- หน้าแรก
- โคตรน้ำยาปรับสภาพยีน
- ตอนที่ 1,022 รหัสดำ
ตอนที่ 1,022 รหัสดำ
ตอนที่ 1,022 รหัสดำ
ตอนที่ 1,022 รหัสดำ
ในระหว่างที่เซี่ยกวงไห่ทำหน้าที่ส่งไททันเข้าสู่สนามรบ เซี่ยเฟยก็เดินทางเข้าไปยังเมืองหุ่นยนต์ โดยในตอนนี้ภายในเมืองแทบที่จะว่างเปล่า เพราะท้ายที่สุดเมื่อแตรสงครามครั้งใหญ่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน แม้แต่เหล่าบรรดาหุ่นยนต์ก็ยังต้องยุ่งวุ่นวาย เนื่องจากสงครามครั้งนี้เกี่ยวข้องกับทุกชีวิตในจักรวาล ทุกคนจึงจำเป็นจะต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ให้มากที่สุด
ชายหนุ่มรีบเข้าไปยังตัวอาคารหลักอย่างฉับพลัน ก่อนที่เขาจะได้เห็นแอวริลและญาติ ๆ นับแสนคนยืนคอยอย่างเป็นกังวล ซึ่งทุกคนต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนสำคัญอย่างเช่นชาร์ลี, อู่หลงและอันเดร์
เซี่ยเฟยตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง โดยในตอนแรกเขาแจ้งให้แอวริลพาปู่กับพ่อของเธอมาเท่านั้น แต่เธอย่อมชักชวนคนรับใช้ใกล้ชิดมาตามปกติ และคนพวกนี้ก็มีญาติสนิทมิตรสหายมากพอ ๆ กัน เมื่อทุกคนเริ่มชักชวนญาติของตัวเองมาจะกลายเป็นคนกลุ่มใหญ่จำนวนมากขนาดนี้
แน่นอนว่าชายหนุ่มไม่ได้คิดที่จะตำหนิทุกคนในเรื่องนี้ เพราะหลังจากที่เขาเข้ามาพัฒนาดินแดนลับของหุ่นยนต์มาเป็นเวลาหลายปี ภายในดินแดนนี้ก็มีกองยานมากเพียงพอที่จะบรรทุกคนนับแสนได้อย่างง่ายดาย
“มันเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ? ทำไมถึงมีการแจ้งเตือนรหัสสีดำ” แอวริลถามอย่างเป็นกังวล โดยมีคนอื่น ๆ คอยรับฟังอย่างเป็นกังวลอยู่เงียบ ๆ ด้วยเช่นกัน
เซี่ยเฟยเคยมีข้อตกลงกำหนดสีการแจ้งเตือนภัย 4 ระดับเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว โดยสัญญาณเตือนภัยระดับ 1 คือสัญญาณเตือนภัยสีเหลือง ซึ่งหมายความว่าสถานการณ์อาจจะอยู่เหนือการควบคุมและทุกคนจำเป็นจะต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากกว่าปกติ
การแจ้งเตือนระดับ 2 คือสีส้ม หมายความว่าสถานการณ์อยู่นอกเหนือการควบคุมแล้วและทุกคนต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการอพยพอยู่ทุกเมื่อ
การแจ้งเตือนระดับ 3 คือสีแดง ซึ่งหมายความว่าสถานการณ์อยู่นอกเหนือการควบคุมโดยสิ้นเชิงและทุกคนต้องทำการอพยพในทันที
ส่วนการแจ้งเตือนระดับ 4 คือสีดำ ซึ่งหมายความว่าสถานการณ์เลวร้ายมากเกินกว่าจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด
เมื่อทุกคนได้รับรหัสดำพวกเขาจึงรีบมารวมตัวกันในทันทีเพื่อรอฟังคำอธิบายจากชายหนุ่มอย่างเป็นกังวล
“ขอโทษด้วย ความจริงฉันควรจะใช้รหัสส้ม แต่ฉันตกใจมากเกินไปหน่อยฉันเลยเผลอใช้รหัสดำ”
เมื่อทุกคนได้ยินคำอธิบายจากเซี่ยเฟย พวกเขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เพราะการที่เซี่ยเฟยบอกว่าสถานการณ์ยังคงอยู่ในรหัสส้ม มันก็หมายความว่าพวกเขาไม่จำเป็นจะต้องกังวลมากนัก
