เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1,020 เปิดสมอง 200%

ตอนที่ 1,020 เปิดสมอง 200%

ตอนที่ 1,020 เปิดสมอง 200%


ตอนที่ 1,020 เปิดสมอง 200%

เมื่อเซี่ยเฟยได้สติเขาก็รีบลุกขึ้นมานั่งในทันที จากนั้นชายหนุ่มก็เข้าสู่สภาวะของการฝึกฝนโดยไม่พูดอะไรสักคำ

สถานการณ์ของเซี่ยเฟยเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เพราะเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนริเวอร์ยังกังวลกับอาการของชายหนุ่มอยู่เลย แต่อีกไม่กี่วินาทีต่อมาเซี่ยเฟยกับลุกขึ้นมาฝึกฝนซะอย่างนั้น

สิ่งที่น่าตกตะลึงมากยิ่งกว่าคือหลังจากที่ชายหนุ่มเริ่มทำการฝึกฝนไปเพียงแค่ไม่กี่วินาที มันกลับมีแสงสว่างเปล่งประกายอย่างแวววาวเป็นสัญญาณว่าเขาสามารถเลื่อนระดับได้สำเร็จ

“เลื่อนระดับ!? เซี่ยเฟยเลื่อนระดับตอนนี้เนี่ยนะ” ลินนิจอุทานขึ้นมาอย่างตกใจ

ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชายหนุ่มในระหว่างการสลบไสลกันแน่ เพราะแม้แต่ลินนิจก็สัมผัสได้เพียงว่าเซี่ยเฟยพยายามหลอมรวมพลังกายและพลังวิญญาณเข้าด้วยกันเท่านั้นเอง

การรวมพลังที่แตกต่างกันนี้ย่อมเป็นเรื่องยากลำบากอย่างแน่นอน แม้แต่ช่วงเวลาแรก ๆ ชายหนุ่มก็รวมพลังเข้าด้วยกันอย่างเชื่องช้ามาก แต่จู่ ๆ หลังจากที่เซี่ยเฟยฟื้นขึ้นมาเขากลับเลื่อนระดับพลังไปยังขั้นต่อไปในคราวเดียว

นักรบทุกคนที่เห็นเหตุการณ์อันแปลกประหลาดนี้ถึงกับพูดไม่ออก เพราะท้ายที่สุดความเร็วในการเลื่อนระดับของเซี่ยเฟยมันก็ทำให้ทุกคนรู้สึกอิจฉาจนแทบจะกระอักเลือดตายแล้ว แต่ในตอนนี้ชายหนุ่มกลับได้เปิดเผยว่าแม้แต่ช่วงเวลาที่ตื่นขึ้นมาจากการสลบไสล เขาก็ยังสามารถเลื่อนระดับพลังของตัวเองได้แม้ว่าในตอนนี้เขาจะมีพลังอยู่ถึงระดับจอมเทพแล้วก็ตาม

“อีกไม่นานสกายวิงคงจะมีพระเจ้าคนที่ 2 สินะ”

“ฉันได้ยินว่าเซี่ยเฟยเพิ่งเข้ามาในดินแดนกฎได้เพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น แต่เขากลับกลายเป็นจอมเทพระดับสูงแล้ว สถิติการเลื่อนพลังที่เร็วขนาดนี้คงจะไม่มีใครสามารถเทียบเคียงกับเขาได้”

“เซี่ยเฟยเป็นเหมือนกับสัตว์ประหลาดจริง ๆ บางทีเขาอาจจะสามารถกวาดล้างทั้งตระกูลของเราได้โดยใช้มือเพียงแค่ข้างเดียว”

ผู้ที่แสดงความคิดเห็นออกมาคือผู้นำของตระกูลต่าง ๆ ที่กำลังชุมนุมหารือกันว่าหลังจากนี้ดินแดนกฎจะดำเนินต่อไปทางไหนดี

สงครามระหว่างพวกเขากับกองทัพดาร์คไนท์สิ้นสุดลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และถึงแม้ว่าพวกบลันท์จะหนีไปได้แต่มันก็ไม่เหลือข้อพิพาทระหว่างเผ่าพันธุ์อีกต่อไป เซี่ยกู่เฉิง,เครน, โอเชี่ยน, ซีน, โอลเดนและลีงโกต่างก็เป็นแกนนำที่จะคอยกำหนดเส้นทางของดินแดนกฎหลังจากนี้ต่อไป

