- หน้าแรก
- โคตรน้ำยาปรับสภาพยีน
- ตอนที่ 1,038 ดาวแคระแดง
ตอนที่ 1,038 ดาวแคระแดง
ตอนที่ 1,038 ดาวแคระแดง
ตอนที่ 1,038 ดาวแคระแดง
เซี่ยเฟยปล่อยข่าวว่าในพื้นที่บริเวณนี้มีสายลับของรีเวิร์สคอยซุ่มดูอยู่ จนทำให้เซียงเป่ยหยางรู้สึกหวาดกลัว เพราะท้ายที่สุดมันก็ไม่มีใครอยากปะทะกับศัตรูที่น่ากลัวอย่างรีเวิร์ส
ชายอ้วนคิดว่าการที่เซี่ยเฟยรู้ว่ามีสายลับของรีเวิร์สคอยซุ่มอยู่ในบริเวณนี้ มันก็หมายความว่าชายหนุ่มรู้ตำแหน่งของสายลับด้วยเช่นกัน หากเขาได้พาเซี่ยเฟยกลับไปด้วยมันก็จะช่วยให้เขาสามารถหลีกเลี่ยงภัยพิบัติในครั้งนี้ไปได้
ด้วยเหตุนี้เขาจึงเริ่มชักชวนให้เซี่ยเฟยเดินทางกลับไปด้วยกัน แต่ในระหว่างนั้นเองเขาก็บังเอิญสังเกตเห็นอสูรศักดิ์สิทธิ์มารขาวที่อยู่ในอ้อมแขนของเซี่ยเฟย
ในฐานะที่เขาทำธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์อสูรมาโดยตลอด เขาจึงรู้ดีว่าขนอุยคือตัวอะไร แล้วเขาก็รู้ด้วยว่าอสูรศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่ตัวตนที่จะติดตามใครง่าย ๆ ชายผู้ที่สามารถเลี้ยงดูอสูรที่ดุร้ายแบบนี้ได้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้นการที่เซี่ยเฟยกล้าเดินทางมาในพื้นที่บริเวณนี้เพียงคนเดียว มันก็หมายความว่าอีกฝ่ายเป็นสมาชิกของตระกูลใดตระกูลหนึ่งแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นชายหนุ่มก็คงจะไม่แสดงท่าทีเมินเฉย แม้ว่าบริเวณโดยรอบจะถูกปิดล้อมไปด้วยฝูงรีเวิร์สอันแข็งแกร่งก็ตาม
“น้องชาย นายต้องการไปดาวแคระแดงที่อยู่ใกล้กับที่นี่มากที่สุดไหม? พูดตามตรงเลยนะว่าระบบเรดาร์ของยานเรามีปัญหา เพื่อหลีกเลี่ยงจากพวกรีเวิร์สเราก็อยากจะพึ่งพาให้น้องชายช่วยชี้ทางให้พวกเราหน่อย” เซียงเป่ยหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการเอาใจ
ฮันเตอร์ที่เหลืออีกสี่คนแสดงอาการสับสนออกมาในทันที เพื่อทำภารกิจสำคัญในครั้งนี้พวกเขาถึงกับลงทุนเช่ายานเทียนเหอ ซึ่งเป็นยานประจัญบานความเร็วสูงอันโด่งดังของคนแคระแดงมาด้วยราคามหาศาล แล้วทำไมจู่ ๆ ยานรบลำนั้นถึงพังลงไปอย่างกะทันหันแบบนี้
แต่ก่อนที่มันจะมีใครพูดอะไรออกไปอยู่นั่นเอง ฮันเตอร์ผู้ไว้หนวดก็ใช้สายตาหยุดคำพูดของทุกคนเอาไว้ก่อน เพราะเขาก็สังเกตเห็นขนอุยด้วยเช่นกันและเขาก็รู้ดีว่าเจ้าของอสูรศักดิ์สิทธิ์ระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาสมควรจะเข้าไปยั่วยุ
เซี่ยเฟยแสดงท่าทีอิดออดเล็กน้อย แต่เขาก็ยอมขึ้นยานไปด้วยในที่สุด
