- หน้าแรก
- โคตรน้ำยาปรับสภาพยีน
- ตอนที่ 1,036 โซลครีเอเตอร์
ตอนที่ 1,036 โซลครีเอเตอร์
ตอนที่ 1,036 โซลครีเอเตอร์
ตอนที่ 1,036 โซลครีเอเตอร์
โซลมาร์คคือเครื่องหมายที่ช่วยให้นักรบสามารถควบคุมพลังวิญญาณได้ คล้ายกับอักขระกฎที่ช่วยให้นักรบสามารถควบคุมพลังของกฎแห่งจักรวาลได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าอักขระกฎจำเป็นจะต้องใช้พลังงานทางร่างกาย ขณะที่โซลมาร์คจำเป็นจะต้องใช้พลังงานทางวิญญาณ
โซลมาร์คของเซี่ยเฟยมีความพิเศษมาก เพราะว่ามันได้ทำการกลืนกินอักขระกฎของชายหนุ่มเข้าไปแล้ว เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่จะทำให้โซลมาร์คเปลี่ยนแปลงไปมีรูปลักษณ์อย่างแปลกประหลาดเท่านั้น แต่มันยังนำพามาซึ่งพลังที่ลินนิจไม่เคยเห็นมาก่อนอีกด้วย
ในระหว่างที่เซี่ยเฟยหยิบพัดของโกลเด้นอายขึ้นมาไว้ในมือ โซลมาร์คในสมองของชายหนุ่มก็เริ่มการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ทันใดนั้นมันก็มีภาพเหตุการณ์ปรากฏขึ้นภายในใจ เซี่ยเฟยจึงเริ่มทำตามสัญชาตญาณของตัวเองในทันที
ภาพที่ลินนิจเห็นคือเซี่ยเฟยประสานฝ่ามือเข้าด้วยกันโดยมีพัดอันแหลมคมถูกฝ่ามือประกบเอาไว้ตรงกลาง ทันใดนั่นเองพลังวิญญาณจากชายหนุ่มก็เริ่มแทรกซึมเข้าไปจนทำให้พัดชิ้นนี้พังทลายลงไปในทันที
“ไม่นะ! มันเป็นอาวุธชั้นยอดไม่ใช่เหรอ ทำไมมันถึงพังง่าย ๆ ไปแบบนี้” เซี่ยเฟยบ่นอย่างรำคาญใจ
อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้มันก็ทำให้ลินนิจอ้าปากค้างไป แล้วหลังจากที่วิญญาณอมตะจับจ้องมองไปยังเศษซากโลหะบนพื้นเป็นเวลานาน เขาก็ทำการตะโกนขึ้นมาเสียงดัง
“นายมันเป็นสัตว์ประหลาด! ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าใครจะสามารถทำลายอุปกรณ์วิญญาณได้ด้วยมือเปล่า”
“ถึงแม้ว่ามันจะได้รับความเสียหายและเหลือพลังอยู่ไม่ถึง 10% แต่มันก็ยังคงเป็นอาวุธวิญญาณชั้นยอดอยู่ดี เมื่อกี้นายทำอะไรลงไปกันแน่? ทำไมนายถึงสามารถทำอาวุธวิญญาณลงไปได้ด้วยมือเปล่าแบบนั้น”
เมื่อได้เห็นดวงตาอันเบิกกว้างของลินนิจ เซี่ยเฟยก็ตระหนักว่าตัวเองได้ทำเรื่องพิเศษอะไรบางอย่างลงไปโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วมันก็ดูเหมือนกับว่าคนธรรมดาจะไม่สามารถทำลายอุปกรณ์วิญญาณได้อย่างที่เขาทำ
“การทำลายอุปกรณ์วิญญาณมันยากขนาดนั้นเลยเหรอ?” เซี่ยเฟยถามอย่างสงสัย เพราะสิ่งที่เขาทำลงไปคือสิ่งที่เขาทำตามคำแนะนำจากภาพที่ถูกส่งตรงมาจากสมอง
“ยาก!? อย่าเรียกว่ายากเลยเรียกว่ายากมากจะดีกว่า”
“การทำลายอุปกรณ์วิญญาณจำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์วิญญาณที่มีระดับสูงกว่า และฉันก็ไม่เคยได้ยินว่าใครจะสามารถทำลายอุปกรณ์วิญญาณได้ด้วยพลังวิญญาณของตัวเองด้วย ท้ายที่สุดผู้ที่สร้างอุปกรณ์วิญญาณขึ้นมาก็ไม่ใช่โซลฮันเตอร์หรือโซลอีทเตอร์ แต่เป็นตัวตนที่ถูกเรียกว่าโซลครีเอเตอร์ที่มีสถานะสูงมากในจักรวาลนี้”
