- หน้าแรก
- โคตรน้ำยาปรับสภาพยีน
- ตอนที่ 1,037 เซียงเป่ยหยาง
ตอนที่ 1,037 เซียงเป่ยหยาง
ตอนที่ 1,037 เซียงเป่ยหยาง
ตอนที่ 1,037 เซียงเป่ยหยาง
พลังวิญญาณคือพลังที่อยู่เหนือเกินกว่าพลังงานซึ่งเป็นรากฐานของทุกสิ่งในจักรวาล ทั้งโซลฮันเตอร์และโซลอีทเตอร์ต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นนักรบที่ใช้ระบบพลังวิญญาณด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตามเซี่ยเฟยกลับเป็นตัวตนที่อยู่เหนือเกินกว่านั้น เพราะเขาคือโซลครีเอเตอร์ที่สามารถสร้างอุปกรณ์วิญญาณ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักรบทุกคนได้
การได้เห็นเซี่ยเฟยเปลี่ยนหิมะโปรยให้กลายเป็นอุปกรณ์วิญญาณถึงกับทำให้ลินนิจตกใจจนพูดไม่ออก แต่ถึงยังไงภายในใจของวิญญาณผู้พิทักษ์ก็ยังสงสัยว่าทำไมเซี่ยเฟยถึงสามารถใช้พลังวิญญาณออกมาต่อสู้ได้ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายคือโซลครีเอเตอร์
นอกจากนี้สมาชิกของออโรร่ายังไม่เคยมีโซลครีเอเตอร์ถือกำเนิดขึ้นมาก่อน แต่สมาชิกที่พลัดหลงไปใช้ชีวิตอยู่บนดาวโลกกลับกลายเป็นโซลครีเอเตอร์ที่หาได้ยาก ลินนิจจึงไม่รู้ว่าเรื่องนี้คือข่าวดีหรือข่าวร้ายสำหรับออโรร่ากันแน่
ย้อนกลับไปในตอนอยู่ดินแดนกฎ เซี่ยเฟยก็ไม่ได้ฝึกฝนเพียงแค่วิชาเกี่ยวกับการสู้รบเพียงอย่างเดียว แต่เขายังได้เรียนรู้วิชาเกี่ยวกับการสร้างสิ่งต่าง ๆ อย่างมากมาย จนเรียกได้ว่าเขาคือผู้เชี่ยวชาญรอบด้านอย่างที่บรรพบุรุษต้องการจะให้เป็น
ต่อมาเมื่อเขาเดินทางเข้าสู่จักรวาลอัลฟ่า คำว่าผู้เชี่ยวชาญรอบด้านก็ดูเหมือนจะติดตัวเขามาด้วย เพราะไม่เพียงแต่เขาจะมีความสามารถในการต่อสู้อย่างแปลกประหลาดเท่านั้น แต่เขายังมีความสามารถของโซลครีเอเตอร์ผู้ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการสร้างอุปกรณ์วิญญาณขึ้นมา
แน่นอนว่าเพื่อต้องแลกกับความสามารถครบวงจร เซี่ยเฟยก็ได้สูญเสียสิ่งที่เรียกว่าเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตไป ดังนั้นถ้าหากว่าเขาถูกศัตรูฆ่าตาย เขาก็จะไม่มีโอกาสได้กลับไปเกิดใหม่เหมือนกับนักรบคนอื่น ๆ
“มีคนมา!” ตอนแรกลินนิจคิดจะตั้งคำถามเพิ่มเติม แต่เซี่ยเฟยก็พูดขัดจังหวะขึ้นมาซะก่อน
ทันทีที่ชายหนุ่มกล่าวจบเขาก็ได้เห็นนักรบ 2 คนร่อนลงมาบนพื้น โดยคนหนึ่งร่อนตัวลงมาทางซ้าย ขณะที่อีกคนร่อนลงมาทางขวา โดยมีเซี่ยเฟยอยู่ตรงกลางระหว่างนักรบทั้งสองคน
“ไม่ต้องกลัว คนพวกนี้เป็นฮันเตอร์ พวกเขาทำอะไรนายไม่ได้หรอก” ลินนิจกล่าวขณะเหลือบสายตามองเครื่องแต่งกายของผู้มาใหม่
