถ้าหากว่าเขาเข้าไปในลำแสงนั้นมันก็อาจจะทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสหรืออาจจะถูกสลายวิญญาณไปได้เลย
โชคดีที่ดราก้อนสไปน์สร้างเส้นทางที่ปลอดภัยเอาไว้ให้ และลินนิจก็สามารถลงมือภายใต้เส้นทางที่ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างเด็ดขาด จนทำให้เขาไม่ได้สัมผัสกับม่านแสงทำลายวิญญาณเลยแม้แต่นิดเดียว
เซี่ยเฟยทำการสะบัดฝ่ามือปล่อยดวงวิญญาณทั้ง 10 ออกไปอีกครั้ง และเมื่อมันไม่หลงเหลือโซลอีทเตอร์ที่ทำลายหุ่นเชิดของเขาได้ มันก็ทำให้คฤหาสน์ตระกูลไท่ได้กลายเป็นขุมนรกที่เต็มไปด้วยเสียงโหยหวน
—
ไม่กี่นาทีต่อมาเซี่ยเฟย, เอ็นย่า, เซียงเป่ยหยาง, คนขับรถและทหารของชายอ้วนอีก 12 คนก็ปรากฏตัวที่หน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลถังพร้อมกับตัวรถที่ยังคงถูกไฟเผาไหม้
“น้องชาย ในเมื่อไท่หนิงลอบจู่โจมเราแล้วทำไมพวกเราถึงไม่ไปคฤหาสน์ตระกูลไท่ แต่มาที่คฤหาสน์ตระกูลถัง?” เซียงเป่ยหยางถามอย่างสงสัย
หลังจากรอดพ้นมาจากความตายชายอ้วนก็รู้สึกโกรธมากจนแทบจะไปคิดบัญชีกับไท่หนิงด้วยตัวเอง ท้ายที่สุดเขาก็เป็นนักเลงโดยกำเนิดเพียงแต่ด้วยสถานะในปัจจุบันมันยังทำให้เขาพยายามเก็บกดนิสัยดั้งเดิมของตัวเองเอาไว้
อย่างไรก็ตามเซี่ยเฟยก็ได้เรียกเขามาอย่างคฤหาสน์ตระกูลถังเสียก่อน เซียงเป่ยหยางจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากเดินทางมาที่นี่ตามคำสั่งของชายหนุ่ม
“ฉันจะมาทำอะไรได้อีกนอกจากจะมาชำระบัญชีกับถังหว่านเหนียน” เซี่ยเฟยตอบกลับ
เหตุการณ์นี้ถึงกับทำให้ทุกคนรู้สึกตกตะลึงและพวกเขาก็ไม่เข้าใจว่าเซี่ยเฟยกำลังพยายามจะทำอะไรกันแน่
ระหว่างนั้นชายหนุ่มก็ก้มศีรษะกระซิบอะไรบางอย่างใกล้ ๆ หูเอ็นย่า 2-3 คำ ซึ่งมันก็ทำให้เด็กสาวพยักหน้ารับอย่างเงียบ ๆ
“ขอแค่เธอเชื่อใจฉันก็พอ” เซี่ยเฟยกล่าว ก่อนที่เอ็นย่าจะเดินตรงไปที่ประตูและทำการผลักประตูเข้าไปอย่างแรง
“นั่นคุณจะบ้าไปแล้วเหรอ? นี่คือคฤหาสน์ตระกูลถังนะ” เซียงเป่ยหยางอุทานด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด
“คฤหาสน์ตระกูลถังแล้วทำไม? พวกเขาคือเป้าหมายต่อไปของพวกเรา” เซี่ยเฟยหันกลับมากล่าวด้วยรอยยิ้ม
ระหว่างที่เซียงเป่ยหยางกับทหารยามกำลังตื่นตระหนก เซี่ยเฟยกับเอ็นย่าก็เดินเข้าไปในคฤหาสน์ด้วยใบหน้าอันเย็นชา
“พวกแกเป็นใคร? กล้าดียังไงถึงมาสร้างความวุ่นวายในพื้นที่ของตระกูลถัง!”
เหล่าบรรดาทหารของตระกูลถังดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่ทหารยามหลายสิบคนจะเข้ามาล้อมรอบเซี่ยเฟยกับเอ็นย่าเอาไว้ภายในเวลาไม่กี่วินาที
“พวกแกยังจะกล้าถามอีกงั้นเหรอ? ฉันมาที่นี่เพื่อทวงถามหาความยุติธรรมยังไงล่ะ” เซี่ยเฟยตะโกนด้วยความโกรธ
“ทวงหาความยุติธรรมในคฤหาสน์ตระกูลถังเนี่ยนะ?!”
เหล่าบรรดาทหารของตระกูลถังต่างก็รู้สึกตกตะลึง เพราะพวกเขาไม่คาดคิดว่ามันจะมีใครในดาวแคระแดงที่กล้าหาเรื่องตระกูลถังแบบนี้
“เรียกถังหว่านเหนียนออกมาเดี๋ยวนี้!” เซี่ยเฟยตะโกนเสียงดังทำให้คนทั้งคฤหาสน์ได้ยินอย่างชัดเจน
แรงกดดันที่เซี่ยเฟยปลดปล่อยออกมานั้นมีความน่ากลัวมาก ทำให้ไม่มีใครกล้าลงมือจัดการชายหนุ่มเลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งไปกว่านั้นการที่เซี่ยเฟยกล้าเรียกชื่อถังหว่านเหนียนขึ้นมาโดยตรง มันก็ยิ่งทำให้ทหารทุกคนรู้สึกตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก
“น้องชายมาที่นี่ทำไมงั้นเหรอ?” ถังหว่านเหนียนเดินออกมาทั้งที่ยังคงสวมชุดนอนและพฤติกรรมของเซี่ยเฟยมันก็ทำให้เขารู้สึกสับสน
“คุณคงจะไม่คิดสินะว่าฉันจะมีชีวิตกลับมาหาคุณแบบนี้” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับเผยรอยยิ้มขึ้นมาอย่างชั่วร้าย
“น้องชายใจเย็น ๆ มีอะไรก็ค่อย ๆ อธิบายออกมา” ถังหว่านเหนียนกล่าวอย่างตกใจ
เซี่ยเฟยนิ่งเงียบโดยไม่พูดอะไร ขณะที่นิ้วมือชี้ไปยังรถหรูที่ถูกไฟไหม้และมีร่องรอยการชนจนทำให้รถพังยับเยิน
ด้วยสภาพของรถแม้แต่คนโง่ก็สามารถบอกได้ว่ารถคันนี้ถูกดักทำร้าย ซึ่งพื้นที่บริเวณหน้ารถก็ถูกใครบางคนฉีกกระชากจนตัวรถหลุดออกเป็นชิ้น ๆ
ถังหว่านเหนียนพยายามถามหาความจริง ซึ่งเซียงเป่ยหยางก็เล่าเรื่องที่พวกเขาถูกคนของไท่หนิงลอบสังหารบนท้องถนน
“คุณถัง ฉันได้ยินมาว่าไท่หนิงคือคนของคุณใช่ไหม?” ในระหว่างที่ถังหว่านเหนียนกำลังสาปแช่งไท่หนิงอยู่ในใจ เซี่ยเฟยก็กล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
***************
ใครคิดตามพี่เฟยทันบ้าง…