แน่นอนว่าระบบเรดาร์ของเทียนเหอไม่ได้พังอย่างที่เซียงเป่ยหยางกล่าวอ้างเอาไว้ แต่ชายหนุ่มก็เข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี เขาจึงแกล้งทำเป็นชี้ตำแหน่ง 2-3 ตำแหน่งบนแผนที่ดาว แล้วบอกให้ชายอ้วนหลีกเลี่ยงพื้นที่บริเวณนี้เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่อันตราย
บนตัวยานมีแมลงปอหิมะบรรทุกอยู่ด้วยถึงสามตัว และเซียงเป่ยหยางก็ไม่อยากจะเอาตัวเองไปเสี่ยงกับอันตราย ดังนั้นถึงแม้ว่าเขาจะมีความสงสัยในคำพูดของเซี่ยเฟยอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดเขาก็สั่งให้กัปตันยานหลีกเลี่ยงตำแหน่งที่เซี่ยเฟยกำชับเอาไว้
เมื่อตัวยานเคลื่อนที่ออกมาจากอาณาเขตของรีเวิร์สได้สำเร็จ ทุกคนต่างก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ระหว่างนั้นเซี่ยเฟยก็มุ่งหน้าไปยังห้องพักที่ชายอ้วนจัดเอาไว้ให้เพื่อวางแผนว่าเขาจะเอายังไงกับชีวิตหลังจากนี้
“ไหน ๆ พวกเราก็กลับไปที่ดินแดนกฎไม่ได้อยู่แล้ว ทำไมพวกเราไม่ลองไปที่ออโรร่าดูล่ะ? นายเคยบอกไม่ใช่เหรอว่าการมีร่มไม้ใหญ่ให้พักพิงมันก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป บางทีพวกเราอาจจะเจอเส้นทางที่ปกป้องดินแดนกฎในระยะยาวก็ได้ เพราะถึงแม้ว่าริเวอร์จะปิดผนึกประตูจักรวาลเอาไว้ แต่ในอีกไม่กี่ร้อยปีต่อมาพวกรีเวิร์สก็จะเข้าไปรุกรานดินแดนกฎอยู่ดี” ลินนิจกล่าว
เซี่ยเฟยยังไม่ได้บอกกับลินนิจว่าสิ่งที่เขารู้สึกกังวลมากที่สุดคือความปลอดภัยของพวกแอวริล อย่างไรก็ตามเมื่อเขาได้ยินว่าผนึกของริเวอร์จะคงอยู่ไปอีกหลายร้อยปี ประกอบกับหญิงสาวย่อมถูกคุ้มครองโดยสกายวิง หลังจากนี้แอวริลก็คงจะไม่มีปัญหาในเรื่องความปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว
อย่างไรก็ตามหลังจากที่เขาได้ผจญภัยมานานหลายปี เขาก็ได้เรียนรู้ว่าการพึ่งพาความแข็งแกร่งของตัวเองเป็นสิ่งที่ยั่งยืนมากที่สุด ถึงแม้เขาจะสบายใจกับสถานการณ์ของแอวริลในเวลานี้ แต่เขาก็ไม่ควรไว้วางใจความปลอดภัยของดินแดนกฎมากเกินไป ถึงยังไงเขาก็ควรจะกลับไปจัดการกับเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
ดังนั้นเซี่ยเฟยจึงตัดสินใจที่จะออกผจญภัยทั่วทั้งจักรวาลอัลฟ่า เพื่อพยายามเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และการเดินทางไปยังตระกูลออโรร่าย่อมเป็นหนึ่งในเส้นทางที่จะทำให้เขาสามารถพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว
ในระหว่างที่เขากำลังคิดถึงเรื่องราวในอนาคต มันก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นมาจากด้านนอก ก่อนที่เซียงเป่ยหยางจะเปิดประตูเดินเข้ามาภายในห้อง