“ฮันเตอร์? มันเป็นอาชีพย่อยที่แตกแขนงออกไปจากโซลฮันเตอร์งั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยถามอย่างสงสัย และเมื่อเขาได้ตรวจสอบความผันผวนจากพลังงานของผู้มาใหม่ มันก็เห็นได้ชัดว่าคนพวกนี้ไม่ได้มีความแข็งแกร่งมากนัก ซึ่งมันก็ไม่จำเป็นจะต้องนำไปเปรียบเทียบกับริเวอร์ที่เป็นโซลฮันเตอร์ระดับสูงเลย เพราะแม้แต่ตัวของเขาเองก็ยังแข็งแกร่งกว่าคนพวกนี้มาก
“นี่นายคิดว่าโซลฮันเตอร์หาพบได้ทั่วไปตามท้องถนนเลยงั้นเหรอ ปกติฮันเตอร์จะเป็นอาชีพที่อยู่ภายใต้การควบคุมของโซลฮันเตอร์อีกที หรือบางทีคนพวกนี้ก็จะจับกลุ่มกันเพื่อออกล่าสัตว์อสูร”
“อย่างไรก็ตามนักรบระดับนี้ก็อ่อนแอกว่าโซลฮันเตอร์มาก ถ้าให้เปรียบเทียบกับนักรบในดินแดนกฎ พวกเขาก็มีพลังอยู่ที่ประมาณราชันย์ขั้นสูง” ลินนิจอธิบายขณะกรอกตาไปทางเซี่ยเฟย
“โดยสรุปฮันเตอร์ก็คือนักรบที่ยังฝึกฝนร่างกายได้ไม่สมบูรณ์ พวกเขาจึงยังไม่สามารถเปิดโซลมาร์คขึ้นมาได้ ระดับของคนพวกนี้ในจักรวาลอัลฟ่าจึงค่อนข้างต่ำและมันก็ต้องรอจนกว่าพวกเขาจะเปิดโซลมาร์คขึ้นมาได้เท่านั้น พวกเขาจึงจะถูกยกระดับกลายเป็นโซลฮันเตอร์”
หากผู้มาใหม่คือโซลฮันเตอร์เซี่ยเฟยอาจจะเกรงกลัวคนพวกนี้อยู่บ้าง แต่การที่อีกฝ่ายมีพลังเทียบเท่ากับราชันย์กฎ ชายหนุ่มก็ไม่จำเป็นจะต้องหวาดกลัวคนเหล่านี้เลย และถึงแม้ว่าร่างกายของเขาจะยังฟื้นฟูกลับมาไม่เต็มที่ แต่อย่าลืมว่าข้างกายเขาก็ยังคงมีทั้งขนอุย, หงส์ครามและเนอร์วาน่าที่อยู่ภายใต้การควบคุมของลินนิจ
ผู้มาใหม่ทั้งสองคนยังไม่เลือกที่จะทำการเคลื่อนไหวใด ๆ ซึ่งในเวลาต่อมาเพียงแค่ไม่นานมันก็มีนักรบปรากฏเพิ่มขึ้นมาอีกสามคน โดยนักรบ 4 ใน 5 คนมีร่างกายกำยำเหมือนนักรบปกติโดยทั่วไป แต่มีชายคนหนึ่งเป็นชายอ้วนพุงโตคล้ายกับว่าเขาไม่ค่อยได้ออกกำลังกายบ่อยมากนัก
“เขานี่แหละครับหัวหน้า” นักรบที่มีพลังเกือบจะถึงจอมเทพกล่าวกระซิบข้างหูของชายอ้วนที่มีชื่อว่าเซียงเป่ยหยาง
“น้องชายเป็นใครมาจากไหนงั้นเหรอ? นายอยู่ที่นี่มากี่วันแล้ว? นายพอจะเคยเห็นแมลงปอตัวสีขาวบินผ่านไปผ่านมาแถวนี้บ้างไหม?” ชายอ้วนกล่าวถามเซี่ยเฟยด้วยรอยยิ้ม
“เมื่อครึ่งเดือนก่อนฉันเผอิญผ่านมาแถวนี้แล้วถูกพวกรีเวิร์สจู่โจมเข้าพอดี ฉันเลยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องหลบหนีเข้ามาซุกซ่อนตัว ส่วนเรื่องแมลงปอตัวสีขาวฉันก็ไม่เคยเห็นพวกมันมาก่อนเลย” เซี่ยเฟยกล่าวตอบ
“ไอ้หนูบอกความจริงพวกเรามาดีกว่า ไม่อย่างนั้นฉันจะถลกหนังนายทั้งเป็น!” ชายผู้ไว้หนวดที่อยู่ใกล้ ๆ กับชายอ้วนส่งเสียงตะโกนเพื่อข่มขู่ให้เซี่ยเฟยยอมบอกข้อมูลพวกเขามา
เซี่ยเฟยขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อจู่ ๆ คนกลุ่มนี้กลับข่มขู่เขาขึ้นมาอย่างกะทันหัน
คนพวกนี้มีพลังแค่ระดับราชันย์ แต่จะมารังแกเขาจริง ๆ งั้นเหรอ?
