- หน้าแรก
- โคตรน้ำยาปรับสภาพยีน
- ตอนที่ 1,040 ถังว่านเหนียน
ตอนที่ 1,040 ถังว่านเหนียน
ตอนที่ 1,040 ถังว่านเหนียน
ตอนที่ 1,040 ถังว่านเหนียน
มีดสั้นที่เซี่ยเฟยนำออกมาก็ไม่ใช่อาวุธอื่นใดเลยนอกเสียจากหิมะโปรยที่เขาเพิ่งทำการเปลี่ยนมันเป็นอาวุธวิญญาณเมื่อไม่นานนี้นี่เอง
ช่วงหลายปีที่ผ่านมาหิมะโปรยกลายเป็นอาวุธที่ไม่มีประโยชน์สำหรับเซี่ยเฟยอีกต่อไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีอาวุธชั้นยอดอยู่ในครอบครองมากกว่าหนึ่งชิ้น หิมะโปรยจึงถูกทิ้งให้นอนนิ่ง ๆ ในแหวนมิติมานานมากแล้ว
ถึงแม้ว่าปัจจุบันหิมะโปรยจะถูกเซี่ยเฟยเปลี่ยนให้กลายเป็นอาวุธวิญญาณ แต่เนื่องมาจากการขาดความเชี่ยวชาญมันจึงเป็นเพียงแค่อาวุธวิญญาณระดับต่ำเท่านั้น มันจึงไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงอาวุธวิญญาณชั้นยอดอย่างเนอร์วาน่าหรือดราก้อนสไปน์ เพราะแม้แต่สเตลล่าก็ยังมีประโยชน์กว่าหิมะโปรยมาก ซึ่งโดยสรุปมันก็ยังคงเป็นอาวุธที่ไร้ประโยชน์สำหรับเซี่ยเฟยอยู่ดี
อย่างไรก็ตามหลังจากเดินสำรวจนิทรรศการแสดงอาวุธในวันนี้ ชายหนุ่มก็พบว่าทั่วทั้งนิทรรศการไม่มีอาวุธวิญญาณถูกแสดงอยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว ยิ่งไปกว่านั้นเขายังได้ค้นพบว่าเขาสามารถฝากขายสินค้าในงานนี้ได้ เขาจึงคิดที่จะขายหิมะโปรยออกไปและอยากรู้ว่ามันพอจะมีมูลค่าสักเท่าไหร่กันแน่
นักรบเป็นอาชีพที่จำเป็นจะต้องใช้เงินทุนมหาศาล ซึ่งถ้าหากว่านักรบปราศจากเงินทุนที่จำเป็นมันก็จะทำให้พวกเขาพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างเชื่องช้า หากเซี่ยเฟยสามารถขายหิมะโปรยออกไปได้ราคาดี เขาก็จะมีวิธีการสร้างรายได้ให้กับตัวเองในอนาคต
“ขอบคุณมากคุณเซียง” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เรื่องง่าย ๆ แค่นี้เอง ไม่จำเป็นจะต้องขอบคุณอะไรหรอก” เซียงเป่ยหยางกล่าวด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่เขาจะหันหน้าไปหาผู้รับผิดชอบนิทรรศการ
“ผู้จัดการช่วยอธิบายกฎให้น้องชายเขาฟังหน่อยได้ไหม มันจะได้ไม่มีเรื่องเข้าใจผิดในอนาคต”
“ไม่ทราบว่าน้องชายได้ตั้งราคาของมันเอาไว้หรือเปล่า?” ผู้จัดการกล่าวถามด้วยรอยยิ้ม
“ฉันยังไม่ได้กำหนดราคาของมันเอาไว้ เรื่องนี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ซื้อจะเสนอราคามาให้กับฉันสักเท่าไหร่กันแน่” เซี่ยเฟยกล่าว
