- หน้าแรก
- 1965 ย้อนเวลามาเป็นสุดยอดนักล่าแห่งฉางไป๋
- บทที่ 54 ความลับของตระกูลเฉิน
บทที่ 54 ความลับของตระกูลเฉิน
บทที่ 54 ความลับของตระกูลเฉิน
เป็นอย่างที่คิดจริงด้วย!
แสดงว่าพ่อของเขา ‘จางหู่’ หูไม่ฝาดจริงๆ สิ่งที่ปู่ห้ากับปู่สามพูดกันตอนนั้นก็คือเรื่องนี้นี่เอง... ตระกูลเฉินสายเก่าแก่พวกนั้น แต่ก่อนเคยเป็นโจรภูเขามาก่อน!
เอ้อร์โก่วยืดคอตั้งใจฟังตาแป๋ว ผิดกับเถียจู้ที่ดูเหมือนจะไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น สายตาของมันเอาแต่จดจ้องหมูผัดพริกกับหมั่นโถวแป้งขาวบนโต๊ะที่เริ่มจะเย็นชืด พลางกลืนน้ำลายเอือกๆ เป็นระยะ
จางฮวาเฉิงหวนนึกถึงท่าทางของท่านปู่เล็กแห่งตระกูลเฉินคนนั้น จึงไม่ได้รู้สึกตกใจเท่าไหร่นักกับเรื่องที่ว่าตระกูลเฉินเคยเป็นโจรมาก่อน
“อาจารย์ครับ โจรภูเขาพวกนั้นน่าจะถูกกวาดล้างไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอครับ? ทำไมถึงยังมีหลงเหลืออยู่อีก?”
เสี่ยวเมิ่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นมา
หลังผ่านยุคกวาดล้างโจรครั้งใหญ่มาแล้ว ไม่น่าจะมีโจรกลุ่มไหนรอดพ้นไปได้ ถึงตอนนี้จะยังมีหลงเหลืออยู่บ้าง ก็เป็นแค่พวกหัวเดียวกระเทียมลีบหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น ไอ้นิยายประเภทโจรซ่องสุมเป็นกองทัพน่ะไม่มีอยู่จริงแล้ว
สมัยนี้ใครริเป็นโจร ถ้าโดนจับได้ก็มีโทษสถานเดียวคือยิงเป้า
“เรื่องนั้นคงต้องไปถามทางคอมมูนดูแล้วล่ะ”
หวังเจิ้นกังเองก็ไม่รู้สาเหตุแน่ชัด เรื่องบางอย่างที่เป็นความลับ ปู่รองของเขาก็ไม่สะดวกที่จะแพร่งพรายออกมา
จางฮวาเฉิงเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมตอนนั้นหวังเจิ้นกังถึงได้ตัดสินใจตัดขาดอย่างเด็ดขาดนัก
“ตระกูลจางของพวกเรารวมเข้ากับหมู่บ้านเฉินถังซานหลี่ฉวีเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน แต่ดูเหมือนคนรุ่นปู่จะรู้เรื่องพวกนี้กันดี สมัยนั้นสองตระกูลมีเรื่องกระทบกระทั่งกันตลอด ถึงขั้นมีคนล้มตาย แต่พอมาถึงรุ่นพวกผม... ไม่สิ แม้แต่รุ่นพ่อผมก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องนี้เลย เผลอๆ คนตระกูลเฉินในหมู่บ้านเฉินถังซานหลี่ฉวีเอง ส่วนใหญ่ก็น่าจะไม่รู้เรื่องนี้ด้วยซ้ำ”
คนตระกูลเฉินที่รู้เรื่องนี้คงเหลืออยู่ไม่กี่คนแล้ว
ขนาดพ่อของเขา จางหู่ ยังไม่รู้เรื่อง มีแค่พวกคนแก่ในตระกูลจางเท่านั้นที่รู้ การเก็บความลับระดับนี้ คาดว่าปู่เล็กและพรรคพวกคงได้รับภารกิจลับบางอย่างจากองค์กรถึงได้ปิดปากเงียบกริบขนาดนี้
ตระกูลเฉินเองก็น่าจะเหมือนกัน
ของที่ซ่อนอยู่ในศาลบรรพชนนั่น... หรือว่าจะเป็นคลังแสงอาวุธสมัยที่ตระกูลเฉินยังเป็นโจรภูเขา?