“นายบอกว่าโซลมาร์คของนายบอกวิธีการทำลายอุปกรณ์วิญญาณให้งั้นเหรอ? ฉันว่าเรื่องนี้มันจะต้องเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนที่นายเปิดใช้โซลมาร์คครั้งแรกแน่ ๆ ตามปกติผู้ที่เปิดใช้โซลมาร์คจะสามารถเลือกได้เพียงแค่เม็ดแสงสีขาวกับเม็ดแสงสีแดงเท่านั้น แต่นายกลับบอกว่าตัวเองเลือกเม็ดแสงสีดำ พลังที่นายได้รับจึงแตกต่างไปจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิง”
“อย่าบอกนะว่าตอนนี้นายได้กลายเป็นโซลครีเอเตอร์ไปแล้ว?!” เมื่อคิดมาได้จนถึงตอนนี้ลินนิจก็ยิ่งเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงมากกว่าเดิม
“คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่านักรบวิญญาณมีเพียงแค่โซลฮันเตอร์กับโซลอีทเตอร์เท่านั้น แล้วโซลครีเอเตอร์มันคืออะไรกันแน่?” เซี่ยเฟยถามอย่างสงสัย
“ใครบอกนายว่าโซลครีเอเตอร์คือนักรบ โซลครีเอเตอร์คือตัวตนที่มีเอาไว้สำหรับสร้างอุปกรณ์วิญญาณโดยเฉพาะต่างหาก คนพวกนี้ได้ครอบครองพลังลึกลับของจักรวาล ตัวตนของพวกเขาจึงได้รับการยกย่องจากนักรบทุกคน”
“นายลองนึกถึงริเวอร์ในก่อนหน้านี้ดูดี ๆ ว่าในตอนที่เขามีอาวุธวิญญาณกับไม่มีอาวุธวิญญาณเขามีพลังที่แตกต่างกันมากขนาดไหน นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมโซลครีเอเตอร์ถึงเป็นตัวตนที่สูงส่งมาก เพราะพวกเขาสามารถดึงพลังของนักรบออกมาผ่านทางการสร้างอุปกรณ์วิญญาณ”
“แต่ฉันก็ไม่เคยได้ยินมาเหมือนกันนะว่าโซลครีเอเตอร์สามารถทำลายอุปกรณ์วิญญาณได้เหมือนกับนาย อีกอย่างจำนวนของโซลครีเอเตอร์ในจักรวาลอัลฟ่าก็ลดลงเรื่อย ๆ จนทำให้โซลครีเอเตอร์เป็นตัวตนที่หาได้อย่างยากลำบากมากกว่าเดิม”
“นอกจากนี้เชื้อสายของออโรร่าก็ไม่เคยมีโซลครีเอเตอร์มาก่อน สายเลือดของสกายวิงก็คงจะไม่สามารถผลิตโซลครีเอเตอร์ขึ้นมาได้เหมือนกัน แน่นอนว่ามันคงไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงสายเลือดของชาวโลก เพราะคนบนดาวโลกของนายคงจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโซลครีเอเตอร์คืออะไร”
“โดยสรุปก็คือนายคือสัตว์ประหลาดที่คงจะไม่มีใครสามารถหาคำจำกัดความมาอธิบายสิ่งที่นายทำลงไปได้” ลินนิจกล่าวสรุปหลังจากพยายามไตร่ตรองเรื่องต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน
หลังจากการสนทนากับลินนิจ เซี่ยเฟยก็ได้เรียนรู้ว่าจักรวาลแห่งนี้มีชื่อว่าจักรวาลอัลฟ่าที่เชื่อมโยงกับจักรวาลของดินแดนกฎผ่านทางประตูจักรวาล