ผู้จัดการและเซียงเป่ยหยางหัวเราะขึ้นมาเบา ๆ อย่างรู้ทัน เพราะการไม่กำหนดราคาไว้แบบนี้มันก็หมายความว่าราคาขึ้นอยู่กับตัวตนของผู้ซื้อ หากผู้สนใจคือเศรษฐีจากตระกูลใหญ่ราคาของอาวุธย่อมสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
“ถ้าอย่างนั้นเชิญน้องชายมารอทางนี้ได้เลย หากมีใครสนใจคุณก็สามารถพูดคุยราคากับเขาได้ ส่วนเรื่องค่าธรรมเนียมถือซะว่าฉันให้เป็นของขวัญแก่คุณก็แล้วกัน” ผู้จัดการกล่าวด้วยรอยยิ้ม
โดยปกติการฝากขายภายในร้านไท่หนิงจำเป็นจะต้องเสียค่าธรรมเนียม 10% แต่ผู้จัดการผางคิดว่ามีดเล่มนี้มีมูลค่าไม่สูงมากนัก ถึงแม้มันจะถูกขายออกไปจริง ๆ แต่เขาก็คงได้รับค่าธรรมเนียมไม่เกิน 1,000 ไข่มุกวิญญาณ
ไท่หนิงเป็นร้านค้าขนาดใหญ่ภายในดาวแคระแดง พวกเขาจึงยินยอมสูญเสียเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เพียงเท่านี้เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีกับเซียงเป่ยหยางเอาไว้
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาธุรกิจของเซียงเป่ยหยางมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และทำให้ชายอ้วนแทบจะกลายเป็นนักธุรกิจชั้นนำในดาวแคระแดง แล้วมันก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคนหลาย ๆ คนในดาวแคระแดงถึงค่อนข้างจะเกรงใจเซียงเป่ยหยางมากพอสมควร
หลังจากพูดจบผู้จัดการก็ขอตัวออกไปโดยบอกให้เจ้าหน้าที่ภายในงานคอยจับตาดูเซี่ยเฟยเอาไว้ เพราะท้ายที่สุดชายหนุ่มคนนี้ก็เป็นคนที่เซียงเป่ยหยางให้ความสำคัญ เขาจึงต้องการจะทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเซี่ยเฟย และต้องการจะทราบมูลค่าที่แท้จริงของอาวุธที่ชายหนุ่มนำออกมาขายด้วยเช่นกัน
ช่วงแรกเซียงเป่ยหยางยังคงยืนรออยู่หลังเคาน์เตอร์พร้อมกันกับเซี่ยเฟย และพยายามพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องตระกูลของชายหนุ่ม น่าเสียดายที่เซี่ยเฟยยังคงปากแข็ง ไม่ว่าชายอ้วนจะพยายามแค่ไหนมันก็ไม่มีข้อมูลสำคัญหลุดออกมาจากปากของเซี่ยเฟยเลยแม้แต่นิดเดียว
หลังจากรอมาเป็นเวลานานมันก็ยังไม่มีใครแสดงความสนใจต่อหิมะโปรยสักที เซียงเป่ยหยางจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากจะต้องขอตัวออกไป โดยบอกว่าเขาจะต้องขึ้นไปพูดคุยเรื่องธุรกิจบนชั้นสอง