ความอยากรู้อยากเห็นของเขาพุ่งพล่านขึ้นมาทันที
“เรื่องนี้พวกเราไม่รู้จริงๆ ช่างเถอะ ไม่ว่ายังไงตอนนี้แค่หลินหลินกับโตวโตวมีความสุขก็พอแล้ว พวกเราแก่แล้ว ไม่อยากวุ่นวายอะไรอีก ถ้าพวกเธออยากจะย้ายไปทำงานในตัวอำเภอ พ่อพอจะวิ่งเต้นหาเส้นสายจัดการให้ได้นะ”
ตอนนี้หวังเจิ้นกังปลงตกและคิดได้แล้ว ขอแค่ลูกสาวตัวเองมีความสุขก็พอ
เมื่อก่อนเขามีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง กลัวว่าถ้าเกิดเรื่องขึ้นที่หมู่บ้านเฉินถังซานหลี่ฉวี ลูกสาวจะพลอยซวยแล้วลากครอบครัวเขาติดร่างแหไปด้วย ปู่รองกำชับนักหนาว่าเรื่องนี้ร้ายแรงมาก ให้เขาขัดขวางให้ถึงที่สุด แต่ถ้าขัดขวางไม่ได้ ก็ต้องตัดขาดความสัมพันธ์ทันที
“พ่อ... หนู... ตอนนี้พวกเรามีความสุขดีค่ะ...”
หวังหลินไม่คิดว่าพ่อจะพูดประโยคนี้ออกมา น้ำตาแห่งความตื้นตันจึงไหลพรากออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
พอโตวโตวเห็นแม่ร้องไห้ หนูน้อยก็มองซ้ายมองขวาอย่างตื่นตระหนก ก่อนจะเบะปากร้องไห้จ้าตามแม่ไปอีกคน
“เราอุตส่าห์มาเยี่ยมลูกกับโตวโตว คุณจะพูดเรื่องพวกนี้ขึ้นมาทำไมกัน ดูสิหลานร้องไห้เลย โตวโตวคนเก่ง ยายซื้อของอร่อยมาฝากหนูด้วยนะ!”
เสิ่นเยว่รีบเข้าไปปลอบหลานสาว
แม้แต่หวังเจิ้นกังเองก็ทำตัวไม่ถูก เขาปลอบเด็กไม่เป็น ได้แต่ยืนทำหน้ากระอักกระอ่วนอยู่ตรงนั้น
หวังหลินรีบเช็ดน้ำตาแล้วตบก้นปลอบโตวโตวเบาๆ ยัยหนูเองก็ไม่รู้เรื่องรู้ราว เห็นแม่ร้องก็เลยร้องตามแม่เฉยๆ
“กินข้าวกันก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวผมผัดกับข้าวเพิ่มอีกสักสองอย่าง”
จางฮวาเฉิงส่งสัญญาณตัดบท
เขาเดินเข้าไปหาเอ้อร์โก่วแล้วกระซิบเสียงเบา “เดี๋ยวพอกินข้าวเสร็จ นายไปเดินเล่นแถวๆ ศาลบรรพชนตระกูลเฉินหน่อย ไปดูลาดเลาไว้ก่อน บ่ายนี้เรางดซ้อมยิงปืน คืนนี้เราจะไปบุกศาลเจ้ากัน”
เขาอยากจะเห็นกับตาว่าพวกอดีตโจรตระกูลเฉินรุ่นปู่ซ่อนของดีอะไรเอาไว้
ถ้าได้กระสุนมาสักสองสามลัง คราวนี้เขาคงเดินกร่างในป่าได้สบาย
“ได้เลยพี่!”