ในเวลานี้เซี่ยเฟยได้ถอดชุดเกราะต่อสู้ออกไปแล้ว เหลือเพียงชุดกีฬาง่าย ๆ ที่เขามักจะสวมใส่อยู่เป็นประจำ เมื่อมันประกอบกับพลังในสมองที่ถูกปกปิดอย่างมิดชิด รูปลักษณ์ภายนอกของชายหนุ่มจึงดูไม่เป็นอันตรายต่อใครเลยแม้แต่นิดเดียว
“ไม่ทราบว่าคุณเซียงเป่ยหยางมีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่า?” เซี่ยเฟยกล่าวถาม
“ไม่มีเรื่องจริงจังอะไรหรอก ฉันแค่จะมาถามว่าน้องชายเซี่ยเฟยเคยไปที่ดาวแคระแดงมาก่อนไหม ที่นั่นเป็นสถานที่รวมตัวของฮันเตอร์ มันจึงมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันไป ฉันเลยจะมาเตือนให้น้องชายระมัดระวังตัวเอาไว้หน่อย” เซียงเป่ยหยางกล่าวอย่างสบาย ๆ หลังจากเดินทางกลับมาได้อย่างไม่มีปัญหา
“ฉันเพิ่งเคยเดินทางไปดาวแคระแดงเป็นครั้งแรกและฉันก็ไม่มีใครรู้จักอยู่บนดาวนั้นเลย” เซี่ยเฟยตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
เซียงเป่ยหยางขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย เพราะมันไม่มีทางที่เซี่ยเฟยจะเดินทางไปยังเขตแดนของพวกรีเวิร์สได้โดยไม่ผ่านดาวแคระแดงมาก่อน ยิ่งได้สังเกตเสื้อผ้าอันเรียบง่ายและรอยยิ้มที่ดูไม่เป็นอันตราย มันก็ยิ่งทำให้ชายอ้วนรู้สึกหวาดกลัวมากกว่าเดิม
“พูดตามตรงนะน้องชายว่าฉันพอจะมีชื่อเสียงในดาวแคระแดงอยู่เล็กน้อย ถ้านายไม่รังเกียจเดี๋ยวฉันจะเป็นคนคอยดูแลนายเอง อย่างน้อยนายก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายมากกว่าเดิม”
“พวกเราเดินทางกลับมาอย่างปลอดภัยเพราะคำแนะนำของน้องชายเลย ดังนั้นนายไม่จำเป็นจะต้องกังวล เดี๋ยวฉันจะเป็นคนคอยจัดการเรื่องทุกอย่างบนดาวแคระแดงให้กับนายเอง” เซียงเป่ยหยางกล่าวขณะเหลือบสายตามองไปยังขนอุยที่หลับใหลอยู่บนเตียง
แน่นอนว่าเซี่ยเฟยย่อมไม่ปฏิเสธของฟรี เขาจึงตอบตกลงกลับไปในทันทีโดยไม่ได้รู้สึกเกรงใจเลยแม้แต่นิดเดียว
“อสูรตัวนั้นให้ความรู้สึกที่เย่อหยิ่งมาก มันคืออสูรศักดิ์สิทธิ์ในตำนานใช่ไหม?” เซียงเป่ยหยางถามขณะพยักหน้าไปทางขนอุย
เซี่ยเฟยแอบรู้สึกตลกอยู่ในใจเล็กน้อย เพราะแทนที่จะเรียกว่าเย่อหยิ่ง คำแทนตัวของขนอุยควรจะใช้คำว่าตัวขี้เกียจมากกว่า วัน ๆ เจ้าตัวน้อยเอาแต่กินกับนอน แต่อย่างน้อยมันก็พอจะมีประโยชน์ในระหว่างการต่อสู้อยู่บ้าง
“ถ้าเขารู้ว่าขนอุยคืออสูรศักดิ์สิทธิ์แสดงว่าเขาจะต้องเป็นคนที่มีความรู้กว้างขวางมากแน่ ๆ การไปอยู่ในความดูแลของเขามันไม่อันตรายไปหน่อยเหรอ?” ลินนิจกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว
“คุณควรคิดใหม่นะว่าใครกำลังตกอยู่ในอันตรายกันแน่” เซี่ยเฟยตอบกลับอย่างเฉยเมย
ลินนิจสะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าถึงแม้เซี่ยเฟยจะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่มันก็ไม่มีใครสามารถสร้างอันตรายให้กับชายหนุ่มคนนี้ได้ง่าย ๆ
