- หน้าแรก
- 1965 ย้อนเวลามาเป็นสุดยอดนักล่าแห่งฉางไป๋
- บทที่ 27 สมาชิกใหม่ทีมล่าสัตว์
บทที่ 27 สมาชิกใหม่ทีมล่าสัตว์
บทที่ 27 สมาชิกใหม่ทีมล่าสัตว์
ที่บ้าน จางฮวาเฉิงกำลังง่วนอยู่กับการทำเมนู ‘ผัดรวมมิตรทะเลรสจัด’
เสียง ฉ่า ฉ่า ดังมาจากกระทะเหล็ก พร้อมกลิ่นหอมฟุ้งของอาหารทะเล
เขาเพิ่งกลับมาจากเก็บกู้ลอบที่ชายทะเล นอกจากปูตัวสวยๆ สิบกว่าตัวที่คัดไว้ขายพรุ่งนี้แล้ว สัตว์ทะเลอื่นๆ ที่เหลือเขาขนกลับมาทำกินเองทั้งหมด
“จะต้มปลาไหมคะ?”
หวังหลินที่กำลังห่อเกี๊ยวชำเลืองมองปลาในตะกร้า
“ไม่ต้มหรอก เดี๋ยวเอาไปให้พ่อกับแม่ต้มซุปกินกันดีกว่า”
ที่บ้านพวกเขามีของกินเหลือเฟือ
จางฮวาเฉิงชะโงกดูหม้อต้มซุป ข้างในคือกะเพาะหมูป่าตุ๋นซี่โครง กลิ่นหอมคล้ายกับไก่ตุ๋นกะเพาะหมู พอชิมรสชาติดูก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว
“ไป ไปกินข้าวที่บ้านพ่อแม่กัน!”
“ค่ะ!”
หวังหลินเองก็รอไม่ไหวแล้ว เธอเป็นห่วงกลัวโตวโตวจะซุกซนจนเจ็บตัว ยัยหนูตัวน้อยเพิ่งจะหัดเดินได้ไม่นาน ยังเดินไม่ค่อยแข็ง
ที่บ้านใหญ่ ทุกคนกำลังรอพวกเขากันพร้อมหน้า ทั้งน้องเล็ก โตวโตว และต้าเป่าเสี่ยวเป่า สี่เด็กน้อยนั่งล้อมวงรอบโต๊ะ จ้องมองเกี๊ยวลูกสวยที่เรียงรายอยู่ตาแป๋ว
“แม่ครับ เมื่อไหร่จะได้กินเกี๊ยว?”
เสี่ยวเป่าถามเป็นรอบที่แปดร้อย
“รอเดี๋ยวสิ รออาฮวาเฉิงมาก่อนค่อยกิน” เฉินซิ่วอิงกำลังนั่งตอกหมุดยึดแผ่นหนังหมูป่าอยู่บนเตียงเตา ตอนนี้เธอทำสนับเข่าหนังหมูป่าเสร็จไปข้างหนึ่งแล้ว และสวมอยู่ที่ขาของจางหู่เรียบร้อย
จางหู่เดินไปเดินมาในห้องด้วยความดีใจ สนับเข่าหนังช่วยบรรเทาอาการปวดขาของเขาได้มากโข
คุณปู่ห้ายังคงหลับสนิทกรนสนั่น
“มาแล้วๆ! พี่รองกับพี่สะใภ้มาแล้ว!” ฮวาหลิงวิ่งหน้าตั้งฝ่าลมหนาวเข้ามาในห้อง ตะโกนบอกข่าวดี
เด็กๆ ได้ยินก็กระโดดโลดเต้นดีใจ ในที่สุดก็จะได้กินเกี๊ยวแล้ว
หวังหลินกับจางฮวาเฉิงเดินถือหม้อเข้ามา
“แม่จ๋า อุ้มหน่อย!”
