- หน้าแรก
- โคตรน้ำยาปรับสภาพยีน
- ตอนที่ 1,039 นิทรรศการอาวุธ
ตอนที่ 1,039 นิทรรศการอาวุธ
ตอนที่ 1,039 นิทรรศการอาวุธ
ตอนที่ 1,039 นิทรรศการอาวุธ
สิ่งที่ทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกประหลาดใจมากที่สุดหลังจากที่เขาเดินทางเข้ามาในดาวแคระแดงไม่ใช่จำนวนของยอดนักรบ แต่มันกลับเป็นสิ่งที่ดูเรียบง่ายอย่างเช่นร้านขายยา
ท้ายที่สุดร้านขายยาในจักรวาลอัลฟ่าก็มีวัตถุดิบล้ำค่าวางขายอยู่อย่างมากมาย และถึงแม้ว่าพวกมันจะมีราคาแพงแต่อย่างน้อยเขาก็สามารถหาซื้อพวกมันได้ด้วยเงิน
“ยาพวกนี้มันช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของนายได้งั้นเหรอ?” ลินนิจถามอย่างสงสัย เพราะเขาไม่ได้มีความรู้เรื่องการปรุงยา แต่เขาก็สังเกตเห็นความตื่นเต้นบนใบหน้าของเซี่ยเฟย
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกมันจะได้ผลมากไหม แต่ฉันมั่นใจว่าฉันจะหายขาดจากอาการบาดเจ็บภายใน 3 เดือน” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างจริงจัง
ตอนแรกชายหนุ่มคิดว่าอย่างดีที่สุดเขาจะต้องใช้เวลาพักฟื้นร่างกายไม่น้อยกว่าครึ่งปี แต่เมื่อชายหนุ่มวิเคราะห์จากวัตถุดิบในร้านยาเหล่านี้แล้ว เขาจึงคาดเดาว่าระยะเวลารักษาตัวน่าจะลดลงมาเหลือเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น
ท้ายที่สุดอาการบาดเจ็บของชายหนุ่มก็ค่อนข้างซับซ้อน ยิ่งไปกว่านั้นการต่อสู้กับรีเวิร์สยังบังคับให้เซี่ยเฟยใช้โซลมาร์คอย่างเต็มกำลังทั้งที่เขายังมีรากฐานไม่มั่นคง การต่อสู้ในครั้งที่ผ่านมาจึงไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อร่างกายของเขาเท่านั้น เพราะแม้แต่พื้นที่สมองส่วนที่ 7 ก็ยังได้รับความเสียหายขึ้นมาเล็กน้อย
เซี่ยเฟยจดราคาของวัตถุดิบเหล่านี้เอาไว้ในใจและคำนวณว่าเขาจะต้องใช้เงินอย่างน้อย 1.5 ล้านไข่มุกวิญญาณเพื่อที่จะซื้อวัตถุดิบที่จำเป็นทั้งหมด
สกุลเงินภายในจักรวาลอัลฟ่าเรียกว่าไข่มุกวิญญาณ คล้ายกับดินแดนกฎที่ใช้คริสตัลต้นกำเนิดเป็นสกุลเงิน
เนื่องจากว่าเซี่ยเฟยพลัดหลงมาจากดินแดนกฎโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาจึงไม่มีไข่มุกวิญญาณติดตัวอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งคือตอนนี้ชายหนุ่มไม่ต่างไปจากยาจกที่แม้แต่วัตถุดิบที่ถูกที่สุดในร้านค้ายาเขาก็ยังไม่มีปัญญาที่จะซื้อมันมาได้
หลังจากคำนวณราคาภายในใจ เซี่ยเฟยก็เดินจากไปท่ามกลางสายตาเหยียดหยามของเจ้าของร้าน
