- หน้าแรก
- ผู้เล่นสุดโหด โหมดนรกประจัญบาน
- บทที่ 40 เพลิงปีศาจ
บทที่ 40 เพลิงปีศาจ
บทที่ 40 เพลิงปีศาจ
"พระเขลายังพอสอนสั่ง แต่ปีศาจคลั่งต้องล้างให้สิ้นซาก?"
หวังตั้นขมวดคิ้ว พลางพึมพำบทกวีครึ่งบทนั้นซ้ำไปซ้ำมา ทันใดนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้น ยืดหลังตรง ชุดนักพรต รอบกายสะบัดพริ้วเองทั้งที่ไม่มีลม หนวดเคราที่เคยจัดไว้อย่างเรียบร้อยกลับบิดเบี้ยวเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต
ร่างที่ผอมเกร็งราวกับกิ่งไม้แห้งกลับแผ่ซ่านไอปีศาจสีดำสนิทราวกับน้ำหมึกออกมาอย่างมหาศาล
ไอปีศาจนั้นหนาแน่นดุจผืนผ้าไหม เข้าปกคลุมมหาวิหารไปทั่ว แม้จะดูเลือนลางแต่กลับมีความกดดันมหาศาล ทำให้ทุกคนรู้สึกหายใจลำบากจนแทบจะสิ้นสติ
ปีศาจซันเซียวตนนี้มีหลายสถานะ... เป็นทั้งพระ นักพรต มนุษย์ และมาร
ยามสวมบทบาทเป็นพระ เขาก็คือเจ้าอาวาสวัดกู่หานผู้เปี่ยมเมตตา
ยามสวมบทบาทเป็นนักพรต เขาก็คือผู้วิเศษที่ใช้ยาอายุวัฒนะล่อลวงขุนนางผู้สูงศักดิ์
ยามสวมบทบาทเป็นมนุษย์ เขาก็คือพ่อค้าผู้มั่งคั่งหวังตั้นแห่งเมืองหนานจิงผู้ใจกว้าง
จะมีก็เพียงแค่ 'มาร' เท่านั้นที่ซันเซียวไม่ต้องสวมบทบาท เพราะโดยสันดานมันคือปีศาจที่ดุร้าย กินเลือดกินเนื้อ และโหดเหี้ยมถึงขีดสุด
"ฮ่าๆๆๆๆๆ"
หวังตั้นสะบัดแขนเสื้อเต้าเผาพลางหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "แกบอกว่าข้าคือปีศาจงั้นเรอะ?"
เขาก้าวเท้าออกไปกลางอากาศเบาๆ พื้นหินเบื้องล่างมหาวิหารกลับพังครืนลงมาเป็นรอยเท้าขนาดยักษ์
"แกบอกว่าข้าคือมารงั้นเรอะ?"
เขาก้าวเท้าออกไปอีกก้าว ปีศาจชั้นต่ำที่อยู่ข้างวิหารและมีตบะไม่ถึงขั้น ต่างถูกแรงกดดันนี้กดจนกระดูกสันหลังหักงอ พากันหมอบกราบลงบนฐานพระพุทธรูปด้วยความหวาดกลัว ร่างกายสั่นสะท้าน เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกมาจากทวารทั้งเจ็ด
"แกบอกว่าข้าคือหายนะงั้นเรอะ?"
เขาก้าวก้าวที่สามออกมา หนวดเคราสีขาวสะบัดพริ้ว มือที่เหี่ยวย่นตวัดกวาดสร้างพายุไอปีศาจสีดำทมิฬออกมา
พายุนั้นตอนแรกโค้งดั่งพระจันทร์เสี้ยว เล็กบางดั่งใบหลิว แต่เมื่อพุ่งออกมามันกลับขยายใหญ่และแปรเปลี่ยนรูปร่างจนกลายเป็นกองทัพทหารโครงกระดูกที่สวมชุดเกราะครบชุดและมีสีหน้าดุร้ายสยดสยอง
"ฆ่า!"