โตวโตวเดินเตาะแตะเข้ามาหาอย่างมีความสุข นี่เป็นครั้งแรกที่แกได้ออกมาเที่ยวเล่นนอกบ้านในฤดูหนาว
หวังหลินรีบส่งหม้อให้ฮวาหลิง แล้วก้มลงอุ้มลูกสาวขึ้นมาหอมแก้มฟอดใหญ่
“ถืออะไรมาน่ะ หอมเชียว?”
จางหู่เดินเข้ามารับหม้อในมือจางฮวาเฉิง กลิ่นหอมเข้มข้นทำเอาเขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
“ซุปกะเพาะหมูตุ๋นซี่โครงครับ เดินตากลมมาน้ำแกงคงเย็นหมดแล้ว ต้องเอาไปอุ่นหน่อยค่อยกิน” จางฮวาเฉิงถูมือไปมาไล่ความหนาว มือไม้แข็งไปหมดแล้ว
ตอนแรกตั้งใจจะทำไก่ตุ๋นกะเพาะหมู แต่หวังหลินหวงไก่ไม่ยอมให้ฆ่า เลยต้องใช้ซี่โครงหมูแทน
รสชาติก็ไม่เลว
“กุ้ยอิง! กุ้ยอิง! รีบลวกเกี๊ยวให้เด็กๆ กินเร็วเข้า!”
จางหู่ตะโกนเรียกภรรยา
แม่มุดออกมาจากห้องนอน ตามตัวมีเศษฝ้ายสีขาวติดอยู่เต็มไปหมด ดูท่าคงกำลังยัดนุ่นทำเสื้อกันหนาวอยู่
“กินเกี๊ยวกันเถอะ!”
น้องเล็กวิ่งรอบโต๊ะด้วยความดีใจ
คืนนี้บ้านตระกูลจางคึกคักเป็นพิเศษ เสียงหัวเราะพูดคุยดังไม่ขาดสาย ฟ้าเริ่มมืดลง แสงจันทร์ยังไม่สว่างนัก จางหู่จึงจุดตะเกียงน้ำมันทั้งสองดวงให้บ้านสว่างไสว
เหล้าเอ้อร์กัวโถวหนึ่งขวด จอกเหล้าใบเล็กสามใบ ตรงหน้าทุกคนมีชามเกี๊ยวใบโตวางอยู่ ตรงกลางโต๊ะมีหม้อผัดทะเลรวมมิตรควันฉุยส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล
“เสี่ยวหยา ปลุกคุณปู่ห้าหน่อยลูก!”
“ค่า!”
คุณปู่ห้าสะดุ้งตื่น พอเห็นหลานรินเหล้าใส่จอกให้ แกก็ทำหน้างงๆ... เผลอหลับไปตอนไหนเนี่ย?
ชายชรามอบรอบห้องแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง หลับยาวจนมืดค่ำเลยรึนี่
นอนบนเตียงเตาอุ่นๆ มันสบายกว่านอนที่บ้านเยอะ ที่บ้านแกไม่ค่อยได้จุดไฟ หนาวสั่นจนนอนแทบไม่หลับ
“คุณปู่ห้า ดื่มสักสองจอกนะครับ”
จางฮวาเฉิงรินเหล้าให้
“เหล้าเหรอ?”
คุณปู่ห้ากลืนน้ำลาย ยกจอกขึ้นดมกลิ่นหอมด้วยความสุขใจ “ไม่ได้ดื่มมานานแล้วแฮะ”
“เกี๊ยวอร่อยจัง!” น้องเล็กเคี้ยวเกี๊ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข
“อาหย่อย!”