อย่างไรก็ตามทุกคนก็เข้าใจกันดีว่าผู้นำจักรวาลหลังจากนี้คือตระกูลสกายวิงต่างหาก เพราะไม่เพียงแต่ในสกายวิงจะมีนักรบระดับพระเจ้าอย่างเซี่ยกู่เฉิงเท่านั้น แต่มันยังมีตัวตนอย่างเซี่ยเฟยที่ได้รับการสนับสนุนจากนักรบนิรนามอย่างริเวอร์อีกด้วย

ตระกูลผู้นำแห่งจักรวาลได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว และเซี่ยเฟยก็ถูกคาดหวังว่าจะกลายเป็นผู้นำจักรวาลในอนาคต

แม้ตอนนี้ชายหนุ่มจะไม่ใช่ดีม่อนวิงที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ด้วยศักยภาพที่เขาแสดงออกมาวันหนึ่งเขาย่อมขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของจักรวาลอย่างแน่นอน

หลังจากที่ได้เห็นการเลื่อนระดับของเซี่ยเฟย ทุกคนต่างก็คิดภายในใจว่าพวกเขาจะไม่เป็นศัตรูกับสกายวิงอย่างเด็ดขาด แม้แต่อดีตผู้สร้างทั้งห้าต่างก็มีความคิดเช่นนี้ปรากฏขึ้นภายในใจด้วยเช่นกัน

“ฮ่า ๆ ๆ ขอโทษด้วยนะที่การเลื่อนระดับของเซี่ยเฟยทำให้เกิดเสียงดังไปหน่อย พวกเราไปคุยกันที่อื่นดีกว่า” เซี่ยกู่เฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้มขณะหันหน้ามองไปทางเซี่ยเฟย

ทุกคนต่างก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ก่อนที่เซี่ยกู่เฉิงจะนำอดีตผู้สร้างทั้งห้าและผู้นำตระกูลจากทั้งฝั่งของเผ่าเทพ, เผ่ามาร, ผู้นำกลุ่มผู้พิทักษ์, ผู้นำกลุ่มกบฏและผู้นำหลาย ๆ คนของกลุ่มทหารรับจ้างไปพูดคุยเพื่อกำหนดเส้นทางของดินแดนกฎหลังจากนี้ต่อไป

หลังจากเลื่อนพลังสำเร็จชายหนุ่มก็ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายอย่างสงบ ท่ามกลางสายตาอิจฉาริษยาที่กำลังจับจ้องมาเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน

“ฉันไม่ได้นอนหลับสนิทแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ การที่ฝันว่าฉันกับแอวริลอยู่ด้วยกันมันเป็นความรู้สึกที่ดีมากจริง ๆ” เซี่ยเฟยพึมพำกับตัวเองโดยไม่สนใจสายตาที่กำลังจับจ้องมองมาทางเขาเลย

หา!

ทุกคนที่ได้ยินต่างก็อ้าปากค้างอย่างตกตะลึง เพราะในก่อนหน้านี้พวกเขาเห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเซี่ยเฟยตกอยู่ในอาการโคม่า แต่คนใกล้ตายกลับบอกว่าตัวเองฝันหวานแล้วตื่นขึ้นมาเลื่อนระดับได้ซะอย่างนั้น

ริเวอร์ยื่นมือออกไปเพื่อพยายามส่งพลังสำรวจร่างกายของเซี่ยเฟยว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็เปลี่ยนใจเก็บแขนกลับมาอย่างกะทันหัน เพราะในตอนนี้พลังงานภายในร่างของเขาเหลืออยู่เล็กน้อยมาก เขาจึงไม่ต้องการจะใช้พลังงานออกไปโดยเปล่าประโยชน์แม้แต่เพียงน้อยนิดก็ตาม

“พวกเราไปคุยกันที่อื่นเถอะ” ริเวอร์กล่าว

เซี่ยเฟยพยักหน้ารับก่อนที่จะลุกยืนขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมจะจากไป

หลังจากสงครามได้จบลงนักรบจากดินแดนกฎก็ถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกคือกลุ่มของผู้นำที่คอยหารือเพื่อสร้างดินแดนกฎขึ้นมาใหม่ กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มของผู้บาดเจ็บที่กำลังพักรักษาตัว กลุ่มที่ 3 คือนักรบที่กำลังเก็บกวาดตามหาสินสงคราม ส่วนนักรบกลุ่มที่ 4 คือกลุ่มที่ออกตามล่าพวกดาร์คไนท์ที่ยังเหลือรอดชีวิตอยู่อีกเล็กน้อย

“สรุปมันเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของนายกันแน่?” ลินนิจถาม