เหล่าทหารโครงกระดูกที่สร้างจากไอปีศาจ มีเปลวไฟปีศาจสีน้ำเงินลุกโชนรอบกายพลางคำรามลั่นขณะบุกตะลุยเข้าหาทีมภารกิจ
ปีศาจชั้นต่ำตนไหนที่หลบไม่ทัน เพียงแค่ถูกอาวุธในมือทหารโครงกระดูกสะกิดผ่าน ร่างกายก็เริ่มเน่าเปื่อยพุพองอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่กี่ลมหายใจ ร่างเหล่านั้นก็ละลายกลายเป็นกองหนองสีเหลืองปนเขียว แม้แต่เสียงร้องขอความช่วยเหลือยังติดอยู่ที่ลำคอระเบิดออกมาไม่ทัน
ฝูงปีศาจและภูตผีตนอื่นที่มีกำลังพอจะขยับตัวได้ภายใต้แรงกดดัน ต่างก็พากันหนีตายออกจากมหาวิหารราวกับน้ำป่าไหลหลาก
ไม่มีปีศาจตนไหนอยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ครั้งนี้ ทั้งไม่กล้า ไม่ยอม และทำไม่ได้
พวกมันอย่างมากก็แค่กลัวการตามเช็คบิลของซันเซียวในภายหลัง จึงคิดจะยืนดูอยู่ข้างนอกวิหารแล้วคอยโจมตีสนับสนุนไกลๆ บ้าง
หรือตะโกน "ท่านนักพรตหวังตั้นเกรียงไกร!" เพื่อรักษาหน้าไปวันๆ แต่จะให้เอาชีวิตไปเสี่ยงในวิหารน่ะไม่มีทางเด็ดขาด ปีศาจที่มาร่วมงานเลี้ยงล้วนเป็นพวกหน้าหนาและเอาตัวรอดเก่งทั้งนั้น
เพราะปีศาจจำพวกที่สมองไม่ดีและใช้พลังปีศาจทำชั่วสุ่มสี่สุ่มห้า มักจะถูกนักพรต หลวงจีน หรือมือปราบของทางการกำจัดไปจนสิ้นซากนานแล้ว
แต่แม้จะหนีออกมาถึงลานวัด เหล่าปีศาจก็ยังรับรู้ได้ถึงพลังปราณปีศาจอันมหาศาลของหวังตั้นจนใจสั่นขวัญแขวน ขณะเดียวกันก็อดสงสัยไม่ได้ว่า 'ยาเม็ดร้อยปีศาจ' นั่นมันได้ผลดีขนาดนี้เลยหรือ ถึงทำให้ซันเซียวมีตบะพุ่งพรวดพราดขึ้นมาได้ขนาดนี้ภายในเวลาแค่ปีเดียว
ภายในวิหาร เมื่อเผชิญหน้ากับทหารโครงกระดูกที่บุกเข้ามา ว่านหลี่เฟิงเตาแค่นเสียงเหอะพลางชักกระบี่สามฟุตที่ชื่อ 'จั้นหลง' ออกมาจากเอว
เคร้ง
เมื่อมองไป กระบี่เล่มนั้นราวกับแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหมู่เมฆ เย็นเยียบจับใจ แผ่รังสีแห่งแสงเจิดจ้าดั่งอัสนีบาต ภายใต้แสงกระบี่นั้น แม้แต่ใบหน้าของว่านหลี่เฟิงเตาที่ดู 'แก่เกินอายุ' ไปหลายสิบปี ก็ยังดูเคร่งขรึมและสง่างามขึ้นมาถนัดตา
'กระบี่สามฟุตในฝักของรุ่นพี่ เคยบุกลงสระอู๋เพื่อสังหารโอรสพญามังกร'
ว่านหลี่เฟิงเตาทวนคำในใจที่ไม่มีใครรู้ ก่อนจะพุ่งกระบี่เข้าไปในค่ายกลทหารโครงกระดูก
ทั้งฟัน ทั้งแทง ทั้งหมุน ทั้งฟาดฟัน
แสงกระบี่วูบวาบดั่งหมู่ดาว เขาฝ่าดงอาวุธนานาชนิดออกมา ท่ามกลางเสียงโลหะปะทะกันเขาก็พุ่งทะลวงออกจากวงล้อม แล้วปักกระบี่กลับเข้าฝักอย่างเงียบสงัด
เบื้องหลังของเขา ทหารโครงกระดูกที่ยังชูอาวุธค้างอยู่พลันแข็งทื่อไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพังทะลายลงเป็นหน้ากอง
"เล่นกระบี่งั้นรึ?"