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ไม่สามารถที่จะตำหนิคนอื่นได้ เพราะพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ของเซี่ยเฟยถูกปิดกั้นเอาไว้อย่างสมบูรณ์ หากชายหนุ่มไม่ได้เคลื่อนไหวทำอะไรมันจะไม่ก่อให้เกิดความผันผวนของพลังงานถูกปลดปล่อยออกมาจากสมองของเขาเลย ในสายตาของคนอื่นเซี่ยเฟยจึงไม่ต่างไปจากคนธรรมดา คนพวกนี้เลยคิดที่จะใช้ความแข็งแกร่งเพื่อรีดข้อมูลโดยไม่เกรงกลัว
“เดี๋ยวก่อน นายอย่าพึ่งหยาบคายกับเขานักสิ” เซียงเป่ยหยางที่อยู่ข้าง ๆ คว้าร่างสหายของตัวเองเอาไว้ ซึ่งเขาก็เข้าใจหลักการวิธีใช้ไม้อ่อนไม้แข็งเป็นอย่างดี โดยการใช้กลยุทธ์นี้มันก็จะทำให้เขาหาข้อมูลได้อย่างง่ายดายมากกว่าเดิม
สาเหตุที่พวกเขาเสี่ยงเดินทางมายังพื้นที่ของรีเวิร์ส นั่นก็เพราะพวกเขากำลังตามหาสัตว์อสูรที่มีชื่อว่าแมลงปอหิมะ โดยมันเป็นสัตว์อสูรที่เติบโตอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้ แล้วมันก็เป็นวัตถุดิบหลักที่เอาไว้ใช้สำหรับการซ่อมแซมความเสียหายทางวิญญาณ
การต่อสู้ในจักรวาลอัลฟ่าไม่ใช่การต่อสู้ทางกายภาพอีกต่อไป แต่นักรบในระดับสูงจะมีการใช้พลังวิญญาณเพื่อทำร้ายจิตวิญญาณของศัตรู
หากร่างกายได้รับบาดเจ็บนักรบก็จำเป็นจะต้องใช้ยาเพื่อฟื้นฟูร่างกายกลับคืนมา แต่ถ้าหากวิญญาณได้รับบาดเจ็บ พวกเขาก็จะจำเป็นจะต้องใช้สัตว์อสูรล้ำค่าอย่างเช่นแมลงปอหิมะในการฟื้นฟูความเสียหายกลับมาเท่านั้น
น่าเสียดายที่แมลงปอหิมะดันมีถิ่นที่อยู่ใกล้เคียงกับพวกรีเวิร์สมากเกินไป การพยายามตามหาตัวอสูรพวกนี้จึงมีความเสี่ยงสูงมาก และพวกมันยังเป็นสัตว์อสูรเจ้าเล่ห์ที่จับตัวได้ยากมาก จนเป็นสาเหตุให้ราคาของพวกมันพุ่งสูงตามความต้องการของตลาด
คราวนี้เซียงเป่ยหยางได้รับภารกิจให้ตามหาแมลงปอหิมะถึง 10 ตัว แลกเปลี่ยนกับของรางวัลปริมาณมหาศาล น่าเสียดายที่เขาเพิ่งจะตามหาสัตว์อสูรชนิดนี้ได้เพียงแค่ 7 ตัวเท่านั้น และมันก็ยังขาดแมลงปอหิมะอีกสามตัวที่เขายังตามหาไม่เจอ
หากมีเวลามากพอเขาย่อมสามารถตามหาแมลงปอหิมะอีกสามตัวได้อย่างแน่นอน แต่วันส่งมอบภารกิจใกล้ที่จะมาถึงแล้ว เขาจึงจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแผนการว่าจ้างกลุ่มทหารให้เดินทางมายังแถบดาวเคราะห์น้อยที่อันตรายแห่งนี้
โชคดีที่กลุ่มทหารรับจ้างจับตัวแมลงปอหิมะทั้งสามได้ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วัน และพวกเขาก็วางแผนที่จะกลับไปรายงานต่อเจ้านายของตัวเอง แต่ในระหว่างที่พวกเขากำลังเดินทางกลับอยู่นั้น เซี่ยเฟยก็บังเอิญใช้โซลมาร์คทำการเปลี่ยนหิมะโปรยให้กลายเป็นอุปกรณ์วิญญาณ
แสงสว่างที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการทำให้ทหารรับจ้างสองคนแรกคิดว่ามันได้มีแมลงปอหิมะปรากฏตัว พวกเขาจึงรีบรายงานไปยังเซียงเป่ยหยางแล้วรีบลงมายังดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ก่อน