โตวโตวในอ้อมกอดแม่ก็พูดตาม
“ฮวาเฉิง ไม่ดื่มเหรอ? มาดื่มด้วยกันสักจอกสิ”
จางหู่คะยั้นคะยอ
“ไม่ครับ คืนนี้ผมมีธุระ” จางฮวาเฉิงปฏิเสธ เขาเคยสัญญากับหวังหลินว่าจะเลิกเหล้า และคืนนี้เขาต้องเข้าป่าด้วย จะดื่มไม่ได้เด็ดขาด
โต๊ะกินข้าวเล็กเกินไป เลยต้องแยกวงผู้ใหญ่กับวงเด็ก กินกันไปคุยกันไปอย่างสนุกสนาน
จางหู่กับคุณปู่ห้าดวลเหล้ากันไปหลายจอก ดูท่าคืนนี้คุณปู่ห้าคงต้องค้างที่นี่แน่ๆ
จางฮู่เฉินอยากดื่มบ้าง แต่โดนภรรยาห้ามทัพ คืนนี้ต้องเร่งมือตัดเสื้อนวม จะมาเมาแอ๋ไม่ได้
“แม่! เกี๊ยวอร่อยมากเลย!”
ต้าเป่าฟาดเกี๊ยวไปชามโตยังไม่อิ่ม วิ่งมาขอเพิ่ม
ใส่เนื้อเยอะขนาดนี้จะไม่อร่อยได้ไง?
เฉินซิ่วอิงเห็นลูกชายจ้องชามตัวเองตาเป็นมัน ก็ค้อนขวับ แต่ก็ยอมตักเกี๊ยวในชามตัวเองให้ลูกไปสองตัว
เสี่ยวเป่าเห็นพี่ได้ ก็เริ่มโวยวายขอเพิ่มบ้าง
“ฮวาหลิง ตักน้ำแกงให้เด็กๆ หน่อย ตักกะเพาะหมูกับซี่โครงให้ด้วยนะ!”
จางฮวาเฉิงสั่งน้องสาว
“หนูทำเองๆ!”
แม่รีบคว้าแขนฮวาหลิงไว้ ขืนปล่อยให้ยายตัวแสบตัก มีหวังตักแต่เนื้อขึ้นมาหมดหม้อแน่
ซุปกะเพาะหมูตุ๋นซี่โครงรสชาติกลมกล่อมจนคุณปู่ห้าชมไม่ขาดปาก
จางฮวาเฉิงตักให้คุณปู่ห้าเพิ่มอีกชาม บอกว่าเป็นยาบำรุงกะเพาะชั้นดี
พอกินเสร็จ เฉินซิ่วอิงก็ลากหวังหลินเข้าไปวัดตัวในห้อง ไม่นานหวังหลินก็เดินออกมาหน้าแดงก่ำ เฉินซิ่วอิงมองตามด้วยสายตาอิจฉาเล็กๆ
โตวโตวกินอิ่มแล้วก็หลับปุ๋ย จางฮวาเฉิงไม่รอช้า เข็นรถเข็นพาภรรยาและลูกสาวกลับบ้าน
แสงจันทร์นวลส่องสว่างบนพื้นหิมะ หวังหลินมองไปรอบๆ แล้วทักท้วง “ฮวาเฉิง เดินผิดทางแล้ว”
“ไม่ผิดหรอก เดี๋ยวแวะไปเรียกเอ้อร์โก่วหน่อย” จางฮวาเฉิงชี้ไปข้างหน้า
“หือ?”
หวังหลินงง ดึกป่านนี้ไปเรียกเอ้อร์โก่วทำไม?
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงหน้าบ้านเอ้อร์โก่ว บ้านมืดสนิท ไม่รู้ว่าเจ้าของบ้านหลับไปหรือยัง
“เอ้อร์โก่ว!”
ปัง ปัง ปัง!
“เอ้อร์โก่ว!”
เคาะประตูอยู่นานกว่าเอ้อร์โก่วจะเดินงัวเงียออกมาเปิด
“หาผมเหรอ?”
