- หน้าแรก
- โคตรน้ำยาปรับสภาพยีน
- ตอนที่ 1,046 ของของฉันก็คือของของฉัน
ตอนที่ 1,046 ของของฉันก็คือของของฉัน
ตอนที่ 1,046 ของของฉันก็คือของของฉัน
ตอนที่ 1,046 ของของฉันก็คือของของฉัน
เบื้องหลังของซงจินฮูคือโซลครีเอเตอร์ผู้ทรงอำนาจ และสาเหตุที่ถังหว่านเหนียนยอมจ่ายเงินค่าจ้างให้กับโซลฮันเตอร์คนนี้ด้วยเงินมหาศาล นั่นก็เพราะว่าเขาต้องการจะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับอาจารย์ของชายคนนี้เอาไว้
ในจักรวาลอัลฟ่าไม่มีนักธุรกิจคนไหนที่มีความมั่งคั่งอย่างแท้จริง นอกเหนือจากเหล่าบรรดาโซลครีเอเตอร์ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดสงครามทุกคนต่างก็จำเป็นจะต้องร้องขอความช่วยเหลือจากโซลครีเอเตอร์เหมือน ๆ กัน
ด้วยเหตุนี้นักธุรกิจที่มีประสบการณ์จะพยายามสร้างความสัมพันธ์อันดีกับโซลครีเอเตอร์เอาไว้ เพราะเมื่อไหร่ที่มันได้เกิดภัยพิบัติขึ้นมา อย่างน้อยโซลครีเอเตอร์เหล่านี้ก็พอจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับพวกเขาได้
ถังหว่านเหนียนยอมใช้เงินเป็นจำนวนมากซื้อหิมะโปรย เพราะถังหยินเยว่ผู้ซึ่งเป็นหลานสาวคนโปรดที่เมื่อไม่นานมานี้เธอบังเอิญได้รับบาดเจ็บจากนักสู้วิญญาณ 2 คน จนทำให้วิญญาณของเธอได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง
อาการบาดเจ็บทางวิญญาณแตกต่างจากอาการบาดเจ็บทางร่างกายอย่างสิ้นเชิง ถังหว่านเหนียนจึงพยายามรวบรวมวัตถุดิบสำคัญอย่างเช่นแมลงปอหิมะเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บให้กับหลานสาวอย่างสุดกำลัง แต่น่าเสียดายที่เขาไม่รู้จักนักปรุงยาที่จะทำให้วัตถุดิบเหล่านี้สามารถแปลงประสิทธิภาพออกมาได้มากที่สุด
แต่ในระหว่างที่ถังหว่านเหนียนกำลังอับจนหนทางอยู่นั่นเอง จู่ ๆ เขาก็ได้พบหิมะโปรยซึ่งเป็นอาวุธวิญญาณภายในนิทรรศการของไท่หนิง
อาวุธวิญญาณไม่ใช่อาวุธของนักรบวิญญาณเท่านั้น แต่มันยังช่วยทำให้จิตวิญญาณของนักรบระดับต่ำสงบลงได้อีกด้วย หากใครได้ครอบครองอาวุธวิญญาณในอนาคต พวกเขาก็จะมีโอกาสเปิดโซลมาร์คขึ้นมาได้สูงมาก เรียกได้ว่าอาวุธวิญญาณเป็นตัวช่วยชั้นยอดของนักรบทุกระดับอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตามอาวุธวิญญาณก็เป็นของหายากและมีราคาสูงมาก ผู้ที่ได้ครอบครองอุปกรณ์เหล่านี้จึงมีเพียงแต่คนของตระกูลชั้นนำภายในจักรวาลอัลฟ่าเท่านั้น
ด้วยสรรพคุณทั้งหมดที่กล่าวมานี่เองถังหว่านเหนียนจึงยอมทุ่มเงินเป็นจำนวนมากเพื่อซื้อหิมะโปรยให้กับหลานสาว โดยหวังว่ามันจะช่วยทำให้อาการของถังหยินเยว่ฟื้นฟูกลับมาเป็นดังเดิมโดยเร็ว