ตอนแรกที่เจ้าของร้านเห็นว่าเซี่ยเฟยมองแต่สินค้าราคาสูง เขาก็คิดว่าชายคนนี้คือลูกค้ารายใหญ่และพยายามให้บริการอย่างตั้งอกตั้งใจ ใครจะไปคิดว่าเซี่ยเฟยจะจากไปโดยไม่ซื้ออะไรเลย
“ถ้าไม่มีเงินจะมาสะเออะถามราคาตั้งแต่แรกทำไม?” เจ้าของร้านยาบ่นขณะเดินกลับเข้าไปภายในร้านอีกครั้ง
“เงินไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับนายอยู่แล้วนี่ ถ้าหากนายไม่มีเงินซื้อวัตถุดิบพวกนั้นก็แค่ปล้นพวกมันมาตามสไตล์ของนายก็พอ” ลินนิจกล่าวพร้อมกับยักไหล่ ซึ่งเขาก็ไม่พอใจที่เจ้าของร้านมาดูถูกเซี่ยเฟยด้วยเหมือนกัน
คำพูดนี้ทำให้เซี่ยเฟยมองไปที่ลินนิจอย่างสงสัย แล้วมันก็อาจจะเป็นเพราะวิญญาณผู้พิทักษ์จากออโรร่าอยู่อาศัยกับเขามาเป็นเวลานาน ลินนิจจึงมีความคิดห่างไกลจากคนปกติมากขึ้นเรื่อย ๆ
ลินนิจแนะนำให้เขาปล้นร้านยาเนี่ยนะ!?
หากเป็นเมื่อก่อนความคิดแบบนี้ย่อมไม่มีทางหลุดออกมาจากลินนิจอย่างแน่นอน เพราะท้ายที่สุดเขาก็เป็นผู้พิทักษ์ดาบทองจากตระกูลออโรร่าผู้สูงศักดิ์ การกระทำทุกอย่างจึงจำเป็นจะต้องยึดติดกับคำว่าสง่างามอยู่เสมอ
“การปล้นของพวกนั้นไม่ใช่เรื่องยากสำหรับฉันหรอก แต่ฉันไม่ได้ปล้นใครสุ่มสี่สุ่มห้า ฉันจะปล้นแค่เฉพาะสิ่งของจากคนที่ฉันคิดว่าเขาเป็นศัตรูเท่านั้น” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ถึงแม้ลินนิจจะติดนิสัยของเซี่ยเฟยมา แต่เขาก็ยังไม่ได้เรียนรู้ถึงวิธีการคิดของชายหนุ่ม เมื่อมองย้อนกลับไปเซี่ยเฟยทำการปล้นเฉพาะสิ่งของจากศัตรูของเขาจริง ๆ เพียงแต่ลินนิจเข้าใจผิดว่าเซี่ยเฟยมีนิสัยชอบปล้นของของคนอื่นไปทั่วเท่านั้นเอง
การไม่มีเงินทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกอึดอัดมาก เพราะถึงแม้ตลอดข้างทางจะมีของกินที่น่าสนใจอย่างมากมาย แต่เขาก็ไม่สามารถหาซื้อพวกมันได้เพราะเขาไม่มีเงิน
“ดูเหมือนเราจะต้องหาเงินกันก่อนสินะ” เซี่ยเฟยพึมพำขึ้นมาเบา ๆ ขณะยืนอยู่หน้าอาคารหลังใหญ่
เมื่อลินนิจมองตามสายตาของเซี่ยเฟย เขาก็ได้พบกับอาคารหรูหราที่ได้รับการปกป้องอย่างแน่นหนา ทุกคนที่เดินทางผ่านไปผ่านมาต่างก็ล้วนแล้วแต่แต่งกายด้วยเครื่องประดับที่ดูร่ำรวย
“นายมาทำอะไรที่นี่?” ลินนิจถามอย่างสงสัย
“ฉันกำลังคิดว่าในร้านใหญ่ ๆ แบบนี้น่าจะมีของดีอยู่เยอะเลย” เซี่ยเฟยตอบกลับ
ทันใดนั้นลินนิจก็เหงื่อแตกพล่านขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะตอนแรกเขาคิดว่าเซี่ยเฟยเป็นคนดี แต่แท้ที่จริงชายหนุ่มอาจจะคิดว่าร้านยาร้านนั้นเป็นเป้าหมายที่เล็กเกินไป!