"หวังตั้นแค่นยิ้มเย็นขณะลอยตัวอยู่กลางอากาศ เขาชูแขนทั้งสองข้างขึ้นขนานกับลำตัว ยืนเหยียดขาข้างเดียวในท่า 'ไก่ทองยืนขาเดียว' ก่อนจะกระทืบเท้าลงสู่เบื้องล่างอย่างแช่มช้า ทว่ากลับส่งพลังกดดันมหาศาลลงมา!"
ไอปีศาจสีหมึกในวิหารที่เคยดูบางเบาราวกับผ้าไหม กลับม้วนตัว ปั่นป่วน และรวมตัวกันจนหนาทึบดั่งเมฆดำทมิฬที่ปิดบังดวงอาทิตย์ แล้วกดทับลงมาใส่ทุกคนพร้อมกัน
ว่านหลี่เฟิงเตาสีหน้าเปลี่ยนไปทันที มือของเขากดแน่นอยู่ที่ฝักกระบี่
ทุกคนรู้สึกหนังหัวชาไปหมด ขนลุกซู่ไปทั้งตัว อากาศรอบกายหนักอึ้งราวกับถูกแช่แข็ง แม้แต่การหายใจที่เป็นเรื่องง่ายๆ ในยามปกติ กลับต้องใช้แรงจากปอดและทรวงอกอย่างสุดกำลังถึงจะทำได้
"กระจายตัว!"
สิงเหอโฉ่วคำรามลั่น แสงสีทองวาบขึ้นรอบกาย ปรากฏ 'ชุดเกราะเหล็กโบราณ' บนร่างที่กำยำของเขา
ชุดเกราะนั้นประกอบด้วยแผ่นเกราะเกล็ดปลากว่าหนึ่งพันห้าร้อยชิ้น และแผ่นเกราะยาวอีกกว่าหกร้อยชิ้นถักร้อยเข้าด้วยกัน บริเวณหน้าอกและหลังมีแผ่นโลหะกลมที่ขัดเงาวับดั่งกระจกเงาประดับอยู่ ทั้งหมวกเกราะ เกราะคอ เกราะหู เกราะไหล่ลายหัวเสือ เกราะแขนลายมังกร กระโปรงเกราะ และเกราะหน้าแข้งล้วนครบครัน
[ชื่อ: เกราะหมิงกวง]
[ประเภท: อุปกรณ์ป้องกัน]
[คุณภาพ: หายาก]
[พลังป้องกัน: ปานกลาง]
[เอฟเฟกต์พิเศษ 1: ไม่ย่อท้อ (เพิ่มขีดจำกัดพลังกายของผู้สวมใส่ 20% โดยอัตโนมัติ)]
[เอฟเฟกต์พิเศษ 2: ทรหด (เพิ่มความต้านทานสถานะ ลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการมึนงง เชื่องช้า หรือหวาดกลัวที่ผู้สวมใส่ได้รับ)]
[หมายเหตุ: แสงอาทิตย์สาดส่อง ใต้หล้าล้วนสว่างไสว]
สิงเหอโฉ่วในชุดเกราะสีทองย่อเข่าลง เกราะเข่าลายหัวหมาป่ากระทบกับกระโปรงเกราะเหล็กส่งเสียงเสียดสีดังแสบหู พื้นหินที่แข็งแกร่งใต้เท้าแตกกระจายออกเป็นใยแมงมุมเพราะแรงกดมหาศาล
ในพริบตาต่อมา เขาพุ่งตัวขึ้นสู่เบื้องบน หมัดเหล็กทั้งสองข้างราวกับลูกปืนใหญ่ กระแทกเข้าหากลุ่มเมฆไอปีศาจสีดำนั้นทันที
'เมฆดำกดทับจนเมืองแทบพังทลาย แสงจากเกราะสะท้อนดวงตะวันดั่งเกล็ดทองคำแผ่กระจาย!'