เมื่อกลับมาจนถึงบ้าน ชายชราก็ทำการมอบหิมะโปรยให้กับหลานสาวในทันที ซึ่งผลลัพธ์ของการอยู่กับอาวุธวิญญาณชิ้นนี้มันก็ทำให้แม้แต่โซลฮันเตอร์อย่างซงจินฮูรู้สึกตกใจ
ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาถังหยินเยว่ก็สามารถลุกขึ้นมานั่งด้วยตัวเองได้สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นเธอต้องนอนติดเตียงมาโดยตลอด
เหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าถังหว่านเหนียนและซงจินฮูในเวลาเดียวกัน และมันก็ทำให้พวกเขานับถือเซี่ยเฟยผู้ซึ่งเป็นเจ้าของคนเก่าของหิมะโปรยมากขึ้นกว่าเดิม
เมื่อเซี่ยเฟยกับไท่หนิงมีข้อพิพาทในวันนี้ ถังหว่านเหนียนจึงหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับชายหนุ่มโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ซึ่งในระหว่างที่ชายชราเดินทางมายังงานเลี้ยงอยู่นั้น ซงจินฮูก็คอยอยู่เฝ้าห้องของถังหยินเยว่อย่างระมัดระวังเพื่อคอยสังเกตเฝ้าอาการของหญิงสาวต่อไป
ระหว่างนั้นซงจินฮูก็ได้ติดต่อไปยังอาจารย์เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องของหิมะโปรยไปด้วย ซึ่งหลังจากโซลครีเอเตอร์ชราได้ยินถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมา มันก็ทำให้เขาอยากเห็นอาการของถังหยินเยว่และอาวุธวิญญาณชิ้นนี้ด้วยตาของตัวเอง
อย่างไรก็ตามถังหยินเยว่ก็เป็นหลานสาวคนโปรดของถังหว่านเหนียน ซงจินฮูจึงไม่กล้าพาหญิงสาวคนนี้ออกจากคฤหาสน์โดยไม่ได้รับอนุญาต เขาจึงทำการติดต่อมายังชายชราเพื่อทำการพูดคุยเรื่องนี้เสียก่อน
“ในเมื่ออาจารย์เป็นคนออกปาก ฉันก็ไม่มีเหตุผลจะต้องปฏิเสธ รบกวนน้องซงพาตัวหยินเยว่ไปหาอาจารย์ด้วย เดี๋ยวฉันจะเตรียมกองยานคุ้มกันให้ แต่หิมะโปรยสำคัญกับหยินเยว่มาก รบกวนน้องซงช่วย…” ถังหว่านเหนียนกล่าวขึ้นมาอย่างลำบากใจ
โดยปกติถังหว่านเหนียนจะไม่ได้พูดคุยกับซงจินฮูด้วยคำพูดที่สนิทสนมกันถึงขนาดนี้ การที่อีกฝ่ายเอ่ยปากเรียกเขาว่าน้องซง มันจึงทำให้โซลฮันเตอร์ชรารู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังหมายความว่าอะไร
“คุณถังไม่ต้องห่วง อาจารย์ของผมมีชื่อเสียงที่ดีมาโดยตลอดและเขาก็ไม่สนใจอาวุธวิญญาณระดับต่ำแบบนี้หรอก อีกอย่างหิมะโปรยสำคัญกับคุณหนูมาก อาจารย์ย่อมเข้าใจความจริงข้อนี้เป็นอย่างดี” ซงจินฮูกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ถังหว่านเหนียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนที่เขาจะติดต่อส่งกองยานรบเพื่อคอยคุ้มกันถังหยินเยว่ไปหาอาจารย์ของซงจินฮู