“ลองเข้าไปดูกันเถอะ” เซี่ยเฟยกล่าวก่อนที่จะก้าวเท้าไปในอาคาร แต่เขากลับถูกเจ้าหน้าที่บริเวณประตูขัดขวางเอาไว้เสียก่อน
“ขอดูบัตรเชิญด้วยครับ” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกล่าวขึ้นมาด้วยคำพูดสุภาพ แต่น้ำเสียงของเขากลับเต็มไปด้วยความดูถูกอย่างชัดเจน
เซี่ยเฟยขมวดคิ้วขึ้นมาอย่างไม่พอใจ แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำอะไรมันกลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากบริเวณด้านหลังของเขาซะก่อน
“น้องชายคนนี้มากับฉันเอง พอดีว่าเราไม่ได้มีคำเชิญแต่พวกเราพอจะเข้าไปได้ไหม?”
เมื่อเซี่ยเฟยมองย้อนกลับไปเขาก็ได้พบว่าเจ้าของเสียงคือเซียงเป่ยหยางนั่นเอง โดยบริเวณใกล้ ๆ กับชายอ้วนมีชายชราสวมแว่นตาคล้ายกับว่าเขาเป็นพ่อบ้านของเซียงเป่ยหยาง
“คุณเซียง! ตอนแรกหัวหน้ามีคำสั่งว่าห้ามทุกคนเข้าไปในอาคารโดยไม่ได้รับคำเชิญ แต่ถ้าหากคุณเซียงต้องการจะเข้าไปด้านในก็เชิญได้เลยครับ” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเปิดประตูด้วยความเคารพ
เมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยังคงปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี ชายอ้วนก็ไม่คิดที่จะเข้าไปยุ่งกับพนักงานคนนี้และพาเซี่ยเฟยเข้าสู่นิทรรศการอาวุธโดยไม่มีใครเข้ามาขวาง
“ทำไมน้องชายไม่บอกฉันก่อนล่ะว่าอยากเข้าชมนิทรรศการอาวุธ ฉันจะได้จัดการเรื่องทุกอย่างให้ โชคดีที่ฉันบังเอิญมาเจอกับน้องชายเข้าพอดี ไม่อย่างนั้นเจ้าเด็กนั่นคงจะสร้างปัญหาให้กับน้องชายไปแล้ว” เซียงเป่ยหยางกล่าวอย่างเศร้าสร้อย
เหตุผลที่ชายอ้วนให้ความเคารพต่อเซี่ยเฟยมากขนาดนี้ นั่นก็เพราะเขาเข้าใจว่าชายหนุ่มเป็นทายาทจากตระกูลใหญ่ และถ้าหากว่าเขาทำให้เซี่ยเฟยไม่พอใจชีวิตของเขาก็อาจจะพังทลายลงไปได้ในทันที
“ตอนแรกนายท่านไม่ได้คิดที่จะเข้าร่วมนิทรรศการอาวุธ แต่เขาเห็นคุณถูกเจ้าหน้าที่หยุดเอาไว้เขาจึงรีบเข้ามาช่วยคุณอย่างที่เห็น” พ่อบ้านชราที่อยู่ด้านหลังรีบกล่าวเสริม
ชายชราคนนี้สมควรแล้วที่จะติดตามเซียงเป่ยหยางมานาน เพราะเขาสามารถทำความเข้าใจความตั้งใจของชายอ้วนได้ในทันที เขาจึงรีบชี้แจงให้เห็นถึงความใส่ใจที่ชายอ้วนได้มอบให้กับเซี่ยเฟย
“ขอบคุณมาก” เซี่ยเฟยตอบกลับอย่างง่าย ๆ
คำตอบนี้เริ่มทำให้พ่อบ้านชราร้อนใจขึ้นมาในทันที เพราะเจ้านายของเขาอุตส่าห์แสดงความมีน้ำใจให้กับชายหนุ่ม แต่เซี่ยเฟยกลับตอบรับความมีน้ำใจด้วยคำง่าย ๆ เพียงแค่คำว่าขอบคุณ