ทันทีที่เซียงเป่ยหยางออกไปชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำก็เดินมายังเคาน์เตอร์ ลักษณะการแต่งกายของชายคนนี้ค่อนข้างที่จะดูดีมากและลูกค้าคนอื่น ๆ ต่างก็เรียกเขาว่าคุณเล้ง
“ฝีมือการผลิตมีดเล่มนี้ค่อนข้างปราณีตมากเลยทีเดียว บนใบมีดแผ่ความเย็นออกตลอดเวลา น่าเสียดายที่ตอนนี้มันสูญเสียความเย็นดั้งเดิมของมันไปแล้ว ทำให้มันไม่ใช่อาวุธที่สมบูรณ์แบบเหมือนในอดีตอีกต่อไป”
“พูดตามตรงว่ามีดเล่มนี้มีราคาไม่เกิน 2,000 ไข่มุกวิญญาณ แต่มันคือมีดที่เต็มไปด้วยจิตสังหารอันท่วมท้น เอาเป็นว่าฉันขอเสนอซื้อมันในราคา 4,000 ไข่มุกวิญญาณก็แล้วกัน” เล้งกล่าวขณะเดินเข้ามาชมหิมะโปรยของเซี่ยเฟย แล้วมันก็เรียกเสียงปรบมือของทุกคนในบริเวณได้ในทันที
“คุณเล้งสมกับเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธจริง ๆ การวิเคราะห์ของเขาทั้งเฉียบคมและให้คำอธิบายเป็นอย่างดี”
“คุณเล้งอุตส่าห์วิเคราะห์อาวุธชิ้นนี้เองแล้วมันจะผิดไปจากคำพูดของเขาได้ยังไง”
“ขอโทษด้วย แต่ราคานี้ฉันไม่ขาย” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับส่ายหัว
ทักษะการวิเคราะห์ของชายคนนี้มีรากฐานที่ดีมากจริง ๆ เพราะเขาได้ใช้หิมะโปรยสังหารผู้คนไปอย่างมากมาย ตัวอาวุธจึงปลดปล่อยจิตสังหารออกมาอย่างรุนแรง หากเทียบราคาตามปกติหิมะโปรยควรจะมีราคา 2,000-3,000 ไข่มุกวิญญาณอย่างที่อีกฝ่ายได้วิเคราะห์เอาไว้จริง ๆ
แต่สิ่งหนึ่งที่เล้งมองข้ามไปคือหิมะโปรยไม่ได้เป็นอาวุธธรรมดาเหมือนกับในอดีตอีกต่อไปแล้ว แต่มันคืออาวุธวิญญาณที่ไม่มีจัดแสดงอยู่ในอาคารแห่งนี้ด้วยซ้ำ
เล้งตกใจขึ้นมาเล็กน้อย เพราะเขาไม่คิดว่าเซี่ยเฟยจะปฏิเสธราคาที่เขาได้เสนอไป
“ให้ตายเถอะ! เห็นแก่ที่ฉันชอบอาวุธชิ้นนี้มาก ฉันจะเสนอราคาให้มัน 10,000 ไข่มุกวิญญาณก็แล้วกัน ในอดีตมันจะต้องเป็นอาวุธของนักรบชั้นยอดที่ผ่านการสังหารมาเป็นจำนวนนับครั้งไม่ถ้วนแน่ ๆ มีดเล่มนี้มันดึงดูดฉันมากจนเกินไป” เล้งกล่าวโดยเพิ่มราคาขึ้นไปถึง 10,000 ไข่มุกวิญญาณ
“10,000 ไข่มุกวิญญาณ? มีดเล่มนี้มีราคาถึง 10,000 ไข่มุกวิญญาณเลยงั้นเหรอ?!”
“มูลค่าจริงของมันน่าจะอยู่แค่ 3,000 ไข่มุกวิญญาณเท่านั้น แต่คุณเล้งน่าจะชอบมันมาก เขาเลยเสนอราคาสูงขึ้นไปถึง 10,000 ไข่มุกวิญญาณ”