แอวริลแอบขมวดคิ้วขึ้นมาเบา ๆ พร้อมกับกัดริมฝีปากของตัวเองอย่างแรง ราวกับว่าเธอมีอะไรบางอย่างอยากจะพูด แต่ในท้ายที่สุดเธอก็ยังเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมา
“เอาล่ะเมื่อทุกคนมารวมตัวกันครบแล้วพวกเราก็ทำการอพยพกันเลยดีกว่า คิดซะว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางไปพักร้อนสักพักก็แล้วกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่สถานการณ์อยู่ในการควบคุม ฉันจะรีบแจ้งให้ทุกคนทราบโดยเร็วที่สุด” เซี่ยเฟยกล่าว
เซี่ยเฟยคือบุคคลในตำนานทั้งบนดาวโลกและภายในพันธมิตรมนุษย์ หลาย ๆ คนจึงใฝ่ฝันที่จะได้พบกับชายหนุ่มคนนี้ตัวเป็น ๆ เมื่อพวกเขาได้ยินคำอธิบายจากเซี่ยเฟยทุกคนต่างก็แสดงความเคารพต่อเขาในทันที และไม่คิดที่จะตำหนิที่อีกฝ่ายกดสัญญาณเตือนภัยผิดพลาดจากรหัสส้มเป็นรหัสดำ
ด้วยการอำนวยความสะดวกจากหุ่นยนต์ ฝูงชนก็อพยพขึ้นยานอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งในระหว่างนั้นมอร์โรว์กับอันธก็เดินเคียงข้างกันเข้ามาหาเซี่ยเฟยอย่างเป็นกังวล
“คุณต้องการจะใช้ไททันจริง ๆ เหรอ?” มอร์โรว์ถามพร้อมกับขมวดคิ้ว เมื่อเซี่ยเฟยแจ้งว่าเขาต้องการให้ทุกคนอพยพโดยใช้ยานไททัน
“อือ หลังจากนี้ให้ใช้สตาร์คราสเป็นยานบัญชาการระหว่างการอพยพได้เลย กำหนดการสร้างของสตาร์คราสค่อนข้างล่าช้า และเรายังไม่ได้ติดตั้งระบบอาวุธให้กับมันด้วยซ้ำ ถึงแม้ฉันจะเอามันไปสนามรบแต่มันก็คงจะทำอะไรไม่ค่อยได้ อย่างน้อยระบบป้องกันของมันก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว การเอามันไปเป็นยานบัญชาการจะทำให้มันสร้างประโยชน์ได้มากกว่า หลังจากนี้ให้ใช้กองกำลังที่แข็งแกร่งทั้งหมดเพื่อปกป้องความปลอดภัยของทุกคนเอาไว้ด้วย” เซี่ยเฟยสั่งการด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา
ทางมอร์โรว์และอันธต่างก็รู้สึกสับสน แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีความคิดที่จะคัดค้านคำสั่งของเซี่ยเฟย โดยเฉพาะอันธที่ตอนนี้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างชายหนุ่มกับพวกหุ่นยนต์แล้ว และคู่หูเก่าคนนี้ก็มีความเข้าใจในการตัดสินใจของเซี่ยเฟยโดยไม่จำเป็นจะต้องมีคำอธิบายใด ๆ
“ฉันเตรียมพร้อมทุกอย่างเอาไว้หมดแล้ว สตาร์คราสจะจับคู่กับยานประจัญบานขนาดใหญ่ 6 ลำ, ยานประจัญบานขนาดเล็ก 12 ลำ, แบทเทิลครุยเซอร์ 12 ลำ, ยานบรรทุกที่เตรียมอุปกรณ์เอาไว้อย่างครบครัน 3 ลำและยานบรรทุกเสบียงอีกสองลำ”
“นอกจากนี้ยังมีกองยานของบริษัทควอนตัมเตรียมรอเอาไว้อยู่แล้ว พวกเขาจะทำหน้าที่คอยคุ้มกันดาวโลกอย่างลับ ๆ ภายใต้การคุ้มครองของพันธมิตรมนุษย์อีกที” อันธกล่าว
เซี่ยเฟยมองไปยังอันธด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อได้เห็นว่าคู่หูเก่าสามารถจัดเตรียมทุกอย่างเตรียมพร้อมเอาไว้ได้เหมือนดั่งใจที่เขาคิดเอาไว้เลย
ชายหนุ่มเคยบอกมานานแล้วว่าเขาไม่มีเหตุผลที่จะช่วยคนทั้งโลก สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงการปกป้องคนสำคัญของเขาเท่านั้น และการจัดการของอันธมันก็สอดคล้องกับแนวทางที่ชายหนุ่มได้ใช้มาโดยตลอด
