เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 999 ราชันย์ขั้นที่ 5

ตอนที่ 999 ราชันย์ขั้นที่ 5

ตอนที่ 999 ราชันย์ขั้นที่ 5


ตอนที่ 999 ราชันย์ขั้นที่ 5

ผู้พิทักษ์หลายร้อยคนไม่สามารถทำลายรีเวิร์สที่ปรากฏตัวขึ้นมาบริเวณค่ายของพวกเขาได้เป็นเวลานาน แต่อสูรกายที่ก่อความวุ่นวายไปทั่วทางค่ายกลับถูกเซี่ยเฟยสังหารจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน มันจึงทำให้กลุ่มผู้พิทักษ์เริ่มรู้สึกอับอายกับความอ่อนแอของตัวเอง

ฉัวะ!

ดาบกากบาทตัดผ่านร่างรีเวิร์สอย่างรุนแรงทำให้ร่างของมันค่อย ๆ แหลกสลายไป ก่อนที่จะไม่เหลือร่องรอยใด ๆ เอาไว้อีกเลย

“ปกป้อง…” แพนเดียนีพูดขึ้นมายังไม่ทันจบประโยค เซี่ยเฟยก็สังหารรีเวิร์สลงไปเรียบร้อยแล้ว

ความตั้งใจแรกของเขาคือการให้ผู้พิทักษ์ปกป้องเซี่ยเฟย แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในปัจจุบันมันก็เห็นได้ชัดว่าเซี่ยเฟยคือคนปกป้องกลุ่มผู้พิทักษ์

หากไม่ใช่เพราะเซี่ยเฟยเข้ามาแทรกแซง พวกเขาก็อาจจะต้องต่อสู้กับรีเวิร์สไปพักใหญ่ และมันย่อมมีการบาดเจ็บเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่มีทางที่พวกเขาจะสามารถสังหารอสูรกายนอกประตูจักรวาลได้อย่างง่ายดายขนาดนี้

ผู้พิทักษ์ทุกคนต่างก็จ้องมองไปยังเซี่ยเฟยอย่างตกตะลึง ไม่มีใครด่าว่าชายหนุ่มคนนี้ที่เข้าร่วมการต่อสู้โดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะสิ่งที่ทุกคนกำลังตกใจมากกว่าคือสิ่งที่เซี่ยเฟยสามารถสังหารรีเวิร์สได้ด้วยการโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

“เขาทำแบบนั้นได้ยังไง?”

“รีเวิร์สถูกสังหารภายใต้การโจมตีครั้งเดียวจริงเหรอ?!”

เซี่ยเฟยเมินเฉยคำถามจากกลุ่มผู้พิทักษ์และยื่นฝ่ามือออกไปคว้าวัตถุทรงรีในอากาศมาไว้ในมือ ท้ายที่สุดเขาก็เป็นคนสังหารรีเวิร์สตัวนี้ สิ่งที่ตกลงมาจากอสูรกายนอกประตูจักรวาลย่อมตกเป็นของของเขา

“ทุกคนช่วยรอก่อนได้ไหม มีอะไรพวกเราค่อยพูดคุยกันทีหลัง” เซี่ยเฟยกล่าวก่อนที่เขาจะนั่งลงทำการฝึกฝนท่ามกลางความตกตะลึงของกลุ่มผู้พิทักษ์

‘แปลกมาก! เมื่อกี้เขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรใช่ไหม? หรือว่านี่คือแรงสะท้อนกลับจากการที่เขาสังหารรีเวิร์ส?!’ แพนเดียนีคิดกับตัวเองภายในใจ เมื่อจู่ ๆ เซี่ยเฟยก็นั่งลงไปบนพื้นอย่างกะทันหัน

ทันใดนั้นแสงสีทองก็พุ่งเข้ามาจากระยะไกล ก่อนที่ผู้พิทักษ์คนหนึ่งจะรีบเข้ามากระซิบรายงานแพนเดียนีด้วยความตื่นตระหนก

“อะไรนะ?! ผู้นำสกายวิงทะลวงผ่านระดับกลายเป็นพระเจ้าไปแล้วงั้นเหรอ?” แพนเดียนีอุทานพร้อมกับร่างกายที่สั่นสะท้านด้วยความกลัว ขณะที่ผู้พิทักษ์คนอื่น ๆ ก็แสดงสีหน้าเหลือเชื่อออกมาด้วยเช่นกัน