“ไม่เป็นไรหรอก นี่เป็นแค่การช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างที่ฉันควรจะทำอยู่แล้ว” เซียงเป่ยหยางกล่าวพร้อมกับรีบคว้าร่างพ่อบ้านของตัวเองเอาไว้
พ่อบ้านชรามองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง เพราะเขาไม่เข้าใจว่าเจ้านายของตัวเองกินอะไรผิดสำแดงเข้าไป อีกฝ่ายถึงแสดงความสุภาพอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแบบนี้
อย่างไรก็ตามพ่อบ้านชราก็ไม่รู้เลยว่าถ้าหากเซี่ยเฟยตอบแทนเพียงแค่ความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ เซียงเป่ยหยางก็คงจะไม่สนใจชายหนุ่มด้วยเช่นกัน แต่เนื่องมาจากความเย็นชาที่เซี่ยเฟยแสดงออกมานี่เอง มันก็ยิ่งยืนยันความสงสัยของชายอ้วนว่าชายหนุ่มอาจจะเป็นคุณชายจากตระกูลขนาดใหญ่จริง ๆ
“นายออกไปรอข้างนอกก่อน เดี๋ยวฉันจะเข้าไปดูนิทรรศการอาวุธกับน้องชายเซี่ยเฟยสักหน่อย” เซียงเป่ยหยางหันไปกล่าวกับพ่อบ้าน
เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้พ่อบ้านชราตกตะลึงมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเซียงเป่ยหยางไม่เพียงแต่จะช่วยพาเซี่ยเฟยเข้ามาในนิทรรศการเท่านั้น แต่ชายอ้วนคนนี้ยังต้องการตามเข้าไปดูแลเซี่ยเฟยอย่างใกล้ชิดอีกด้วย
แบบนี้มันหมายความว่ายังไงกันแน่!?
ความตั้งใจของเซียงเป่ยหยางเป็นสิ่งที่เรียบง่ายมาก เพราะเขามีความเชื่ออย่างเต็มที่ว่าเซี่ยเฟยคือตัวตนที่เขาไม่สมควรจะเข้าไปยั่วยุ ดังนั้นถึงแม้ว่าเขาจะเรียกร้องหาความโปรดปรานจากเซี่ยเฟยไม่ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็ห้ามทำให้เซี่ยเฟยเกิดความไม่พอใจขึ้นมาอย่างเด็ดขาด
จักรวาลอัลฟ่าคือสถานที่ที่รวบรวมผู้แข็งแกร่งเอาไว้มากยิ่งกว่าดินแดนกฎเสียอีก แม้ภายนอกดินแดนนี้จะดูน่าดึงดูดแต่ความจริงมันกลับเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยความดิบเถื่อน เมื่อไหร่ก็ตามที่ตระกูลใหญ่เกิดความไม่พอใจ เมื่อนั้นศัตรูของพวกเขาก็จะถูกลบหายไปโดยไม่จำเป็นจะต้องใช้คำว่าเหตุผล
ท้ายที่สุดเซียงเป่ยหยางก็ได้ทำอย่างที่เขาได้พูดเอาไว้จริง ๆ โดยชายอ้วนได้ขับไล่พ่อบ้านของตัวเองออกไปและคอยให้บริการเซี่ยเฟยเป็นเวลานานกว่าครึ่งชั่วโมง ทุกคนที่เคยรู้จักเซียงเป่ยหยางมาก่อนจึงมองภาพตรงหน้าด้วยความสับสน และการที่เซี่ยเฟยทำให้นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงมาคอยให้บริการอย่างใกล้ชิดแบบนี้ มันก็ทำให้ทุกคนแอบจดจำเขาเอาไว้อย่างลับ ๆ