“สิ่งที่เกิดขึ้นมันคล้ายกับคลื่นน้ำที่กระทบเขื่อน โดยช่วงแรกเขื่อนแข็งแรงมากคลื่นน้ำเลยไม่สามารถส่งผลกระทบต่อเขื่อนได้มากเท่าไหร่ แต่หลังจากเวลาผ่านไปคลื่นน้ำก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เขื่อนพังทลายลงไปในที่สุด”

“ในตอนที่ฉันตื่นขึ้นมาฉันก็เลยได้พบกับคลื่นพลังภายในร่างกายอย่างรุนแรง ฉันจึงใช้คลื่นพลังพวกนั้นในการบุกทะลวงจนกลายเป็นจอมเทพขั้นที่ 6” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างสงบราวกับว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป

ทั้งลินนิจและริเวอร์ต่างก็รับฟังด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ก่อนที่ทั้งคู่จะสบตากันแล้วริเวอร์ได้ทำการสร้างโซลมาร์คขึ้นมาในอากาศ

“นี่คือสิ่งที่เรียกว่าโซลมาร์ค ซึ่งโดยปกติแล้วมันคือที่อยู่ของเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต เงื่อนไขจำเป็นในการเปิดโซลมาร์คขึ้นมาคือพื้นที่สมองส่วนที่ 7 จะต้องเปิดกว้างมากกว่า 90% ซึ่งเรื่องนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญของการใช้พลังวิญญาณ” ริเวอร์อธิบาย

“ต้องเป็นนักรบที่มีพื้นที่สมองส่วนที่ 7 เปิดออกมากกว่า 90% งั้นเหรอ? แบบนี้นักรบส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถใช้พลังวิญญาณได้น่ะสิ” เซี่ยเฟยถามอย่างประหลาดใจ

“ใช่ ระดับของนักรบก็ถูกแบ่งชั้นไปตามพีระมิดนั่นแหละ มีเพียงนักรบแค่ไม่กี่คนที่สามารถปีนป่ายขึ้นไปได้จนถึงยอดพีระมิด ถ้าทั่วทั้งจักรวาลเต็มไปด้วยนักรบชั้นยอดจักรวาลก็คงจะวุ่นวายมากกว่านี้แล้ว เพราะทุกคนต่างก็มีพลังที่จะทำลายกาแล็กซีได้ด้วยตัวคนเดียว”

“ยกตัวอย่างเช่น นายที่มีต้นทุนเป็นพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ที่ถูกเปิดออกทั้ง 100% แต่เหตุผลที่นายมีความก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้ มันก็ไม่ใช่เพียงเพราะพรสวรรค์ติดตัวตั้งแต่กำเนิดเท่านั้น แต่มันยังรวมถึงความพยายามอย่างไม่ยอมแพ้ของนายอีกด้วย”

“ลักษณะนิสัยเหล่านี้ต่างก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นายขึ้นมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ แต่ประเด็นสำคัญคือพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ของนายไม่ได้มีความกว้าง 100% อีกต่อไป แต่มันถูกเปิดออกเพิ่มเป็น 200% เรียบร้อยแล้ว” ลินนิจอธิบายอย่างตื่นเต้น เพราะไม่เพียงแต่เซี่ยเฟยจะสามารถเปิดโซลมาร์คได้ล่วงหน้าเท่านั้น แต่หลังจากสงครามในครั้งนี้ชายหนุ่มยังสามารถเปิดความกว้างของสมองได้ถึง 200% อีกด้วย

“เปิดสมองได้ 200% มันน่าแปลกใจขนาดนั้นเลยเหรอ? ทำไมคุณถึงต้องตกใจขนาดนั้นด้วย” เซี่ยเฟยถามอย่างสงสัย

“ความแข็งแกร่งทางกายภาพและความแข็งแกร่งทางด้านวิญญาณมีการทับซ้อนกันอยู่ การพัฒนาทางกายภาพอย่างแข็งแกร่งก็จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทางด้านวิญญาณด้วยเหมือนกัน สาเหตุที่พวกเราตกใจมากขนาดนี้นั่นก็เพราะสมองของนายได้พัฒนาไปจนถึงจุดสูงสุดแล้ว”

“โดยปกตินักรบเป็นจำนวนมากจะเปิดใช้งานสมองได้ถึง 100% เมื่อพวกเขาเปิดใช้งานโซลมาร์คได้แล้วเท่านั้น แต่ทั้งอักขระกฎและผนึกวิญญาณต่างก็ต้องถูกเก็บไว้ในสมองด้วยเช่นกัน การมีสมองที่เปิดออกน้อยจนเกินไปย่อมจำกัดการพัฒนาของนักรบโดยไม่ต้องสงสัยเลย”