ท้ายที่สุดมันก็ยังเหลือเวลาอีกหกวันกว่าจะถึงเวลาส่งมอบภารกิจ ซึ่งเวลาในการเดินทางกลับเพียงแค่สองวันมันก็มากเพียงพอแล้ว พวกเขาจึงตั้งใจใช้ช่วงเวลานี้ในการหาแมลงปอหิมะกลับไปทำกำไรเพิ่ม
การเดินทางมายังดินแดนรีเวิร์สไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่าย ๆ ถึงยังไงพวกเขาก็เดินทางมายังสถานที่อันตรายแห่งนี้แล้ว พวกเขาจึงตั้งใจจะเก็บเกี่ยวผลกำไรกลับไปให้ได้มากที่สุด
ด้วยเหตุนี้เองทุกคนจึงเดินทางมายังอุกกาบาตที่เซี่ยเฟยอาศัยอยู่ แต่ถึงแม้พวกเขาจะพยายามบินดูรอบ ๆ อุกกาบาตแล้ว พวกเขาก็ไม่พบสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกเสียจากเซี่ยเฟยเพียงคนเดียว
“น้องชาย นายบอกว่านายมาที่นี่เมื่อประมาณครึ่งเดือนก่อนงั้นเหรอ?” เซียงเป่ยหยางถาม
เมื่อได้ยินคำถามนี้ฮันเตอร์ทั้งสี่ก็สะดุ้งขึ้นมาด้วยเช่นกัน เพราะพวกเขาพลาดประโยคสำคัญที่สุดของเซี่ยเฟยไป
“ใช่ ตอนนั้นฉันถูกฝูงรีเวิร์สฝูงใหญ่ไล่ตามมาจนเกือบตาย” เซี่ยเฟยกล่าว
“นี่นายพูดจริงใช่ไหม?” ฮันเตอร์ผู้มีหนวดกล่าวถามด้วยความตื่นตระหนก โดยที่หัวใจของเขากำลังเต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง เพราะถ้าหากพวกเขาได้เดินทางมาพบเจอกับฝูงรีเวิร์สเข้าจริง ๆ ในเวลานั้นมันก็จะทำให้พวกเขาตกอยู่ในอันตรายอย่างไม่ต้องสงสัย
“ฉันจะโกหกไปทำไม” เซี่ยเฟยตอบกลับอย่างสงบ
“ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมพวกเราถึงจับแมลงปอพวกนั้นได้ในคราวเดียว ที่แท้พวกมันก็กำลังหลบหนีมาจากพวกรีเวิร์สนี่เอง” ฮันเตอร์คนหนึ่งอุทานพร้อมกับตบขาเสียงดัง
“จะว่าไปพวกแมงปอหิมะก็ทำตัวแปลกประหลาดจริง ๆ โดยปกติพวกมันไม่เคยอยู่รวมกันเป็นฝูง แต่พวกเรากลับจับพวกมันทั้งสามตัวได้ใกล้ ๆ บริเวณนี้พร้อม ๆ กัน ใครจะไปรู้ว่าพวกมันกำลังวิ่งหนีมาจากฝูงรีเวิร์สที่น่ากลัว” ฮันเตอร์สูงอายุภายในทีมกล่าวพร้อมกับพยักหน้า
เมื่อได้ยินว่าพื้นที่บริเวณนี้เคยมีพวกรีเวิร์สเคลื่อนที่ผ่านไป ทุกคนก็ต้องการที่จะล่าถอยอย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุดถึงแม้ภารกิจนี้จะได้เงินเยอะ แต่ถ้าหากพวกเขาตายเงินทองเหล่านั้นก็เป็นเพียงแค่สิ่งนอกกายที่พวกเขาไม่สามารถนำไปใช้ในชีวิตหลังความตายได้ ดังนั้นเรื่องสำคัญคือพวกเขาจะต้องหนีรอดกลับไปอย่างปลอดภัยเพื่อใช้เงิน
“ถึงแม้รีเวิร์สฝูงใหญ่จะล่าถอยไปแล้ว แต่มันก็ยังมีพวกทหารสอดแนมกระจายกำลังกันอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้อยู่ ตอนที่พวกคุณถอยกลับไปก็ระวังตัวกันเอาไว้ให้ดี ๆ ล่ะ” เซี่ยเฟยกล่าวเพื่อปลุกปั่นให้ทุกคนหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น