จักรวาลอัลฟ่ามีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าดินแดนกฎ แล้วในจักรวาลก็มีสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาอยู่เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน พื้นที่ในจักรวาลนี้มีความกว้างใหญ่มากจนผู้คนในจักรวาลแทบที่จะสำรวจได้ไม่ครบถ้วนด้วยซ้ำ แม้กระทั่งเรื่องที่ปู่ของเซี่ยเฟยออกผจญภัยบนยานอาร์ค และได้ค้นพบเข้ากับประตูจักรวาลก็เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน
โดยสรุปก็คือจักรวาลอัลฟ่าทั้งยิ่งใหญ่, ลึกลับและเต็มไปด้วยอันตราย หากเขาจำเป็นจะต้องอาศัยอยู่ที่นี่ ทุกย่างก้าวหลังจากนี้มันก็ต้องเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
“นี่ฉันลืมนึกถึงบันทึกฟีเทอร์สปิริทไปได้ยังไง นายรีบเอาของชิ้นที่ 3 ที่นายได้รับมาจากฉินหมางออกมาเร็วเข้า” ลินนิจกล่าวพร้อมกับยกมือขึ้นมาตบหน้าผากของตัวเอง
เซี่ยเฟยใช้นิ้วแตะแหวนมิติ ก่อนที่เขาจะหยิบหนังสือโลหะหนาออกมายังด้านนอก
“หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นมาจากซูย่าซึ่งเป็นสหายเก่าของนายน้อย คนนี้คือทายาทคนสุดท้ายของตระกูลฟีเทอร์สปิริทที่เรียกได้ว่าเขาคือสุดยอดโซลครีเอเตอร์ในบรรดาของยอดโซลครีเอเตอร์อีกที”
“ในอดีตดราก้อนสไปน์เป็นเพียงเศษซากดาบเก่า ๆ ที่ถูกเก็บเอาไว้ในตระกูลมาอย่างช้านาน และมันก็ไม่มีใครที่สามารถซ่อมแซมดาบชั้นยอดเล่มนี้ได้เลย จนกระทั่งวันหนึ่งนายน้อยได้ไปพบกับซูย่าระหว่างการเดินทางและได้นำโซลครีเอเตอร์คนนี้เดินทางไปยังตระกูล”
“ผู้นำตระกูลขอให้ซูย่าทำการซ่อมแซมดราก้อนสไปน์ ซึ่งในเจ็ดวันต่อมาชายคนนี้ก็สามารถซ่อมแซมดราก้อนสไปน์ขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งในเวลาเพียงแค่ไม่นานข่าวเรื่องดราก้อนสไปน์ก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งตระกูลอย่างรวดเร็ว ทุกคนจึงต้องการรับมอบดาบเล่มนี้ไปเป็นอาวุธของตัวเองจนทำให้ผู้นำตระกูลเกิดความลำบากใจ”
“ต่อมาซูย่าก็ได้ขอเข้าพบกับผู้นำตระกูลเพื่อเสนอให้ส่งมอบดราก้อนสไปน์ให้กับปู่ของนาย ข้อเสนอนี้ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้นำตระกูลมาก เพราะถ้าหากไม่มีซูย่า ออโรร่าก็คงไม่มีดราก้อนสไปน์ด้วยเหมือนกัน ดังนั้นดาบเล่มนี้จึงมาตกอยู่ในมือของนายน้อยและทำให้ความวุ่นวายในตระกูลสงบลงในที่สุด” ลินนิจอธิบาย
“ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าดราก้อนสไปน์จะมีความหลังแบบนี้ด้วย ดูเหมือนว่าสถานะของโซลครีเอเตอร์จะน่ากลัวมาก ถึงขนาดที่สามารถโน้มน้าวใจของผู้นำตระกูลขนาดใหญ่อย่างตระกูลออโรร่าได้” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับพยักหน้าซ้ำ ๆ