“น้องชาย อสูรศักดิ์สิทธิ์ของนายดูดีมากเลย ถ้าหากนายสนใจอยากจะขายฉันยินดีเสนอราคาให้ไม่อั้น” เซียงเป่ยหยางถามเข้าประเด็นอย่างตรงไปตรงมา
“เดี๋ยวนี้มันมีการซื้อขายอสูรศักดิ์สิทธิ์กันได้ด้วยเหรอ?” เซี่ยเฟยกล่าวถามด้วยรอยยิ้ม
“เอ่อ…” ชายอ้วนถึงกับหน้าแดงขึ้นมาอย่างกะทันหัน เพราะอสูรศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ซ้ำใครในจักรวาล ตัวตนของพวกมันจึงเป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่เคยมีใครเอาพวกมันมาซื้อขายแลกเปลี่ยนมาก่อนเลย
ยิ่งไปกว่านั้นอสูรศักดิ์สิทธิ์ยังมีสติปัญญาไม่ต่างไปจากพวกเขา และพวกมันก็สามารถจดจำเจ้านายของตัวเองได้เป็นอย่างดี ถึงแม้เซี่ยเฟยจะขายขนอุยให้กับเซียงเป่ยหยางจริง ๆ แต่ชายอ้วนย่อมไม่สามารถฝึกฝนอสูรตัวนี้ได้อย่างไม่ต้องสงสัย การถามราคาซื้อขายอสูรศักดิ์สิทธิ์จึงถือว่าเป็นเรื่องไร้สาระอย่างแท้จริง
“อ่า ขอโทษด้วย ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อน” เซียงเป่ยหยางกล่าวก่อนจะรีบออกจากห้องไปด้วยความอับอาย
‘นี่ฉันบ้าไปแล้วหรือไง อสูรศักดิ์สิทธิ์จะยอมรับเจ้านายเพียงแค่คนเดียว อีกอย่างในเมื่อเซี่ยเฟยเป็นเจ้าของอสูรศักดิ์สิทธิ์แล้วคนแบบนี้จะขาดแคลนเงินตราที่ไหนกัน ดูเหมือนว่าฉันจะแก่จนเริ่มเลอะเลือนไปแล้วสินะ’ เซียงเป่ยหยางคิดกับตัวเองภายในใจ
—
ดาวแคระแดง
ถึงแม้ดาวดวงนี้จะมีชื่อว่าดาวแคระแดง แต่ขนาดของมันกลับใหญ่โตกว่าดาวโลกหลายสิบเท่า ประชากรบนดวงดาวก็มีจำนวนอยู่มากกว่า 10,000 ล้านคน โดยผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่คือฮันเตอร์และมีโซลฮันเตอร์กับโซลอีทเตอร์ปะปนอยู่บ้างอีกเล็กน้อย
เซียงเป่ยหยางเขียนจดหมายแนะนำให้เซี่ยเฟยนำไปมอบให้กับโรงแรม จากนั้นเขาก็แยกตัวออกไปส่งภารกิจเพื่อรับรางวัลเป็นเงินก้อนใหญ่
โรงแรมนี้มีชื่อว่าเป่ยหยางโดยตั้งชื่อตามเซียงเป่ยหยาง ตัวอาคารมีห้องพักทั้งหมดถึง 360 ห้องซึ่งมันถือว่าเป็นโรงแรมขนาดกลางภายในดาวเคราะห์ดวงนี้
ผู้จัดการโรงแรมมองเซี่ยเฟยอย่างดูถูกเล็กน้อย เพราะชายหนุ่มแต่งตัวมอซอมากเกินไปดูไม่เหมือนคนสำคัญเลยแม้แต่นิดเดียว เขาจึงทำการจัดห้องเล็ก ๆ ใต้ดินที่มีหน้าต่างบานเดียวให้กับเซี่ยเฟย เพื่อต้องการเก็บห้องอันหรูหราเอาไว้ขายให้กับลูกค้ารายอื่น
แต่ไหนแต่ไรชายหนุ่มก็ไม่เคยเรื่องมากเรื่องอาหารและที่พักของตัวเองอยู่แล้ว เขาจึงเข้าไปในห้องเล็ก ๆ โดยไม่พูดอะไร ก่อนที่จะนั่งขัดสมาธิบนเตียงเพื่อพักฟื้นร่างกายอย่างสงบ
