- หน้าแรก
- ผู้เล่นสุดโหด โหมดนรกประจัญบาน
- บทที่ 36 มงกุฎหวังตั้น
บทที่ 36 มงกุฎหวังตั้น
บทที่ 36 มงกุฎหวังตั้น
เหล่าปีศาจจำนวนมากต่างลอบสังเกตด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก็พบว่าทรงกลมสีเขียวนั้นไม่ได้แสดงคุณสมบัติเหนือธรรมชาติใดๆ ออกมาเลย มันเป็นเพียงผลไม้หรือเมล็ดพันธุ์พืชธรรมดาๆ เท่านั้นเอง
แค่นี้เนี่ยนะ? ทำเอาพวกปีศาจผิดหวังกันเป็นแถว
ทว่าในจังหวะที่ฝูงปีศาจกำลังเบะปากอยู่นั้น กลับเห็นนักพรตเสือที่สวมชุดเต๋าเกิดอาการตัวสั่นเทิ้มดวงตาเหม่อลอย ลิ้นสีแดงฉานเลียริมฝีปากไม่หยุด แถมยังมีน้ำลายไหลยืดหยดติ๋งๆ ลงมาที่มุมปากอีกต่างหาก
"เฮ้? พี่เสือ ท่านเป็นอะไรไปน่ะ?" ปีศาจที่รู้จักกันข้างๆ เอ่ยถามอย่างลังเล
แต่นักพรตเสือกลับไม่สนใจ เขาก้าวเท้าโซซัดโซเซตรงเข้าไปหาหลี่อัง พลางกลืนน้ำลายแล้วเอ่ยถามว่า "ผลไม้ลูกนี้ขายยังไง?"
หลี่อังปิดฝากล่องไม้ลง "แลกกับของวิเศษหรือของแปลกๆ อะไรก็ได้"
นักพรตเสือเอื้อมมือเข้าไปในแขนเสื้อชุดเต๋าของตน แล้วหยิบเชือกยาวโปร่งใสที่มีลักษณะคล้ายเชือกกระโดดออกมาเส้นหนึ่ง
"เอ็นกวางซิก้าแก้มน้ำตาล!" ปีศาจที่ตาถึงบางตนอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา "เอ็นกวางนี่ทั้งเหนียวและยืดหยุ่นมาก ดาบฟันไม่ขาด ไฟเผาไม่ไหม้ เป็นวัตถุดิบชั้นดีสำหรับพวกมนุษย์ในการทำหน้าไม้เตียง แม้แต่นักพรตพเนจรสมัยก่อนยังใช้มันทำเป็นเข็มขัดเลยนะ"
หลี่อังพยักหน้า รับเอาเอ็นกวางมาเก็บไว้ แล้วส่งกล่องไม้ให้กับนักพรตเสือ
นักพรตเสือเปิดกล่องไม้ออก ปีกจมูกขยับฟุดฟิดเพื่อสูดดมกลิ่นกัญชาแมวเข้าไปสองสามครั้ง เขาขยับกลืนน้ำลายก่อนจะปิดกล่องไม้ลงอย่างอาลัยอาวรณ์ เขามีลางสังหรณ์ว่า ผลไม้พืชพรรณลูกนี้จะช่วยให้เขาเข้าใกล้สภาวะ 'ฌาน' ได้มากขึ้นเวลาทำสมาธิ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียรอย่างมหาศาล
ว่านหลี่เฟิงเตาที่เห็นกับตาว่าหลี่อังใช้ 'กัญชาแมว' จากเถาเป่าแลกกับไอเทมระดับเหนือธรรมชาติมาได้ ถึงกับอ้าปากค้างจนกรามแทบหลุด เขากระซิบถามหลี่อังว่า "ช่องเก็บของมันเก็บได้แค่ยี่สิบชิ้นไม่ใช่เหรอ? นายตัดใจสละช่องหนึ่งเพื่อใส่ของพื้นๆ อย่างกัญชาแมวเนี่ยนะ?"