“อย่างที่ฉันบอกนั่นแหละว่าโซลครีเอเตอร์เป็นตัวตนที่หายากมาก แล้วมันก็ไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงโซลครีเอเตอร์ระดับสูงอย่างซูย่าเลย ความจริงมันไม่ใช่แค่ตระกูลออโรร่าหรอก เพราะทุกตระกูลต่างก็โหยหาโซลครีเอเตอร์เหมือนกันหมดนั่นแหละ” ลินนิจกล่าว
“ไหนตอนแรกคุณบอกว่าออโรร่าเป็นตระกูลของสุภาพบุรุษที่อ่อนน้อม เท่าที่คุณเล่ามามันดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ได้มีความอ่อนน้อมเลย เพราะมันเกือบจะมีศึกภายในเพื่อแย่งชิงสุดยอดอุปกรณ์วิญญาณชิ้นนี้ด้วยซ้ำ หรือจริง ๆ แล้วออโรร่าเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก” เซี่ยเฟยกล่าว
“เลิกพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว! ถึงยังไงออโรร่าก็เป็นตระกูลที่ชุบเลี้ยงปู่ของนายขึ้นมา แม้แต่นายก็ถือว่า.. เอ่อ.. เป็นสมาชิกของตระกูลด้วยเหมือนกัน ดังนั้นนายไม่ควรจะด่าว่าตระกูลของตัวเอง” ลินนิจรีบกล่าวแทรกด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด
ลินนิจไม่แน่ใจว่าเซี่ยเฟยถูกนับว่าเป็นสมาชิกของตระกูลออโรร่าหรือไม่ เพราะความแตกต่างต่างด้านลักษณะนิสัยของชายหนุ่มกับสมาชิกในตระกูล มันแตกต่างจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นตัวประหลาดของตระกูลได้เลย
เมื่อไหร่ก็ตามที่ทางตระกูลได้รู้ว่าทายาทของเซียวกู๋มีลักษณะนิสัยที่ทำให้ตระกูลเสื่อมเสียชื่อเสียงแบบนี้ มันก็อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเซี่ยเฟยกับออโรร่าขึ้นมาได้เลย
โชคดีที่ดินแดนของรีเวิร์สอยู่ห่างจากสถานที่ตั้งของออโรร่ามาก และพื้นที่บริเวณนี้ก็ไม่มีเส้นทางคมนาคมให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว การจะเดินทางกลับไปยังออโรร่าจึงจำเป็นจะต้องใช้เวลาอีกนานมากพอสมควร ลินนิจจึงยังไม่จำเป็นจะต้องกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างเซี่ยเฟยกับออโรร่าในระยะเวลาอันใกล้
“ว่าแต่คุณให้เอาบันทึกฟีเทอร์สปิริทออกมาทำไม?” เซี่ยเฟยถาม
“นายก็แค่ต้องลองฝึกฝนตามบันทึกเล่มนี้ นายจะได้รู้ว่านายมีความสามารถเป็นโซลครีเอเตอร์หรือเปล่า” ลินนิจกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“ลองฝึกดู!?” เซี่ยเฟยอุทานอย่างตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะหลังจากฟังคำอธิบายของลินนิจ แม้แต่คนโง่ก็สามารถบอกได้เลยว่าโซลครีเอเตอร์เป็นตัวตนที่ล้ำค่ามากแค่ไหน
โซลครีเอเตอร์เป็นตัวตนที่เอาไว้ทั้งสร้างอุปกรณ์วิญญาณใหม่ ๆ และซ่อมแซมอุปกรณ์วิญญาณเดิม ๆ ที่ชำรุด สมมุติว่าเม็ดแสงสีดำที่เขาเลือกคือเส้นทางของโซลครีเอเตอร์จริง ๆ ในเวลานั้นชะตากรรมก็คงจะลิขิตให้เขาใช้ชีวิตอยู่บนกองเงินกองทอง