เช้าวันรุ่งขึ้นชายหนุ่มก็ขึ้นไปบนชั้น 2 เพื่อกินอาหาร โดยในระหว่างนี้เขาก็พยายามเรียนรู้วัฒนธรรมของจักรวาลอัลฟ่าไปด้วย เพราะเขายังจำเป็นจะต้องอยู่ในจักรวาลนี้ไปอีกนาน และถึงแม้ว่าลินนิจจะคอยแนะนำสิ่งต่าง ๆ แต่ชายหนุ่มก็ยังชอบที่จะเห็นสิ่งต่าง ๆ ด้วยตาของตัวเอง
เมืองนี้สมควรแล้วที่จะถูกเรียกว่าเมืองของฮันเตอร์ เพราะบนถนนมีนักรบที่มีพลังระดับราชันย์กฎเดินไปมาอย่างมากมาย ฮันเตอร์หลาย ๆ คนมีพลังอยู่ในระดับจอมกฎแล้วด้วยซ้ำ การพบเจอกับสังคมแบบนี้จึงถือว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาชายหนุ่มมากพอสมควร
“ที่นี่มีคนเก่งเยอะมากจริง ๆ มันคงจะดีกว่านี้ถ้าหากพวกเขาย้ายไปอยู่อาศัยภายในดินแดนกฎ” เซี่ยเฟยพึมพำขึ้นมาเบา ๆ
“นายเพ้อเจ้ออะไร ดาวแคระแดงอยู่ห่างจากศูนย์กลางของจักรวาลมาก เมื่อไหร่ก็ตามที่นายเข้าใกล้จุดศูนย์กลางของจักรวาลอัลฟ่าจริง ๆ เมื่อนั้นนายก็จะรู้เองว่าคนพวกนี้เป็นแค่นักรบระดับต่ำ ดาวบางดวงมีแต่จอมกฎกับพระเจ้าอาศัยอยู่เท่านั้น และมันก็มีเพียงแต่ผู้ที่สามารถเปิดโซลมาร์คขึ้นมาได้ถึงจะถูกยอมรับว่าเป็นนักรบที่แท้จริง” ลินนิจอธิบาย
“นักรบระดับพระเจ้ากับระดับจอมกฎอยู่ในระดับที่สูงกว่าราชันย์มากเลยไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมมันถึงมีนักรบระดับสูงขนาดนั้นอาศัยอยู่เต็มทั้งดาว?” เซี่ยเฟยถามอย่างสับสน
“นายนี่ไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ ตัวตนในระดับจอมกฎขึ้นไปคือตัวตนที่มีชีวิตเป็นอมตะ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจอมกฎจะสามารถเปิดโซลมาร์คขึ้นมาได้ หลังจากเวลาผ่านพ้นไปอย่างเนิ่นนานตัวตนในระดับจอมกฎกับพระเจ้าก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ตัวตนในระดับราชันย์ทยอยตายกันไปตามวันเวลา”
“อีกอย่างถึงแม้นักรบบางคนจะสามารถเปิดโซลมาร์คขึ้นมาได้สำเร็จ แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้ถูกยอมรับว่าเป็นนักรบวิญญาณอยู่ดี ยกตัวอย่างเช่น เซี่ยกู่เฉิงกับเครนที่เปิดโซลมาร์คออกมาได้แล้ว แต่พวกเขายังไม่เคยครอบครองอาวุธวิญญาณ พวกเขาจึงไม่สามารถใช้วิชาเกี่ยวกับวิญญาณได้ ตัวตนของพวกเขาจึงยังไม่ถูกยอมรับว่าเป็นนักรบวิญญาณที่แท้จริง” ลินนิจอธิบาย
ในขณะที่เซี่ยเฟยกำลังพูดคุยถามเรื่องราวต่าง ๆ จากลินนิจอย่างมากมาย ทันใดนั่นเองชายหนุ่มก็ตระหนักได้ว่าตัวตนของเขาที่เคยเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในดินแดนกฎกลับไม่มีเงินของจักรวาลอัลฟ่าติดตัวอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว
***************
ยากจนทันที ถึงเวลาหาเงินใหม่แล้วจ้า