การลงทุนซื้อหิมะโปรยในครั้งนี้เป็นเรื่องที่คุ้มค่าสำหรับถังหว่านเหนียนมาก เพราะมันไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของถังหยินเยว่ได้เท่านั้น แต่มันยังมีโอกาสให้เขาเชื่อมความสัมพันธ์กับอาจารย์ของซงจินฮูได้อีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ชายชราจึงกลับไปที่หอดูดาวด้วยรอยยิ้มและคิดว่าเขาจะพยายามทำดีกับเซี่ยเฟยให้ได้มากที่สุด เพราะเบื้องหลังของชายหนุ่มคนนี้เป็นสิ่งที่ลึกลับมาก จนทำให้เขาฝันกลางวันว่าตัวเองอาจจะได้ทำความรู้จักกับโซลครีเอเตอร์ที่ทรงพลังอีกคน
—
“นี่นายกำลังบอกว่านายใช้หงส์ครามเป็นพื้นฐานในการสร้างอาวุธวิญญาณขึ้นมางั้นเหรอ? ทำไมฉันถึงไม่เคยได้ยินเรื่องอะไรแบบนี้มาก่อนเลย” ลินนิจกล่าวขึ้นมาอย่างประหลาดใจ
“ตอนแรกฉันก็ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเหมือนกัน แต่หลังจากที่ฉันได้อ่านวิชาฟีเทอร์สปิริท ฉันก็ได้รู้ว่าอาวุธจำเป็นจะต้องดูดซับแก่นแท้ของพลังวิญญาณ อาวุธชิ้นนั้นจึงจะกลายเป็นอาวุธวิญญาณขึ้นมาได้”
“ครั้งสุดท้ายที่ฉันได้ตกลงไปในอุกกาบาตลูกนั้น ฉันก็บังเอิญสัมผัสได้ถึงพลังงานอ่อน ๆ ฉันจึงปล่อยให้หิมะโปรยดูดซับพลังงานพวกนั้นเข้าไปแล้วทำให้มันกลายเป็นอาวุธวิญญาณในที่สุด” เซี่ยเฟยกล่าว
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหงส์ครามล่ะ?” ลินนิจถามอย่างสงสัย
“อาวุธทั่วไปอย่างหิมะโปรยไม่ได้มีความสามารถในการดูดซับพลังวิญญาณ แต่ในกรณีของหงส์ครามเป็นสิ่งที่แตกต่างกันออกไป อาวุธมายาชิ้นนี้มีความสามารถในการดูดซับพลังวิญญาณได้ดีมาก เมื่อฉันใช้หงส์ครามเป็นสื่อกลางในการดูดซับพลังวิญญาณ ผลลัพธ์มันก็ออกมาดีขึ้นกว่าเดิม” เซี่ยเฟยกล่าว
การกระทำนี้เป็นการกระทำที่บ้าระห่ำมาก เพราะถ้าหากหงส์ครามได้รับความเสียหายระหว่างกระบวนการขึ้นมา มันย่อมส่งผลกระทบต่อเขาอย่างร้ายแรง อย่างไรก็ตามความเสี่ยงนี้มันก็แลกมากับผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์ด้วยเช่นกัน เพราะมันช่วยให้เขาสร้างอาวุธวิญญาณชิ้นแรกขึ้นมาได้สำเร็จ
“ทฤษฎีของนายสมเหตุสมผล ทำไมพวกเราไม่ลองหาสถานที่ที่มีพลังวิญญาณแล้วลองสร้างอาวุธวิญญาณอีกสักครั้งดูล่ะ?” ลินนิจกล่าว
“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก ไม่ใช่อาวุธทุกชิ้นที่จะมีศักยภาพพัฒนากลายเป็นอาวุธวิญญาณ ถึงแม้หิมะโปรยจะมีคุณสมบัติแต่ดาบดราก้อนสเกลกลับไม่มีคุณสมบัติเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะวัตถุดิบสำหรับการสร้างพวกมันขึ้นมามีความแตกต่างกัน และถึงแม้ว่าฉันจะพยายามค้นหาอุปกรณ์ที่เหมาะสมแล้ว แต่ทั่วทั้งแหวนมิติก็มีอุปกรณ์ที่เหมาะสมเพียงแค่สองชิ้นเท่านั้นคือหิมะโปรยและโกลเด้นฟาลคอนของขนอุย” เซี่ยเฟยอธิบาย