“ใช่ครับ เซี่ยกู่เฉิงสามารถหยุดสงครามระหว่างสองเผ่าพันธุ์เอาไว้ได้ด้วยเงื่อนไขที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้” ผู้พิทักษ์รายงานอย่างตื่นเต้น

“เขาเสนอเงื่อนไขอะไร?” แพนเดียนีถาม

“เขาขอเวลาเปิดเผยแผนการทั้งหมด 7 วัน ถ้าหากในช่วงเวลานี้ไม่มีสงครามเขาก็เต็มใจที่จะเปิดเผยความลับในเรื่องที่ทำให้เขาสามารถพัฒนาจนกลายเป็นพระเจ้า”

“หา!”

เหล่าบรรดาผู้พิทักษ์ต่างก็ส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาอย่างตื่นเต้น เพราะการก้าวข้ามไปเป็นพระเจ้าไม่ได้เป็นเพียงความปรารถนาของจอมกฎในสองเผ่าพันธุ์เท่านั้น แต่มันยังเป็นเป้าหมายของผู้พิทักษ์อย่างเช่นพวกเขาด้วย

อีก 7 วันความลับของการเป็นพระเจ้าจะถูกเปิดเผย ข่าวนี้จึงเหมือนกับการโยนหินอุกกาบาตลงไปในทะเลสาบที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายไปทั่วทั้งจักรวาล

“สกายวิงจะน่าทึ่งมากเกินไปแล้ว! หลังจากนี้คงไม่มีใครสามารถมาขวางความยิ่งใหญ่ของพวกเขาได้อีกแล้ว” แพนเดียนีกล่าวขณะจ้องมองไปทางเซี่ยเฟย

ไม่ว่ากลุ่มผู้พิทักษ์จะประหลาดใจกับข่าวของบรรพบุรุษแค่ไหน แต่เซี่ยเฟยก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับกลุ่มคนเหล่านี้เลย เพราะหลังจากที่เขาใช้เนอร์วาน่าสังหารรีเวิร์ส มันก็ทำให้ทั้งตัวเขาและเนอร์วาน่าต่างก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาพร้อม ๆ กัน

ความรู้สึกนี้คล้ายกับความรู้สึกในตอนที่เขายังเด็กที่กระดูกและกล้ามเนื้อถูกยืดออกในทุกค่ำคืน แน่นอนว่ากระบวนการนี้ไม่ได้สร้างความเจ็บปวดให้กับร่างกาย เพียงแต่เซี่ยเฟยสัมผัสได้ว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในร่างกายของเขา

“อย่ากังวล มันคือพลังวิญญาณ เแค่ค่อย ๆ สัมผัสกับมันไปก็พอ” ลินนิจอธิบายท่ามกลางความประหลาดใจ

เซี่ยเฟยพยักหน้ารับเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไร

หากลินนิจต้องการจะช่วยเซี่ยเฟยไขข้อสงสัย เขาย่อมอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างออกไปจนหมดแล้ว แต่เขาต้องการที่จะให้เซี่ยเฟยทำความเข้าใจพลังนี้ด้วยตัวเอง เขาจึงไม่อธิบายอะไรออกไปมากนัก

หลังจากเวลาผ่านพ้นไปไม่นานสีหน้าของเซี่ยเฟยก็ค่อย ๆ ผ่อนคลาย แม้แต่การหายใจก็กลับมาราบรื่นเหมือนช่วงเวลาปกติ

“ดีมาก! ดูเหมือนว่าเวลาที่นายจะเปิดโซล์มาร์คคงจะมาเร็วกว่าที่ฉันได้คาดการณ์ไว้” ลินนิจกล่าวพร้อมกับพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“โซล์มาร์ค?” เซี่ยเฟยอุทานอย่างสงสัย

“โซล์มาร์คคือพื้นที่สำคัญในการเปิดใช้งานพลังวิญญาณเหมือนกับพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ที่ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซับพลังจักรวาล และทำให้นักรบสามารถแสดงพลังออกมาได้เหนือธรรมชาตินั่นแหละ” ลินนิจกล่าว

“คุณจะบอกว่าโซล์มาร์คคืออีกหนึ่งระบบพลังของนักรบงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยถาม

“ถูกต้อง ทุกสิ่งในจักรวาลต่างก็มีข้อดีข้อเสียเป็นของตัวเองเช่นเดียวกับการมีหลุมขาวและหลุมดำ การมีพื้นที่ปกติและช่องว่างมิติที่อยู่คนละด้านกัน สิ่งเหล่านี้จะสร้างสมดุลย์ให้แก่กันและกันจนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าสมดุลย์แห่งจักรวาล”

“ชีวิตก็เหมือนกับจักรวาลที่มีด้านหนึ่งเป็นร่างกายและมีอีกด้านหนึ่งเป็นวิญญาณ แม้แต่คนธรรมดาที่ไม่อาจเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ขึ้นมาได้ก็อาจจะสามารถใช้พลังวิญญาณออกมาได้อย่างยิ่งใหญ่ด้วยเช่นเดียวกัน” ลินนิจกล่าว

“เรื่องนี้ผมเข้าใจ ผมมีเพื่อน ๆ มากมายบนดาวโลกที่ภายนอกพวกเขาดูธรรมดามาก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาจะต้องทำงานของตัวเอง พวกเขาจะระเบิดพลังงานออกมาอย่างมหาศาล ที่แท้ความลับของเรื่องนี้มันก็เป็นความลับในเรื่องที่เกี่ยวกับวิญญาณนี่เอง” เซี่ยเฟยกล่าว

“นายนี่ทำความเข้าใจได้เร็วจริง ๆ อย่างที่ฉันได้อธิบายเอาไว้ในตอนแรกว่าชีวิตประกอบไปด้วยร่างกายและวิญญาณ พื้นที่สมองส่วนที่ 7 เปรียบเสมือนกุญแจที่ช่วยปลดล็อกพลังงานในร่างกาย ขณะที่โซล์มาร์คเป็นกุญแจอีกดอกที่ช่วยปลดล็อกพลังทางวิญญาณ”

“เมื่อไหร่ก็ตามที่นายสามารถเปิดโซล์มาร์คออกมาได้สำเร็จ ทุกสิ่งที่นายเห็นมันก็จะแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ไม่ต่างไปจากการที่นายสามารถปลดล็อกพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ได้ในครั้งแรกเลย” ลินนิจกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เซี่ยเฟยทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้ไม่มากนักแต่มันก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมีเพียงเรื่องเดียวนั่นก็คือตราบใดก็ตามที่พลังวิญญาณสามารถทำให้เขาแข็งแกร่งได้แค่นั้นมันก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว

เมื่อเขาพัฒนาพลังเพิ่มมากขึ้นเขาก็รู้สึกว่าร่างกายของตัวเองใกล้ที่จะพัฒนามาจนถึงขีดจำกัดแล้ว การค้นพบพลังวิญญาณก็เหมือนกับการที่เขาได้ค้นพบเส้นทางใหม่ที่มันจะนำทางเขาไปยังโลกใบใหม่ที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่เนอร์วาน่าดูดกลืนมาจากรีเวิร์สไม่ใช่พลังงานตามปกติ แต่เป็นทั้งพลังจักรวาลและพลังวิญญาณในเวลาเดียวกัน จึงทำให้เซี่ยเฟยสามารถสัมผัสกับพลังวิญญาณได้ในที่สุด

“จำเอาไว้ว่านักรบที่แท้จริงไม่เพียงแต่จะต้องมีร่างกายอันแข็งแกร่งเท่านั้น แต่จะต้องมีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งด้วย” ลินนิจกล่าวอย่างเคร่งขรึมและเขาก็ค่อนข้างพอใจกับการทำความเข้าใจพลังวิญญาณของเซี่ยเฟย

“ดูนั่น! เซี่ยเฟยกำลังเลื่อน 2 ระดับ!!” ผู้พิทักษ์เกราะทองชี้นิ้วไปยังเซี่ยเฟยพร้อมกับอุทานขึ้นมาเสียงดัง

การเลื่อนระดับพลังมักจะมาพร้อมกับการส่องแสงสว่างอย่างเปล่งประกายอยู่เสมอ แสงสว่างส่งออกมาจากร่างของชายหนุ่ม 2 ครั้งสั้น ๆ ก่อนที่มันจะดับลงกลับสู่สภาวะปกติ