เมื่อราคาถูกเพิ่มขึ้นไปสูงถึงขนาดนี้ ทุกคนต่างก็คิดว่าเซี่ยเฟยย่อมจะต้องพอใจกับราคาที่เล้งเสนอไปอย่างแน่นอน ท้ายที่สุดในสายตาของทุกคนหิมะโปรยก็สมควรจะมีราคาตลาดไม่เกิน 5,000 ไข่มุกวิญญาณ เมื่อเล้งเสนอราคาสูงถึง 10,000 ไข่มุกวิญญาณมันก็ไม่มีเหตุผลที่เซี่ยเฟยจะไม่ขาย
อย่างไรก็ตามคำตอบของเซี่ยเฟยกลับมีเพียงแค่การส่ายหัวอย่างเงียบ ๆ เท่านั้น ซึ่งมันก็ยิ่งทำให้ทุกคนมุ่งความสนใจไปที่ชายหนุ่มมากกว่าเดิม
“นี่นายกำลังล้อฉันเล่นอยู่งั้นเหรอ!?” เล้งอุทานขึ้นมาด้วยความอับอาย เพราะเขาคิดว่าเขาเสนอราคาสูงกว่าราคาตลาดมากแล้ว เหตุผลเดียวที่เซี่ยเฟยยังคงปฏิเสธเขาแบบนี้นั่นก็เพราะอีกฝ่ายจงใจที่จะหักหน้าเขา
ทุกคนต่างก็พูดคุยกันถึงเรื่องนี้อย่างเมามัน พร้อมกับมองไปทางเซี่ยเฟยด้วยสายตาอันแปลกประหลาด
“20,000 ไข่มุกวิญญาณ!” เล้งกัดฟันพูดพร้อมกับชูนิ้วมือขึ้นมา 2 นิ้ว
“ฉันแนะนำให้คุณไปหาอาวุธชิ้นอื่นดีกว่า” เซี่ยเฟยตอบกลับอย่างเฉยเมย
เนื่องมาจากลูกค้าคนนี้ไม่สามารถมองออกว่าหิมะโปรยคืออาวุธวิญญาณ เซี่ยเฟยจึงขี้เกียจเกินกว่าจะต่อรองราคากับเล้ง
“นี่นาย!!” เล้งแทบที่จะระเบิดความโกรธออกมาอย่างรุนแรง ก่อนที่เขาจะเดินจากไปด้วยใบหน้าสีแดงก่ำ
เหล่าบรรดาฝูงชนต่างก็พูดคุยเรื่องเซี่ยเฟยมากกว่าเดิม โดยพวกเขาได้ปล่อยข่าวออกไปว่าเซี่ยเฟยกำลังปฏิบัติต่อขยะเหมือนกับเป็นสมบัติชิ้นหนึ่ง ทำให้ในเวลาเพียงแค่ไม่นานทั่วทั้งอาคารต่างก็ได้รู้เรื่องของเซี่ยเฟย
“ดาวดวงนี้อยู่ห่างไกลจากความเจริญมากเกินไปสินะ พวกเขาถึงแยกความแตกต่างระหว่างอาวุธธรรมดากับอาวุธวิญญาณไม่ได้แบบนี้” ลินนิจกล่าวพร้อมกับส่ายหัว
เซี่ยเฟยยังคงยืนรออย่างเบื่อหน่าย ก่อนที่เขาจะออกไปเดินเล่นด้านนอกสักพัก เมื่อเขาได้กลับมาอีกครั้งเขาก็ได้พบกับคนสองคนยืนรออยู่หน้าเคาน์เตอร์ โดยชายคนหนึ่งคือชายชรา ขณะที่ชายอีกคนคือชายวัยกลางคนอันผอมเพรียว
“ฉันตรวจสอบพลังชายแก่คนนั้นไม่ได้ แต่ชายวัยกลางคนคือโซลฮันเตอร์เหมือนกับฉันแน่ ๆ แต่ระดับของเขายังต่ำเกินไป เขายังไม่ได้มีพลังในการต่อสู้มากนัก” ลินนิจอธิบายถึงผู้มาใหม่ทั้งสองคนเบา ๆ
เซี่ยเฟยเดินกลับไปอยู่หลังเคาน์เตอร์อย่างใจเย็น โดยไม่คิดที่จะทักทายคนทั้งสองก่อนด้วยซ้ำ
“น้องชายมีดเล่มนี้เป็นของนายงั้นเหรอ?” โซลฮันเตอร์ร่างผอมกล่าวถาม
“ใช่ มันชื่อว่าหิมะโปรย”
“หิมะโปรย? ขอเราดูมันหน่อยจะได้ไหม?”