"ช่องเก็บของน่ะเก็บได้ยี่สิบชิ้นจริงๆ นั่นแหละ แต่สิ่งที่ฉันซื้อมาจากเถาเป่าคือ 'ถุงโชคดี' ราคาห้าร้อยหยวนที่ข้างในบรรจุของใช้ในชีวิตประจำวันสารพัดอย่าง ในนั้นมีทั้งหวี, ยาสีฟัน, แปรงสีฟัน, แชมพู, ขนมกินเล่น, มีดโกนหนวด ไปจนถึงไฟแช็ก, อาหารสุนัข และกัญชาแมว"
หลี่อังอธิบายเบาๆ "ถุงโชคดีแบบนี้มีปริมาณเยอะมาก ของข้างในก็แปลกประหลาดสารพัดอย่าง ไม่แน่ว่าอาจจะได้ใช้ในภารกิจไหนสักแห่ง และที่สำคัญคือถุงโชคดีทั้งถุงถูกระบบตัดสินว่าเป็นไอเทมเพียงชิ้นเดียว ดังนั้นมันจึงคุ้มค่าที่จะสละพื้นที่ในช่องเก็บของเพื่อวางมันไว้"
ยัง... ยังมีทริคแบบนี้ด้วยเหรอ?
ว่านหลี่เฟิงเตามองหลี่อังด้วยความอึ้ง ทึ่ง เสียว โดยหารู้ไม่ว่าในตอนแรกเพื่อให้ได้มาซึ่งการทดสอบขีดจำกัดของระบบ หลี่อังได้วางขั้นตอนการทดลองอย่างเข้มงวด วางตารางการทดสอบเชิงวิทยาศาสตร์ และใช้พลังงานไปมหาศาลขนาดไหน
ถุงโชคดีที่ซื้อจากเถาเป่าถูกนับเป็นไอเทมหนึ่งชิ้น แต่ถ้าเขานำของหลายอย่างมายัดใส่ถุงด้วยตัวเอง ระบบจะไม่นับว่าเป็นไอเทมชิ้นเดียวกัน การตัดสินของระบบที่ดูไร้เหตุผลแบบนี้ ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของสมรภูมิสังหารเลยทีเดียว
หลังจากเสร็จสิ้นการแลกเปลี่ยนกับนักพรตเสือ บรรยากาศในที่แห่งนั้นก็คึกคักขึ้นมาก
หลี่อังใช้กล้องยาสูบราคาสี่ร้อยหยวน แลกเปลี่ยน 'เสื้อขนหนูไฟ' ที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิในตัว ให้ความอบอุ่นในฤดูหนาวและเย็นสบายในฤดูร้อนมาจากปีศาจหนู
ใช้ยาทาแก้สิวคลินดามัยซินราคาเบาๆ ยี่สิบสี่หยวน แลกกับชิ้นส่วนผิวหนังสีเขียวอี๋ที่เต็มไปด้วยโรคร้ายแรงมาจากผีโรคระบาด
ใช้ยาหยอดตาเมนโทลาทั่มแก้ปวดตาที่ราคาแค่ห้าสิบหกหยวน แลกกับกระดูกสันหลังยาวกว่าสองเมตรมาจากเจ้ายักษ์ตาเดียวที่ใช้สายตาหนักเกินไป
สมาชิกคนอื่นๆ ในทีมภารกิจต่างพากันยืนดูหลี่อังใช้สินค้าเถาเป่ากองโต แลกเปลี่ยนสิ่งของประหลาดๆ สารพัดชนิดมาจากพวกปีศาจ ในหูของพวกเขาราวกับมีเสียงประกาศจากลำโพงโฆษณาตามร้านค้าดังขึ้นมาเป็นระยะ
"เวินโจว เจ้อเจียง! โรงงานกล้องยาสูบที่ใหญ่ที่สุดในเจียงหนานเจ๊งแล้ว! ไอ้เจ้าของเฮงซวยหวงเฮ้อ มันไปดื่มเหล้าเล่นพนันจนติดหนี้ก้อนโตสามร้อยห้าสิบล้าน แล้วก็พาน้องเมียหนีไปแล้ว! พวกเราไม่มีทางเลือก ต้องเอากล้องยาสูบตกค้างมาขายแทนค่าแรง! จากราคาเดิมสองสามร้อย ตอนนี้เหลือเพียงยี่สิบหยวนเท่านั้น! ยี่สิบหยวนเท่านั้น!"