ปรากฏการณ์นี้คือเครื่องพิสูจน์อย่างดีว่าเซี่ยเฟยสามารถเลื่อนระดับถึง 2 ระดับได้ในพริบตา จากราชันย์ขั้นที่ 3 กลายเป็นราชันย์ขั้นที่ 5 เรียบร้อยแล้ว

เหตุการณ์นี้ทำให้เหล่าบรรดาผู้พิทักษ์พูดไม่ออกอย่างแท้จริง เพราะตอนแรกชายหนุ่มก็เริ่มจากการสังหารรีเวิร์สด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว จากนั้นผู้นำตระกูลของเซี่ยเฟยก็ประกาศศักดาว่าตัวเองพัฒนากลายเป็นพระเจ้าเทียบชั้นได้กับผู้สร้างดินแดนกฎทั้ง 13 คน ต่อมาเซี่ยเฟยก็เลื่อนพลังถึงสองระดับต่อหน้าทุกคนจนทำให้กลุ่มผู้พิทักษ์แทบที่จะลืมหายใจ

“สัตว์ประหลาด! สกายวิงเป็นตระกูลของสัตว์ประหลาดแน่ ๆ”

“หากในตระกูลของพวกเขามีแต่สัตว์ประหลาดแบบนี้แล้วใครจะไปท้าทายพวกเขาได้ ไม่เพียงแต่ผู้นำของพวกเขาจะกลายเป็นพระเจ้า แม้แต่สมาชิกภายในตระกูลก็ยังพัฒนาด้วยความเร็วที่บ้ามาก”

“ฉันว่าอีกไม่นานสกายวิงจะต้องต่อต้านดินแดนกฎทั้งหมดได้ด้วยตัวคนเดียวแน่ ๆ”

“เราคงไม่ต้องรอนานนักหรอก ฉันได้ยินมาว่าเป้าหมายของสกายวิงในครั้งนี้คือการเผชิญหน้ากับ 13 ผู้สร้าง”

“อะไรนะ?! สกายวิงต้องการที่จะท้าทายผู้สร้างงั้นเหรอ?”

“มันไม่มีเรื่องอะไรที่พวกเขาทำไม่ได้หรอกต่อให้พวกเขาท้าทายผู้สร้างจริง ๆ แต่ฉันก็ไม่รู้สึกแปลกใจอะไรเลย”

เหล่าผู้พิทักษ์ต่างก็เริ่มซุบซิบพูดคุยกันอย่างตกใจ ซึ่งโดยรวมแล้วพวกเขาก็มีความชื่นชมสกายวิงและปรารถนาที่จะสร้างความสัมพันธ์กับสกายวิงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

หากเมื่อก่อนจักรวาลนี้มี 5 กองกำลังหลักที่ประกอบไปด้วยเผ่าเทพ, เผ่ามาร, กลุ่มผู้พิทักษ์, กลุ่มกบฏและแดนเนรเทศ ตอนนี้กองกำลังของจักรวาลก็คงจะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 6 กองกำลังและกองกำลังนั้นก็คือตระกูลสกายวิงที่มีสมาชิกเพียงแค่ 50,000 คน!

“ขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้ทุกคนต้องรอ” ในที่สุดเซี่ยเฟยก็ลุกยืนขึ้นพร้อมกับหันไปคุยกับแพนเดียนีอย่างรู้สึกผิด

“ไม่เป็นไรเลย ถ้าหากวันนี้น้องชายเซี่ยเฟยไม่ได้ลงมือจัดการกับอสูรกาย พวกเราก็คงประสบกับปัญหาอย่างมากมายกว่าจะจัดการกับมันได้สำเร็จ พวกเรารีบกลับไปที่ค่ายแล้วเฉลิมฉลองกับชัยชนะในวันนี้กันเถอะ” แพนเดียนีกล่าวพร้อมกับกอดไหล่เซี่ยเฟยอย่างสนิทสนม

ชายหนุ่มพยักหน้ารับขณะนำวัตถุทรงไข่ออกมาถือไว้อย่างสับสน แต่หลังจากที่เขาได้ลองเปิดมันออกตามคำแนะนำของลินนิจ มันก็ทำให้เขาต้องตกใจเมื่อได้เห็นสิ่งที่บรรจุอยู่ภายในนั้น

***************

อะไร? คริสตัลต้นกำเนิดระดับ 9?

จบบทที่ ตอนที่ 999 ราชันย์ขั้นที่ 5

คัดลอกลิงก์แล้ว