เมื่ออีกฝ่ายคือตัวตนในระดับโซลฮันเตอร์ เซี่ยเฟยจึงยอมให้ทั้งคู่ตรวจสอบหิมะโปรยแต่โดยดี ซึ่งในระหว่างที่มือของชายร่างผอมสัมผัสกับตัวมีด ข้อมือของอีกฝ่ายก็เกิดอาการสั่นขึ้นมาอย่างแผ่วเบา
“เป็นยังไงบ้าง?” ชายชรากระซิบถาม
“ผู้อาวุโสถัง มันคืออาวุธวิญญาณจริง ๆ” ชายร่างผอมกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“มันคืออาวุธวิญญาณจริง ๆ เหรอ?!” ชายชรากล่าวขึ้นมาอย่างตื่นเต้น
“ใช่ครับ มันคืออาวุธวิญญาณจริง ๆ แล้วมันยังมีกลิ่นอายแปลก ๆ ที่ผมไม่สามารถอธิบายได้ด้วย”
“คุณซง มันมีอาวุธวิญญาณที่คุณมองไม่ออกด้วยงั้นเหรอ? อย่าบอกนะว่ามันคืออาวุธวิญญาณชั้นยอด” ชายชรากล่าวถามอย่างเร่งรีบ
“มันคืออาวุธที่พิเศษมากจริง ๆ ผมแนะนำให้คุณซื้อมันไปก่อนแล้วเราค่อยคุยกัน” โซลฮันเตอร์ที่ชื่อว่าซงกล่าวพร้อมกับพยักหน้า
แต่ก่อนที่ใครจะทันได้พูดอะไรมากกว่านั้น จู่ ๆ มันก็เริ่มมีเสียงโวยวายมาจากอีกฟากฝั่งหนึ่งของอาคาร
“สวัสดีครับคุณไท่หนิง”
“นิทรรศการแสดงอาวุธของคุณในวันนี้ยอดเยี่ยมมากจริง ๆ สมควรแล้วที่ร้านไท่หนิงคือร้านอาวุธที่ยอดเยี่ยมที่สุดในดาวแคระแดง”
เมื่อพิจารณาจากคำพูดของฝูงชน มันก็ดูเหมือนกับว่าชายที่เพิ่งปรากฏตัวคือเจ้าของร้านค้าแห่งนี้ อย่างไรก็ตามไท่หนิงคนนั้นกลับรีบวิ่งเข้ามาหาชายชราที่ชื่อว่าถังอย่างรวดเร็วราวกับว่าเหตุผลที่เขาปรากฏตัวขึ้นมา นั่นก็เพราะว่าเขาต้องการมารับรองชายชราด้วยตัวเอง
“ผู้อาวุโส ทำไมคุณถึงไม่บอกผมก่อนว่าคุณจะมาที่นี่ ผมจะได้เตรียมการรับรองเอาไว้ให้” ไท่หนิงเริ่มทักทายด้วยความเคารพ
“ไท่หนิง นายช่วยเตรียมห้องให้ฉันพูดคุยกับน้องชายคนนี้หน่อยได้ไหม?” ชายชรากล่าวอย่างเฉยเมย
เมื่อได้รับการร้องขอไท่หนิงก็รีบเปิดห้องวีไอพีและเชิญผู้อาวุโสถังกับเซี่ยเฟยเข้าไปอย่างนอบน้อม
ทุกคนรู้เพียงว่าไท่หนิงคือนักธุรกิจชั้นนำของดาวแคระแดง แต่พวกเขาไม่เคยเห็นชายชราคนนี้มาก่อน ท่าทางของไท่หนิงจึงทำให้ทุกคนสับสนมาก เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าชายชราถังกับเซี่ยเฟยคือใครกันแน่
อย่างไรก็ตามภายในห้องก็มีเซียงเป่ยหยางรออยู่ก่อนแล้ว ซึ่งมันก็ดูเหมือนกับว่าเขาได้นำแมลงปอหิมะทั้ง 10 ตัวมาส่งภารกิจยังสถานที่แห่งนี้
“คุณไท่หนิง ผู้อาวุโสถังคือใครงั้นเหรอ?” เซียงเป่ยหยางถามขึ้นมาเบา ๆ ขณะเห็นเซี่ยเฟยกับชายชราแยกตัวออกไปพูดคุยในห้องอันเงียบสงบ
“เขาคือคุณถังหว่านเหนียน นักธุรกิจชั้นนำของดาวแคระแดง” ไท่หนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงจัง
***************
พี่เฟยเจอเส้นสายและหมูตัวใหม่ อิอิ ต้มเล้งรอช็อกได้เลย!