ความเจ็บปวดในร่างกายของชายหนุ่มยังคงอยู่และการสูญเสียอักขระกฎในสมองก็ทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกไม่สบายใจด้วยเช่นกัน อักขระที่ถูกโซลมาร์คกลืนกินเข้าไปคืออักขระของกฎมิติและอักขระของวิชามนตราอสูรซึ่งเป็นอักขระของวิชาที่เสร็จสมบูรณ์ ขณะที่อักขระของกฎแห่งความโกลาหลและกฎแห่งความเร็วที่ยังไม่สมบูรณ์ยังคงอยู่ในสมองของเขาดังเดิม
ช่วงเวลานี้สิ่งที่เซี่ยเฟยจำเป็นจะต้องทำคือการพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูพละกำลังกลับมาโดยเร็วที่สุด ดังนั้นเขาจึงใช้ช่วงเวลาที่เขายังไม่ไปไหนในการศึกษาบันทึกฟีเทอร์สปิริทและทำการพักฟื้นร่างกาย
—
ครึ่งเดือนต่อมาเซี่ยเฟยก็สามารถเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ในบันทึกฟีเทอร์สปิริทได้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยในตอนนี้เขาก็มีวิชาการสร้างและการซ่อมแซมอุปกรณ์วิญญาณเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่การลองดูว่าเขาสามารถใช้วิชาเหล่านี้ได้ผลหรือไม่
“เฮ้อ” เซี่ยเฟยถอนใจออกมาอย่างหงุดหงิด
“อาการบาดเจ็บมันสาหัสมากขนาดนี้เลยเหรอ? ถึงขนาดครึ่งเดือนยังไม่สามารถฟื้นฟูพละกำลังทั้งหมดกลับมาได้”
หลังจากตรวจสอบอาการบาดเจ็บของตัวเอง เซี่ยเฟยก็ได้พบว่าร่างกายของเขาแย่กว่าที่คิดไว้มาก เพราะตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมาเขายังไม่สามารถฟื้นฟูร่างกายให้กลับมามีสภาพสมบูรณ์ดังเดิมได้เลย มันจึงทำให้ชายหนุ่มค่อนข้างจะรู้สึกหงุดหงิดอยู่เล็กน้อย
“เรื่องพวกนั้นมันไม่ใช่ประเด็นสำคัญหรอก อย่าลืมนะว่านายเพิ่งเปิดใช้โซลมาร์คได้ไม่นานและจำเป็นจะต้องใช้เวลาในการปรับสมดุลย์พลังใหม่ กระบวนการพวกนี้มันเลยจำเป็นจะต้องใช้เวลานานมากพอสมควร” ลินนิจพยายามปลอบใจเซี่ยเฟย
ชายหนุ่มยังคงนิ่งเงียบไม่พูดอะไร ก่อนที่เขาจะหยิบหิมะโปรยออกมาจากแหวนมิติ โดยอาวุธชิ้นนี้คืออาวุธที่เขาเคยใช้เมื่อนานมาแล้ว แต่เมื่อระดับพลังของเขาสูงมากขึ้น ในปัจจุบันเขาจึงไม่ได้นำมันออกมาใช้งานอีกต่อไป
“เปลี่ยน!” เซี่ยเฟยกางแขนออกทั้งสองข้างพร้อมกับส่งเสียงเพื่อใช้วิชาออกมาเบา ๆ
แสงสว่างผ่านหิมะโปรยอย่างฉับพลัน ก่อนที่มันจะมีพลังวิญญาณเอ่อล้นออกมาจากหิมะโปรยอยู่เล็กน้อย
“อุปกรณ์วิญญาณ!? นี่นายเปลี่ยนหิมะโปรยให้กลายเป็นอุปกรณ์วิญญาณงั้นเหรอ” ลินนิจอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ และถึงแม้ว่ากลิ่นอายพลังวิญญาณของหิมะโปรยจะอ่อนแอมาก แต่ท้ายที่สุดอุปกรณ์วิญญาณมันก็ยังคงเป็นอุปกรณ์วิญญาณอยู่ดี
ที่สำคัญกว่านั้นคือมีคนประเภทเดียวที่สามารถสร้างอุปกรณ์วิญญาณขึ้นมาได้ หรือมันก็อาจจะกล่าวได้ว่าการกระทำนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าเซี่ยเฟยคือโซลครีเอเตอร์จริง ๆ
***************
ปลดล็อกอาชีพหาเงินใหม่เพื่อให้ผลาญใช้ได้สะดวก!