เอ้อร์โก่วเข้าใจความหมายของจางฮวาเฉิงทันที
เมื่อก่อนมันเคยเข้าไปค้นดูแล้วแต่ไม่เจออะไร มันเองก็สงสัยใคร่รู้อยู่ตลอด
เจ้าไก่ตัวผู้ตัวใหญ่ที่ซื้อมาทำกินรอดตายหวุดหวิดอีกครั้ง พอเห็นพ่อจะเชือดไก่ โตวโตวก็ร้องไห้จ้าไม่ยอมท่าเดียว
จางฮวาเฉิงเลยจำใจต้องทำกระเพาะหมูตุ๋นซี่โครงแทน พลางหมายมั่นปั้นมือว่าวันหลังถ้าเจอไก่ป่าในภูเขาจะไม่ยอมปล่อยให้รอดไปแน่ เพราะเจ้าไก่บ้านตัวผู้นี้คงเชือดไม่ได้แล้ว
เจ้าไก่ตัวผู้หน้ามึนหารู้ไม่ว่าตัวเองเพิ่งเฉียดประตูนรกมาหมาดๆ แถมยังจิกมือโตวโตวที่อุตส่าห์เอาอาหารไปป้อนมันอีก ช่างรนหาที่ตายแท้ๆ
“หลินหลิน ลูกไม่ทำกับข้าวเหรอ?”
เสิ่นเยว่เห็นจางฮวาเฉิงง่วนอยู่หน้าเตาคนเดียว ส่วนลูกสาวนั่งรอเฉยๆ ก็เริ่มงง
หรือว่าจางฮวาเฉิงเป็นคนทำกับข้าวทุกมื้อ?
“หนู... หนูทำกับข้าวไม่อร่อยน่ะแม่” หวังหลินหน้าแดงก่ำ ฝีมือปลายจวักเธอแย่มาก
ยุคสมัยนี้งานครัวเป็นหน้าที่ผู้หญิง ถ้าใครรู้ว่าบ้านไหนผู้ชายทำกับข้าวให้เมียกิน คงโดนคนเขาหัวเราะเยาะตาย ยกเว้นเสียแต่จะเป็นพ่อครัวอาชีพ
“แล้ววันๆ ลูกทำอะไรล่ะ?” จู่ๆ เสิ่นเยว่ก็รู้สึกว่าไม่ใช่จางฮวาเฉิงที่ไม่คู่ควรกับลูกสาวเธอ แต่เป็นลูกสาวเธอต่างหากที่ชักจะไม่คู่ควรกับเขาเสียแล้ว ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง
เหมือนเธอสมัยสาวๆ ไม่มีผิด
“อะ... อ่านหนังสือจ้ะ...”
หวังหลินก้มหน้าแทบชิดอกด้วยความอาย
“อ่านหนังสือ? ที่บ้านมีหนังสือด้วยเหรอ?” เสิ่นเยว่พูดไม่ออก รู้สึกเหมือนลูกสาวมีความเป็นอยู่ดีกว่าตอนอยู่บ้านเดิมเสียอีก
หวังเจิ้นกังเหลือบไปเห็นหนังสือบนโต๊ะ พอหยิบขึ้นมาดูก็ต้องสะดุ้งโหยง นี่มัน ‘ความฝันในหอแดง’ นี่นา
นี่มันหนังสือต้องห้ามชัดๆ โดยเฉพาะในเขตคอมมูนชนบทแบบนี้ ถ้าถูกจับได้มีหวังโดนลากไปวิจารณ์แน่
“หลินหลิน ไปเอาเล่มนี้มาจากไหน?” เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่ถูกแบน เขาเคยไปต่อแถวที่ร้านหนังสือซินหัวตั้งหลายรอบยังหาซื้อไม่ได้เลย
แล้วลูกไปหามาจากไหน?
“เล่มนี้ซื้อมาจากตลาดมืดครับ ช่องทางปกติไม่มีขายหรอก”
จางฮวาเฉิงที่ได้ยินบทสนทนาจึงช่วยอธิบาย
ตลาดมืด?