"เก้าหยวนเก้าสิบ คุณซื้อไปไม่ขาดทุน เก้าหยวนเก้าสิบ คุณซื้อไปไม่โดนหลอก!"
"ล้างสต๊อกเลิกกิจการ ยอมขาดทุนประชดชีวิต วันสุดท้ายแล้วจ้า!"
การทำธุรกิจสำเร็จไปรายแล้วรายเล่าอย่างรวดเร็ว สำหรับหลี่อังแล้ว สินค้าเถาเป่าราคาถูกพวกนี้สามารถนำไปแลกเป็นไอเทมพิเศษที่เอาไปขายคืนให้มอลล์ของระบบเพื่อแลกเป็นเหรียญเกมอันล้ำค่าได้
ส่วนสำหรับพวกปีศาจ ของที่พวกมันถืออยู่ในมือซึ่งเป็นขยะร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ไม่สามารถนำไปหลอมเป็นของวิเศษได้เลยนั้น...
กลับสามารถแลกของจากโพ้นทะเลที่มีประโยชน์พิเศษอย่างกล้องยาสูบที่ช่วย "รวบรวมสมาธิส่งเสริมการบำเพ็ญเพียร" ได้ แบบนี้ก็ถือว่ากำไรเห็นๆ
ทั้งสองฝ่ายต่างมีความสุข แฮปปี้กันไปทุกฝ่าย
การบาร์เทอร์แลกเปลี่ยนของกันดำเนินมาจนถึงช่วงท้าย หลี่อังมองกระเป๋าเป้ที่พองโตจนเต็มไปด้วย "ขยะ" สารพัดอย่าง แล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจว่า งานพ่อค้าคนกลางรับมาขายไปนี่มันหาเงินไวดีจริงๆ
ทันใดนั้นเอง ลมเย็นยะเยือกสายหนึ่งก็พัดโชยมา เปลวไฟจากเทียนไขภายในมหาวิหารสั่นไหววูบวาบ เงาของเหล่าปีศาจบนผนังบิดเบี้ยวผิดรูป
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าที่รวดเร็วและถี่กระชั้นค่อยๆ ใกล้เข้ามา เงาร่างภูตผีสี่ตนกำลังแบกเกี้ยวเดินลอยละลิ่วมาจากพุ่มไม้ที่มืดสลัวในระยะไกล
เกี้ยวนั้นมีขนาดใหญ่โตมาก หลังคาสีทองทรงจั่วสี่ด้าน ตัวเกี้ยวถูกล้อมรอบด้วยม่านสีดำแกมแดง ดูสวยงามและสง่างามเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนคนหามเกี้ยวทั้งสี่ตนนั้นดูไม่ค่อยได้เท่าไหร่ พวกมันสวมเสื้อแขนสั้นสีแดงฉานราวกับเลือด หน้าเขียวเขี้ยวโง้ง หูยาว จมูกแดง ปากแดง ต่างตนต่างมีความอัปลักษณ์ที่พิสดารแตกต่างกันไป
ส่วนร่างที่เดินนำหน้าเกี้ยวนั้น สวมชุดยาวสีขาวสะอาดตา ทว่าผิวหน้าของเขากลับดูซีดเซียวเสียยิ่งกว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่เสียอีก
รูม่านตาของหลี่อังหดเกร็งขึ้นทันที ในสัมผัสวิญญาณของเขา ทั้งคนหามเกี้ยวทั้งสี่และร่างที่เดินนำหน้านั้นล้วนเป็นผีร้าย และเป็นวิญญาณร้ายที่มีไอพยาบาท ไออัปมงคล และไอหยินรุนแรงมาก ร้ายกาจกว่าผีสิงร่างที่เขาเคยเจอในลานจอดรถโรงเรียนวันนั้นหลายเท่า
วิญญาณร้ายที่ดูดุร้ายจนสั่นประสาทได้ขนาดนี้ กลับเป็นเพียงคนรับใช้แบกเกี้ยว แล้วคนที่อยู่ในเกี้ยวล่ะจะเป็นใคร...