ลินนิจพยักหน้าอย่างเข้าใจ เพราะอาวุธในดินแดนกฎไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพัฒนาเป็นอาวุธวิญญาณตั้งแต่แรก การที่ในแหวนมิติของชายหนุ่มมีอุปกรณ์ถึงสองชนิดที่สามารถพัฒนากลายเป็นอาวุธวิญญาณก็ถือว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมากอยู่แล้ว
หากพวกเขาต้องการที่จะหาอุปกรณ์ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนากลายเป็นอาวุธวิญญาณจริง ๆ พวกเขาก็ควรจะต้องมองหาวัตถุดิบที่ผลิตขึ้นมาจากจักรวาลอัลฟ่ามากกว่าวัตถุดิบจากดินแดนกฎ
‘แล้วแบบนี้อาวุธวิญญาณที่สร้างขึ้นมาจากหงส์คราม มันจะต่างจากอาวุธวิญญาณทั่ว ๆ ไปยังไงกันแน่นะ?’ ลินนิจคิดกับตัวเองขึ้นมาอย่างสนใจ
—
ในที่สุดเวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงช่วงดึก เซียงเป่ยหยางที่เพิ่งมีโอกาสมาเข้าร่วมงานเลี้ยงเป็นครั้งแรกก็ค่อย ๆ ปรับตัวเข้าไปพูดคุยกับไฮโซคนอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี ในทางกลับกันเซี่ยเฟยยังคงคิดถึงเรื่องการสร้างอาวุธวิญญาณและเขาก็ก้มหน้ามองไปยังด้านล่างของภูเขาบ้างเป็นครั้งคราว
ที่นั่งที่ชายหนุ่มเลือกมานั่งนั้นคือจุดที่เขาคัดสรรมาเป็นอย่างดี จากตำแหน่งนี้ทำให้เขาสามารถมองเห็นรถที่เคลื่อนที่ผ่านไปผ่านมาได้อย่างชัดเจน แม้กระทั่งเอ็นย่าที่นอนหลับสนิทอยู่ในรถก็อยู่ภายใต้สายตาของเขาด้วยเช่นกัน
เซียงเป่ยหยางต้องการพูดคุยกับทุกคนต่อไป แต่ไม่ว่ายังไงงานเลี้ยงมันก็ย่อมต้องมีวันเลิกลา ในที่สุดงานเลี้ยงวันนี้ก็จบลงและปล่อยให้แขกทุกคนแยกย้ายกลับไปพักผ่อนที่บ้านของตัวเอง
ก่อนกลับถังหว่านเหนียนเดินมาจับมือกับเซี่ยเฟยอย่างสนิทสนม พร้อมกับถามชายหนุ่มเกี่ยวกับแผนการเดินทาง และหลังจากที่ชายชราได้รู้ว่าเซี่ยเฟยยังไม่มีแผนจะไปไหนในเร็ว ๆ นี้ มันก็ทำให้เขาถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ความจริงถังหว่านเหนียนพยายามชักชวนเซี่ยเฟยไปที่บ้านของเขาในวันพรุ่งนี้ แต่น่าเสียดายที่ชายหนุ่มยังคงปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าเขายังมีธุระที่จะต้องทำ
“คุณถัง อย่าลืมนะว่าน้องชายเซี่ยเฟยเพิ่งจะได้ทาสสาวแสนสวยไป พรุ่งนี้คุณก็ช่วยปล่อยให้เขาผ่อนคลายสักวันหนึ่งไปก่อนก็ได้ แล้วคุณค่อยไปพูดคุยกับเขาในวันหลัง” แขกที่อยู่ใกล้ ๆ พูดแซวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ
แขกทุกคนในวันนี้ต่างก็มองเห็นฉากที่เซี่ยเฟยทะเลาะกับไท่หนิงเพราะทาสหญิงอย่างชัดเจน พวกเขาจึงคิดว่าเซี่ยเฟยหลงใหลเอ็นย่าไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อชายหนุ่มกลับไปมันย่อมจะต้องมีกิจกรรมบนเตียงอย่างไม่ต้องสงสัย มันจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเซี่ยเฟยจึงปฏิเสธไม่ไปหาถังหว่านเหนียนในวันรุ่งขึ้น