“จริงสิ พ่อว่าจะถามตั้งนานแล้ว เธอไปขายเนื้อที่ตลาดเช้า ไม่มีใครมาหาเรื่องเหรอ?” หวังเจิ้นกังรู้สึกเหลือเชื่อ ไม่ว่าจะตลาดเช้าหรือตลาดมืด ล้วนถูกแก๊งเก็งกำไรของฉินเสี่ยวตงคุมพื้นที่อยู่ ไปขายครั้งสองครั้งอาจจะรอด แต่ถ้าไปบ่อยๆ พวกนั้นต้องมาหาเรื่องแน่
“ไม่มีใครมาหาเรื่องครับ”
จางฮวาเฉิงส่ายหน้า
ชาติที่แล้วเขาเคยหลงคิดว่ายุคนี้ใครค้าขายเก็งกำไรต้องโดนจับหมดอนาคตแน่ แต่ตอนนี้เขาตาสว่างแล้ว ไอ้พวกที่โดนจับน่ะคือพวกไม่มีเส้นสายต่างหาก ที่เห็นในทีวีน่ะจริงครึ่งเท็จครึ่ง
แปลกแฮะ...
หวังเจิ้นกังหันไปสบตาภรรยา หรือช่วงนี้แก๊งฉินเสี่ยวตงไม่อยู่? ไม่ได้การล่ะ พรุ่งนี้เช้าเขาต้องลองไปดูที่ตลาดเช้าสักหน่อย เขาพอจะรู้จักกับฉินเสี่ยวตงอยู่บ้าง เข้าไปทักทายสักหน่อยฝ่ายนั้นน่าจะพอไว้หน้ากันบ้าง
เถียจู้ฟาดหมั่นโถวไปสี่ลูกกับหมูผัดพริกเกลี้ยงจาน ก่อนจะถูกเอ้อร์โก่วลากตัวออกไป เจ้าตัวยังหันกลับมามองตาละห้อยหลายรอบ ดูท่าจะยังไม่อิ่มจริงๆ
เอ้อร์โก่วล่ะระอาใจกับความซื่อบื้อไร้เซนส์ของเพื่อนคนนี้จริงๆ
พ่อแม่ของจางฮวาเฉิงที่ได้รับข่าวก็รีบตามมาสมทบ พร้อมกับฮวาหลิงและเสี่ยวหยา ทำให้บรรยากาศในบ้านคึกคักขึ้นทันตา
“ขนมเปี๊ยะทอดวางอยู่โตวโตวยังไม่แตะเลย พวกเราปกติยังไม่กล้าตัดใจซื้อกิน แต่หลินหลินบอกว่าเมื่อเช้าโตวโตวฟาดทั้งขนมเปี๊ยะทอดทั้งไข่ต้มไปแล้ว” เสิ่นเยว่แทบคิดว่าตัวเองกำลังฝันไป ครึ่งปีก่อนตอนมาเยี่ยม บ้านนี้ยังยากจนข้นแค้นจนเธอน้ำตาตก ผ่านไปแค่ครึ่งปี เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ขนาดนี้เชียวหรือ
ได้ยินแบบนี้หวังเจิ้นกังเลยไม่อยากพูดอะไรอีก เมื่อกี้เขาเพิ่งแอบถามจางฮวาเฉิงว่าเมื่อเช้าขายเนื้อได้เงินเท่าไหร่ คำตอบที่ได้ทำเอาเขาจุก เพราะมันเท่ากับเงินเดือนเขาทั้งปีรวมกัน
โดยหารู้ไม่ว่านั่นคือตัวเลขที่จางฮวาเฉิงถ่อมตัวบอกไปงั้นๆ
เสิ่นเยว่หยิบตั๋วแลกเนื้อและตั๋วอาหารออกมาสองสามใบกะจะยัดใส่มือลูกสาว แต่กลับพบว่าลูกสาวหยิบกล่องใบเล็กๆ ออกมาเปิดให้ดู ในนั้นอัดแน่นไปด้วยตั๋วนานาชนิดและธนบัตรใบละสิบหยวน ‘ต้าถวนเจี๋ย’ อีกปึกเล็กๆ
ชีวิตความเป็นอยู่ระดับนี้... แล้วพวกเธอจะมัวมานั่งกังวลอะไรกันอยู่ได้?
จบบท