อย่างไรก็ตามความเฉยชาของเซี่ยเฟยมันก็ยิ่งทำให้เซียงเป่ยหยางกังวลใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ท้ายที่สุดร้านค้าแห่งนี้ก็เป็นร้านค้าที่ดีที่สุดของดาวแคระแดงแล้ว อาวุธที่ถูกจัดแสดงในนิทรรศการย่อมเป็นอาวุธชั้นยอดอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เซี่ยเฟยไม่คิดจะเหลือบตามองอาวุธเหล่านี้ด้วยซ้ำ คล้ายกับว่าพวกมันเป็นของธรรมดาที่สามารถหาพบได้โดยทั่วไป
แน่นอนว่าเซี่ยเฟยไม่ได้ให้ความสำคัญกับอาวุธพวกนี้จริง ๆ เพราะสิ่งที่เขาครอบครองอยู่ในปัจจุบันต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นอาวุธวิญญาณชั้นยอดด้วยกันทั้งหมด
แม้ว่าเซี่ยเฟยจะเพิ่งเดินทางมายังจักรวาลอัลฟ่า แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่อยู่ภายในมือของชายหนุ่มคือ มรดกจากตระกูลออโรร่าอันยิ่งใหญ่ที่แม้แต่ภายในจักรวาลนี้ออโรร่าก็ยังถือว่าเป็นตระกูลที่ร่ำรวยอยู่ดี ของธรรมดาเหล่านี้จึงไม่สามารถดึงดูดความสนใจของเซี่ยเฟยได้
มีเพียงแต่ผู้ที่เคยใช้อาวุธวิญญาณเท่านั้นถึงจะรู้ว่าอาวุธวิญญาณคืออาวุธที่น่ากลัวเพียงใด แล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องแปลกถ้าหากเซี่ยเฟยที่คุ้นชินกับอาวุธวิญญาณมาโดยตลอดจะให้ความสนใจกับอาวุธธรรมดา
“อย่าเสียเวลาที่นี่เลย มันไม่มีอาวุธวิญญาณอยู่สักชิ้นเลยด้วยซ้ำ” ลินนิจกล่าวอย่างเบื่อหน่าย ซึ่งการมองนิทรรศการที่เต็มไปด้วยอาวุธขยะมันก็ถึงกับทำให้เขาเกือบจะหลับ
เซี่ยเฟยยักไหล่ตอบกลับไปและเตรียมพร้อมที่จะเดินออกจากนิทรรศการ แต่ในทันใดนั้นป้ายบนตู้กระจกก็ได้กระตุ้นความสนใจของชายหนุ่มขึ้นมาซะก่อน
“ตู้ฝากขาย? เราฝากขายอาวุธที่นี่ได้ด้วยงั้นเหรอ” เซี่ยเฟยถาม
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าสำหรับคนอื่นเป็นยังไง แต่ถ้าหากน้องชายอยากขายของน้องชายย่อมสามารถวางขายได้โดยไม่มีปัญหา” เซียงเป่ยหยางกล่าวอย่างระมัดระวัง
เซี่ยเฟยพยักหน้ารับชายอ้วนจึงรีบไปตามเจ้าหน้าที่นิทรรศการมาอย่างรวดเร็ว ทันทีที่อีกฝ่ายส่งกุญแจให้กับเซี่ยเฟย เซียงเป่ยหยางก็จ้องมองภาพตรงหน้าอย่างกระตือรือร้น เพราะเขาต้องการจะดูว่าเซี่ยเฟยอยากนำอาวุธอะไรออกมาขายกันแน่
เมื่อได้เห็นเซี่ยเฟยวางมีดสีขาวลงบนเคาน์เตอร์ มันก็ทำให้สีหน้าของเซียงเป่ยหยางเปลี่ยนไปอย่างน่าเกลียด ขณะที่ในสมองกำลังมีความคิดผุดขึ้นมาอย่างสงสัย
‘เคาน์เตอร์ใหญ่ขนาดนี้ แต่เขาเอามีดอันเล็ก ๆ มาวางขายแค่ชิ้นเดียวเนี่ยนะ?’
***************