ทีมภารกิจเตรียมพร้อมสำหรับวันนี้มานานแล้ว ทันทีที่สิงเหอโฉ่วตะโกนว่า "กระจายตัว" ทุกคนก็แยกย้ายกันออกไปตามสัญชาตญาณ
ว่านหลี่เฟิงเตาที่เชี่ยวชาญวิชาตัวเบาที่สุด กระโดดทะยานไปมาระหว่างเสาซ้ายขวา อาศัยจังหวะที่สิงเหอโฉ่วดึงความสนใจของหวังตั้น เร่งความเร็วขึ้นจนถึงขีดสุด เขาพุ่งผ่านกระถางธูปหน้าวิหารไปอย่างรวดเร็ว แล้วคว้ารอบเอวของหญิงสาวที่ชื่อ 'หงเหนียง' ไว้ ก่อนจะร่อนลงสู่พื้นอย่างแผ่วเบา
"อยู่ตรงนี้ อย่าขยับ"
ว่านหลี่เฟิงเตาสั่งอย่างรวดเร็ว แล้วรีบหันไปมอง เห็นสิงเหอโฉ่วในชุดเกราะทองพุ่งทะลวงเข้าไปในเมฆดำ หมัดทั้งสองภายใต้เกราะเหล็กปะทะเข้ากับฝ่าเท้าของปีศาจซันเซียวเข้าอย่างจัง
เปรี้ยง
เสียงปะทะราวกับโลหะยักษ์ฟาดกันดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ววิหาร คลื่นกระแทกที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าระเบิดเมฆดำให้กระจายออกไปรอบทิศทาง
หวังตั้นที่ลอยอยู่กลางอากาศกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าวถึงจะทรงตัวได้
ส่วนสิงเหอโฉ่วกลับร่วงลงสู่พื้นอย่างรุนแรง ง่ามนิ้วภายใต้เกราะแขนเหล็กฉีกขาดจนเลือดไหลซึม หมัดที่กำแน่นสั่นระริกไม่หยุด
เขารู้สึกขมปร่าในลำคอ จึงกลั้นใจกลืนเลือดกลับลงไป พยายามพยุงตัวลุกขึ้นยืนแล้วมองไปยังหวังตั้นด้วยสายตานิ่งสงบ แต่ในดวงตาคู่นั้นกลับมีไฟแห่งการต่อสู้ลุกโชน
"เหอะ"
หวังตั้นแค่นเสียงเย็นพลาลูบเครา เขาตวัดแขนเสื้อไขว้มือไว้เบื้องหลัง ปล่อยให้ชายชุดนักพรตสะบัดพริ้วอย่างรุนแรงตามแรงลม ขณะที่ไอปีศาจรอบกายเริ่มควบแน่นจนกลายเป็นกลุ่มเมฆดำทมิฬอีกครา
"ไฟยืมแรงลม ลมส่งเสริมไฟ!"
ดวงตาของนักพรตปีศาจไร้ซึ่งความรู้สึก เขาจ้องมองมดปลวกเบื้องล่างด้วยความเฉยเมยพลางเอ่ยเรียบๆ
เมฆดำเบื้องหลังเขา ราวกับบ่อน้ำมันที่ถูกโยนไม้ขีดไฟลงไป ตอนแรกเป็นเพียงประกายไฟริบหรี่ แต่เพียงอึดใจเดียวกลับลุกโชนโชติช่วง!
เมฆสีดำทั้งกลุ่มลุกเป็นไฟ แสงไฟนั้นไม่ได้เป็นสีส้มอบอุ่น แต่กลับเป็นสีน้ำเงินเข้ม เย็นยะเยือก และไม่มีไอความร้อนแม้แต่น้อย
เมฆอัคคีสีน้ำเงินนั้นบิดเบี้ยวและพุ่งสูงขึ้น ราวกับวิญญาณร้ายที่คอยตามหลอกหลอน มันแผดเผาจนหลังคาสีทองของมหาวิหารละลายหายไป สิ่งของที่มันสัมผัสล้วนหลอมละลาย ในพริบตาเดียว ทั้งอิฐกระเบื้อง ขื่อคาน และผนังก็ถล่มลงมา ท่ามกลางฝุ่นควันที่คละคลุ้ง มหาวิหารที่หลังคาหายไปครึ่งหนึ่งก็เผยโฉมออกมาภายใต้แสงจันทร์
"เพลิงปีศาจสาดส่องรุนแรงจริงๆ"
หลี่อังเดาะลิ้นเบาๆ สีหน้าดูเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ไฟปีศาจนี้ใครโดนเข้าไปถ้าไม่บาดเจ็บสาหัสก็ต้องตายสถานเดียว มันน่ากลัวยิ่งกว่าระเบิดฟอสฟอรัสขาวเสียอีก และเขาไม่คิดจะทดสอบเลยว่าร่างกายมนุษย์ธรรมดาจะต้านทานเปลวไฟปีศาจนี้ได้นานแค่ไหน
...........