"ท่านผู้เจริญมาถึงแล้ว!"
วิญญาณชุดขาวตะโกนขึ้นเสียงดัง ก่อนจะเหยียบรองเท้าผ้าลงบนพื้นแล้วลอยละลิ่วขึ้นมาตกลงที่หน้าประตูมหาวิหาร
"คนหามเกี้ยวสองตนแรกไม่ได้ใช้อิทธิฤทธิ์ลอยตัวขึ้นมา แต่ก้าวเดินขึ้นบันไดไปทีละขั้น ทว่าเพื่อให้ตัวเกี้ยวยังคงขนานกับพื้นโลกอย่างสมบูรณ์ พวกที่หามอยู่ด้านหลังจึงต้องยืดแขนออกไปจนยาวเหยียดเพื่อชูคานเกี้ยวขึ้นไปให้สูงกว่าไหล่ของตน"
เกี้ยวค่อยๆ หยุดลงที่หน้าประตูมหาวิหาร สายตาของปีศาจทุกตนต่างจับจ้องไปที่ม่านเกี้ยว
รองเท้าผ้าธรรมดาๆ ข้างหนึ่งก้าวออกมาจากหลังม่าน ตามด้วยเรียวขาหนึ่งข้าง และตามมาด้วยนักพรตชราที่มีท่วงท่าราวกับผู้วิเศษ ใบหน้าดูมีเมตตา ผมขาวราวกับหิมะแต่ผิวพรรณกลับดูเต่งตึงราวกับเด็กน้อย
"เขาเอง เป็นเขานั่นแหละ!" ไฉชุ่ยเฉี่ยวคำรามโหยหวนอยู่ในร่างของหลี่อัง "เขาคือไอ้เต้าจื้อ!"
ขวับ!
ปีศาจเกือบทั้งหมดต่างลุกขึ้นยืนพร้อมกัน พลางกล่าวทักทายและอวยพรแก่นักพรตชรากันเซ็งแซ่
"อาจารย์เต้าจื้อไม่ได้พบกันนาน พลังบำเพ็ญของท่านช่างลึกล้ำขึ้นอีกหลายส่วน ทำเอาพวกเราละอายใจจริงๆ ละอายใจจริงๆ"
"สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ได้พบในวันนี้ช่างเป็นเกียรติแก่ชีวิตจริงๆ!"
"อาจารย์เต้าจื้อพลังเวทไร้ขอบเขต ขอให้ท่านมีความสุขชั่วนิรันดร์ อายุยืนยาวเทียมฟ้า"
ระดับวัฒนธรรมของเหล่าปีศาจส่วนใหญ่ไม่สูงนัก คำอวยพรและประจบสอพลอจึงดูทื่อๆ และขวานผ่าซาก แต่ยังไงเสียทุกคนก็เป็นปีศาจเหมือนกัน หนังหน้าหนากันอยู่แล้ว แค่ประจบไม่กี่คำก็ได้ดื่มเหล้าดีๆ ใครเล่าจะไม่ทำ?
นักพรตชราที่ถูกฝูงปีศาจห้อมล้อมเยินยอปานดาราดังหัวเราะร่าพลางลูบเคราและสะบัดชุดนักพรตอย่างภูมิฐาน
"รบกวนทุกท่าน ต่อไปอย่าเรียกข้าว่าเต้าจื้ออีกเลย ชื่อของข้าในยามนี้คือ หวังตั้น"
"นักพรตหวังตั้นพลังเวทไร้ขอบเขต ขอให้ท่านมีความสุขชั่วนิรันดร์ อายุยืนยาวเทียมฟ้า!"
"นักพรตหวังตั้นน่าเกรงขามและทรงพลัง ทำเอาข้าเลื่อมใสจากใจจริง!"
..........