ภารกิจหลักในครั้งนี้คือการอพยพครอบครัวของแอวริลและสมาชิกจากบริษัทควอนตัม โดยที่ชาวโลกมีความสำคัญรองลงมาเป็นอันดับ 2 ที่พวกเขาจะหยิบยื่นความช่วยเหลือหลังจากยืนยันความปลอดภัยของภารกิจหลักได้แล้วเท่านั้น
นอกจากนี้อันธยังเตรียมการทุกอย่างเอาไว้เป็นอย่างดี ซึ่งความเป็นจริงแล้วมันดีกว่าสิ่งที่เซี่ยเฟยได้จินตนาการไว้เสียอีก
สิ่งที่อันธเตรียมเอาไว้เพียงพอที่จะสร้างป้อมปราการขึ้นมาได้อย่างอิสระ หรือมันอาจจะพูดง่าย ๆ ว่าถึงแม้กองยานคุ้มกันแอวริลจะเดินทางไปยังดินแดนอันแห้งแล้ง แต่กองยานนี้ก็สามารถจะสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับมนุษย์ขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย
การที่อันธเตรียมยานบรรทุกอุปกรณ์เอาไว้ถึงสองลำ มันก็เห็นได้ชัดว่าอดีตนักฆ่าได้เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้แล้ว เพราะถ้าหากเซี่ยเฟยไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้จริง ๆ อย่างน้อยพวกแอวริลก็ยังสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้
“เยี่ยมเลย หลังจากจัดการเรื่องกองยานอพยพสำเร็จให้เคลื่อนที่กองยานที่ 1 ไปยังประตูจักรวาลทันที การต่อสู้ในครั้งนี้คือการทำลายล้างศัตรูลงให้ได้ ห้ามไม่ให้มีการถอยกลับแม้แต่นิดเดียว” เซี่ยเฟยสั่งการ
ทั้งอันธและมอร์โรว์ต่างก็สะดุ้งขึ้นมาด้วยความตกใจ เพราะพวกเขาไม่คิดว่าเซี่ยเฟยจะออกคำสั่งให้แลกเป็นแลกตายกับศัตรู
“ผู้บัญชาการกองยานที่ 1 มีความสามารถทางด้านการรบหรือเปล่า?” เซี่ยเฟยถาม
“โซฟีบอกว่าคุณคือผู้มีพระคุณคนสำคัญ เธอจึงทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการกองยานที่ 1 ด้วยตัวเอง” มอร์โรว์กล่าวตอบ
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นทุกอย่างก็ตกลงตามนี้” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะท้ายที่สุดโซฟีก็เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่มีสติปัญญาสูงมาก การที่เธอมาทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการกองยานที่ 1 จึงทำให้เขาไว้วางใจได้โดยไม่เป็นปัญหา
หลังจากที่มอร์โรว์กับอันธเดินจากไป เซี่ยเฟยก็ได้พบว่าแอวริลยังคงยืนอยู่กับเซียวรั่วหยูและจ้องมองมาที่เขาด้วยน้ำตาที่อาบแก้มทั้งสองข้าง
“เธอเป็นอะไร? มันเป็นเพียงแค่การอพยพชั่วคราว ไม่มีอะไรจำเป็นจะต้องกังวลหรอก” เซี่ยเฟยปลอบใจแอวริล
“อย่ามาโกหกฉันเลย เซี่ยเฟยที่ฉันรู้จักไม่มีวันกดสัญญาณแจ้งเตือนผิดพลาดอย่างเด็ดขาด” แอวริลกล่าวพร้อมกับส่ายหัว
เซี่ยเฟยชะงักค้างไปเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะหันหน้าไปทางอื่นไม่กล้าที่จะสบตากับผู้หญิงที่เขารัก
แอวริลจงใจไม่เปิดเผยคำโกหกของเซี่ยเฟยต่อหน้าคนอื่น แต่รอจนทุกคนจากไปแล้วค่อยเอ่ยถามเขาขึ้นมาเบา ๆ จนทำให้ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกกังวลใจ
แม้ว่าคู่รักคู่นี้จะไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตร่วมกันมากนัก แต่ทั้งคู่ก็มีความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นอย่างดีชนิดที่ว่าต่อให้ไม่ได้เอ่ยออกมาเป็นคำพูด แต่อีกฝ่ายก็สามารถเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งได้
แอวริลรีบวิ่งเข้ามากอดเซี่ยเฟยไว้และสะอื้นไห้ขึ้นมาเบา ๆ
“ฉันรู้ ฉันรู้ทุกอย่างว่านายไม่อยากทำให้ทุกคนเป็นกังวล นายจึงโกหกบอกว่าสถานการณ์นี้ไม่ได้ร้ายแรงมากนัก แต่ความจริงสถานการณ์มันอยู่เหนือเกินกว่าการควบคุมของนายไปแล้ว”
“ฉันรู้ด้วยว่าสาเหตุที่นายอยากให้ฉันไปนั้นก็เพราะว่านายไม่อยากให้ฉันต้องเจอกับอันตราย ถ้าฉันยังอยู่ก็คงไม่สบายใจดังนั้นฉันก็จะไปให้ แต่อย่าคิดที่จะตายหนีจากฉันไปเป็นอันขาด” แอวริลกล่าวทั้งน้ำตา
เซี่ยเฟยถึงกับพูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นมาลูบหัวหญิงสาวเบา ๆ แล้วกล่าวว่า
“เธอไม่ใช่ภาระและฉันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น น่าเสียดายที่ปัญหามักจะวิ่งมาหาฉันอยู่เสมอ ถ้าเลือกได้ฉันก็อยากจะอยู่กับเธอ ปลีกวิเวกไปลำพังโดยไม่สนใจว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นในจักรวาล”
“นายเก่งทุกอย่างนั่นแหละ เพียงแต่บางครั้งนายจะเสียสติจนทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังไปหน่อย” แอวริลกล่าวพร้อมกับบีบแขนเซี่ยเฟยเบา ๆ
ชายหนุ่มยักไหล่เล็กน้อยโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม ท้ายที่สุดเขาก็เป็นคนบ้าที่มักจะไม่สนใจกฎเกณฑ์ใด ๆ ในจักรวาล ยิ่งไปกว่านั้นความบ้าคลั่งมันก็คือลักษณะเด่นของสกายวิง
ในที่สุดแอวริลก็กัดฟันหันหลังกลับไป แต่หลังจากที่เธอวิ่งออกไปได้ไม่ไกลเธอก็หันกลับมาตะโกนด้วยเสียงสะอื้นอยู่เล็กน้อย
“เซี่ยเฟย! อย่าลืมคำสัญญาของนายเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันจะฆ่านาย!!”
เซียวรั่วหยูชะงักค้างไปครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะเผยรอยยิ้มออกมาจาง ๆ และพยักหน้าให้เซี่ยเฟยหนึ่งครั้งแล้วเดินตามแอวริลไป ซึ่งมันก็ดูเหมือนกับว่าเธอกำลังรู้สึกเศร้าเล็กน้อยเพียงแต่เธอไม่ได้แสดงอารมณ์ออกมาเหมือนกับแอวริล
“นายไปสัญญาอะไรกับเธอไว้?” ลินนิจกล่าวอย่างรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเมื่อเห็นคนรักได้พรากออกจากกัน
เซี่ยเฟยนิ่งเงียบโดยไม่ตอบคำถาม แต่เขาก็รู้ดีว่าคำสัญญานี้คือคำที่เขาเคยพูดในระหว่างสงครามพันธมิตรมนุษย์และเผ่าเซิร์ก
“เอาล่ะพวกเราไปทำให้จักรวาลนี้มันสงบสุขกันเถอะ” เซี่ยเฟยร้องคำรามขึ้นมาในลำคอ
***************
แอวริลฉันไม่รู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า? ถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่ช่วยรอฉันด้วยฉันสัญญาว่าฉันจะกลับไปหาเธอให้ได้ แต่ถ้าเธอไปอยู่บนสวรรค์แล้วก็ช่วยรอฉันด้วยเหมือนกัน หลังจากที่ฉันทำทุกอย่างที่ควรจะทำเสร็จฉันจะตามไปหาเธอ