บรรยากาศตกอยู่ภายใต้ความเงียบสงัดอย่างฉับพลัน จากนั้นเหล่าฮันเตอร์ก็มองไปยังเซี่ยเฟยด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด
“พวกรีเวิร์สเจ้าเล่ห์มาก มีโอกาสที่พวกมันจะทิ้งหน่วยสอดแนมเอาไว้ในพื้นที่บริเวณนี้จริง ๆ” ฮันเตอร์สูงอายุกล่าวพร้อมกับยกมือขึ้นมาแตะคาง ซึ่งท่าทางของชายชราคนนี้ก็ทำให้เซี่ยเฟยแอบเผยรอยยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
“หัวหน้า ผมว่าพวกเราควรรีบกลับกันดีกว่า”
“ใช่ คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่าภารกิจนี้สำคัญมาก พวกเรารีบกลับไปส่งมอบภารกิจกันเถอะ”
เสียงของฮันเตอร์ภายในทีมเปลี่ยนไปจากเดิมในทันที โดยในขณะนี้มันไม่มีใครอยากออกตามหาแมลงปอหิมะอีกต่อไป
กลยุทธ์ที่เซี่ยเฟยใช้คือกลยุทธ์ที่ง่ายดายมากคือการสร้างศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าให้คนพวกนี้รู้สึกหวาดกลัว
ย้อนกลับไปกลุ่มฮันเตอร์มองว่าเขาคือศัตรูและกำลังสงสัยว่ามันมีแมลงปอหิมะหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้จริง ๆ ไม่ว่าเซี่ยเฟยจะให้พยายามปฏิเสธยังไงมันก็ไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะเชื่อถือคำพูดของเขาง่าย ๆ เพราะกลุ่มฮันเตอร์ได้ปักใจยึดมั่นในความคิดของตัวเองตั้งแต่แรกแล้ว
ด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจึงปลุกปั่นให้สถานการณ์ดูน่ากลัวเกินจริง เพื่อให้ทุกคนละทิ้งความสนใจจากเป้าหมายให้ไปโฟกัสอันตรายที่คุกคามถึงชีวิต
การสังหารคนเหล่านี้เพื่อยึดยานรบไม่ใช่เรื่องยากลำบากสำหรับเขาเลย เพียงแต่เขาต้องการที่จะพึ่งพาคนเหล่านี้ในการหลบหนีออกไปโดยวิธีการปกติมากกว่า
“เอาล่ะพวกเรากลับกันเถอะ” ชายอ้วนกล่าวพร้อมกับปาดเหงื่อเมื่อคิดถึงการได้เผชิญหน้ากับพวกรีเวิร์ส
“ขากลับก็ระวังตัวด้วยล่ะ” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม โดยยังคงนั่งเฉย ๆ และลูบหัวขนอุยเบา ๆ ในระหว่างที่มันนอนอยู่เหนือตัก
“นายบ้าไปแล้วหรือไง?! ทำไมไม่กลับไปพร้อมกับพวกเขา” ลินนิจตะโกนขึ้นมาอย่างเร่งรีบโดยไม่เข้าใจการกระทำของเซี่ยเฟยเลยแม้แต่น้อย
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวคนพวกนี้ก็ขอร้องให้ฉันไปกับพวกเขาด้วยเอง” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างใจเย็น
“ระวังตัว!? น้องชายการอยู่ที่นี่คนเดียวมันก็อันตรายใช่ไหมล่ะ นายสนใจจะเดินทางกลับไปพร้อมกับพวกเราไหม?” เซียงเป่ยหยางกล่าวด้วยรอยยิ้มและเขาก็สามารถทำความเข้าใจความหมายของเซี่ยเฟยได้เป็นอย่างดี
“อืม…” เซี่ยเฟยยกมือขึ้นมาแตะคางพร้อมกับส่งเสียงฮึมฮัมในลำคออย่างลังเล แต่ในทันใดนั้นแววตาของเซียงเป่ยหยางก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันเมื่อเขาได้สังเกตเห็นขนอุยในอ้อมแขนของชายหนุ่ม
***************
ขนอุยสร้างเรื่องหรือนำโชค?