“ฮ่า ๆ ๆ นั่นสินะ เอาเป็นว่าน้องชายพักผ่อนได้ตามสบาย ว่าแต่ไท่หนิงทำไมนายไม่ให้สัญญาทาสกับน้องชายเซี่ยเฟยไปล่ะ?” ถังหว่านเหนียนกล่าวพร้อมกับหัวเราะขึ้นมาเบา ๆ
เมื่อถูกบีบบังคับไท่หนิงจึงทำการยื่นเอกสารสัญญาซื้อขายทาสให้เซี่ยเฟยอย่างไม่เต็มใจ อย่างไรก็ตามชายหนุ่มกลับฉีกกระดาษแผ่นนั้นออกเป็นชิ้น ๆ โดยไม่ใยดี
“นั่นน้องชายต้องการจะทำอะไร?” แขกภายในงานถามขึ้นมาอย่างประหลาดใจ
“ของของฉันก็คือของของฉัน ไม่ว่ามันจะมีสัญญาแบบนี้หรือไม่ก็ตาม” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนชะงักค้างอย่างตกใจ เพราะมันไม่มีใครคาดคิดว่าชายหนุ่มจะแสดงความเย่อหยิ่งออกมาแบบนี้
—
เซี่ยเฟยเดินมาเปิดประตูรถพร้อมกับได้เห็นเอ็นย่านอนหลับสนิทอยู่บนเบาะหลัง คล้ายกับกระต่ายตัวน้อยที่หดตัวแน่นและพยายามปกป้องร่างกายจากอันตรายแม้ว่าเธอจะยังคงหลับใหลอยู่ก็ตาม แต่มันก็อาจจะเป็นเพราะว่าเธอเหนื่อยมาก เธอจึงไม่รู้ว่าเซี่ยเฟยกับเซียงเป่ยหยางได้กลับเข้ามาภายในรถอีกครั้งหนึ่งแล้ว
เซี่ยเฟยไม่อยากจะปลุกเด็กสาวตัวน้อย เขาจึงพยายามเข้ามาในรถอย่างเงียบ ๆ โชคดีที่เซียงเป่ยหยางซื้อรถหรูคันนี้มาเพื่ออวดความร่ำรวย ดังนั้นทุกคนจึงสามารถนั่งพักผ่อนภายในรถได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด
“คุณได้สัญญาทาสของเธอมาด้วยหรือเปล่า?” คนขับรถชรากล่าวถามขึ้นมาเบา ๆ
เซี่ยเฟยพยักหน้าเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไร
“แบบนี้ค่อยสบายใจหน่อย ระหว่างที่พวกคุณไปงานเลี้ยงเธอเล่าเรื่องที่เธอถูกจับมาที่นี่ให้ฟัง ไท่หนิงเป็นคนที่โหดร้ายมาก เขาถึงกับสังหารครอบครัวของเธอก่อนที่จะชิงตัวเธอมา” คนขับรถชรากล่าวอย่างโล่งใจ
ชะตากรรมของเด็กสาวทำให้ทั้งเซี่ยเฟยและเซียงเป่ยหยางชะงักค้างไปด้วยความตกใจ ซึ่งในระหว่างนั้นรถหรูก็กำลังแล่นไปท่ามกลางความมืดเพื่อพาเซี่ยเฟยไปส่งยังโรงแรม
คฤหาสน์ไท่หนิงแยกตัวออกมาจากตัวเมืองอันวุ่นวาย ระหว่างขากลับจำเป็นจะต้องเดินทางผ่านถนนเส้นยาวที่เต็มไปด้วยป่าหนาทึบอันวังเวง
ทันใดนั้นเซี่ยเฟยก็เปิดหน้าต่างรถพร้อมกับปล่อยเนอร์วาน่าและขนอุยออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ผู้ช่วยทั้งสองจะหายไปภายในป่าโดยไร้ร่องรอย
“นั่นคุณกำลังทำอะไร?” คนขับรถถามอย่างสงสัย
“ไม่มีอะไร คุณขับรถไปต่อเถอะ” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย
***************
ระดับพี่เฟยประสาทสัมผัสเฉียบคมเสมอ