“แต่ในตอนนี้คุณได้พัฒนาสมองไปจนถึง 200% แล้ว และถึงแม้ว่าในอนาคตสมองของคุณจะไม่เปิดกว้างมากขึ้น แต่โดยรวมคุณก็ยังคงมีสมองที่เปิดกว้างมากอยู่ดี” ริเวอร์อธิบายอย่างจริงจัง

“การมีพื้นที่สมองเปิดกว้าง 200% มันยังไม่ถึงขีดจำกัดสินะ ถ้าหากว่าผมพัฒนามากขึ้นสมองของผมก็คงจะขยายกว้างต่อไปด้วย” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างสบาย ๆ

“เซี่ยเฟยยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสมองของตัวเองมันน่าอัศจรรย์มากแค่ไหน” ลินนิจกระซิบกับริเวอร์แค่สองคน

“ฉันก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเขาจะอยากพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ คนทั่วไปแทบที่จะไม่สามารถเปิดสมองได้ถึง 180% ด้วยซ้ำ แค่การเปิดสมองได้ถึง 190% ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะที่เหนือเกินกว่าอัจฉริยะแล้ว”

“แต่เซี่ยเฟยกลับเปิดสมองได้ถึง 200% ทั้ง ๆ ที่มีผนึกวิญญาณเพียงแค่อันเดียว เท่าที่ฉันจำได้แม้แต่สมาชิกของออโรร่าก็ไม่มีใครเปิดสมองได้ถึง 200% ด้วยเหมือนกัน” ริเวอร์กล่าว

พื้นที่สมองส่วนที่ 7 ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งถูกเตรียมเอาไว้สำหรับพลังทางกายภาพ ขณะที่อีกส่วนถูกเตรียมเอาไว้สำหรับรองรับพลังวิญญาณ โดยสรุปก็คือทุกคนต่างก็คิดว่าการเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ได้ถึง 200% ถือได้ว่าเป็นขีดจำกัดของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดแล้ว

ความกว้างของสมองส่วนที่ 7 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อจำนวนของอักขระกฎและจำนวนของผนึกวิญญาณที่เก็บได้ มันจึงอาจจะกล่าวได้เหมือนกันว่าผู้ที่มีสมองเปิดกว้างมากกว่าจึงเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์สูงกว่าผู้ที่มีสมองเปิดออกกว้างน้อยกว่านั้นเอง”

ผนึกวิญญาณในสมองคือพื้นที่สำหรับการกักเก็บพลังวิญญาณเอาไว้คล้ายกับอักขระกฎที่มีเอาไว้สำหรับการกักเก็บพลังงานด้วยเช่นกัน การที่เซี่ยเฟยมีผนึกวิญญาณที่สมบูรณ์มันก็จะช่วยให้เขากักเก็บพลังงานได้เพิ่มมากขึ้น และเมื่อมันประกอบกับพลังในการดูดวิญญาณของเนอร์วาน่า มันก็จะเป็นเพียงแค่เรื่องของเวลาก่อนที่เขาจะขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของจักรวาล

ในอีกด้านหนึ่งบทสนทนาระหว่างผู้นำตระกูลต่าง ๆ ก็เป็นไปอย่างมีชีวิตชีวา ซึ่งทุกคนต่างก็มีความสุขมากที่ทุกกองกำลังได้ยุติข้อบาดหมางและกลับกลายมาเป็นพันธมิตรกันแบบนี้

บางคนมีการเสนอให้ขยายขอบเขตพื้นที่ดินแดนกฎไปทั่วทั้งจักรวาล ขณะที่บางคนก็เสนอให้พวกเขาทำการคัดเลือกผู้นำคนใหม่ขึ้นมาก่อน

ทันใดนั้นโมเสสผู้ซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่มผู้พิทักษ์ก็มองไปยังเครื่องสื่อสารภายในมืออย่างตกตะลึง ก่อนที่เขาจะเงยหน้าและพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดว่า

“ขอโทษด้วยที่ต้องขัดจังหวะ แต่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนพวกรีเวิร์สเริ่มจู่โจมประตูจักรวาลอย่างบ้าคลั่งแล้ว บางทีพวกเราอาจจะไม่สามารถปกป้องประตูจักรวาลเอาไว้ได้อีกต่อไป”

***************

ไม่ให้พักบ้างเลย พี่เฟยยังไม่ได้ไปส่งคุณตาเป็นครั้งสุดท้ายเลยนะ T^T

จบบทที่ ตอนที่ 1,020 เปิดสมอง 200%

คัดลอกลิงก์แล้ว