เอ้อร์โก่วแปลกใจที่เห็นจางฮวาเฉิง
“ไปกินข้าวที่บ้านฉันหน่อย มีเรื่องจะคุยด้วย”
จางฮวาเฉิงพยักพเยิดหน้า
“อือ”
เอ้อร์โก่วกลับเข้าไปในบ้าน สักพักก็เดินออกมาพร้อมถุงตาข่าย ในนั้นมีแอปเปิ้ลอยู่ 5-6 ลูก
หวังหลินเห็นเขาโยนแอปเปิ้ลลงบนรถเข็นก็ตะลึง หน้าหนาวแบบนี้แอปเปิ้ลเป็นของหายากมาก แค่ลูกแพรแช่แข็งยังหากินยากเลย ใครจะมีปัญญาหาแอปเปิ้ลมากินได้?
ส่วนสาเหตุที่สามีมาตามเอ้อร์โก่ว เธอเดาว่าคงเกี่ยวกับเรื่องฮวาหลิง
เอ้อร์โก่วเดินเงียบกริบตลอดทาง ไม่ถามสักคำว่าจางฮวาเฉิงตามมาทำไม
พอกลับถึงบ้าน จางฮวาเฉิงก็ขว้างก้อนหินไปกระทบประตูบ้านเถี่ยจู้ ไม่นานเถี่ยจู้ก็แอบย่องออกมา พอเห็นว่าเป็นจางฮวาเฉิงก็ฉีกยิ้มกว้างแล้วปิดประตูตามมา
จางฮวาเฉิงเข้าไปในครัวต้มเกี๊ยว
เอ้อร์โก่วนั่งเงียบ
เถี่ยจู้นั่งรอเงียบๆ บรรยากาศอึมครึมชอบกล
“เอ้อร์โก่ว ขอบใจเรื่องฮวาหลิงนะ” จางฮวาเฉิงพูดขึ้นมาขณะตักเกี๊ยว
“ห๊ะ?”
เถี่ยจู้งง เกิดอะไรขึ้น?
เอ้อร์โก่วเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ
หวังหลินก็หันมองด้วยความสงสัย
“ฉันรู้ว่านายเป็นคนเอาเรื่องเฉินฉิวหยางกับแม่ม่ายแซ่หวังไปบอกยายแก่ตระกูลหวัง... ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ก็ต้องขอบคุณที่ช่วยให้ฮวาหลิงไม่ต้องแต่งงานกับไอ้เวรนั่น”
จางฮวาเฉิงวางชามเกี๊ยวลง
เทจิ๊กโฉ่วใส่ถ้วยเล็ก แล้วโยนกระเทียมกลีบหนึ่งลงบนโต๊ะ
เอ้อร์โก่วไม่ปฏิเสธ แค่ส่งเสียง “อืม” ในลำคอเบาๆ
“ที่เรียกนายมาวันนี้ เพราะอยากชวนนายเข้าป่าล่าสัตว์หาเงินด้วยกัน”
จางฮวาเฉิงไม่อ้อมค้อม การเข้าป่าต้องการคนช่วย
และเอ้อร์โก่วก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมมาก
“เข้าป่า? ในป่ามีแต่หมาป่า”
เอ้อร์โก่วส่ายหน้า
จางฮวาเฉิงไม่พูดอะไร เขาเดินเข้าไปในห้อง หยิบหนังหมาป่าสมบูรณ์แบบกับหนังหมูป่าออกมา พร้อมกับปืนยาวซานปาต้าก้าย
“พวกเรามีปืน”
จางฮวาเฉิงโชว์ของให้ดู
“ปืนกระบอกเดียวจะทำอะไรได้? ไม่ต้องพูดถึงว่าจะยิงโดนไหม ถ้าเจอฝูงหมาป่าล้อมก็หนีไม่รอดแล้ว”
เอ้อร์โก่วนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า
ขนาดพรานเก่าแก่กับเจ้าหน้าที่เฝ้าป่ายังไม่กล้าเข้าป่าตอนหิมะตกหนัก ถ้าเจอฝูงหมาป่าก็จบเห่
“พี่แม่นปืนมากนะ ยิงนัดเดียวตาย ไม่ว่าจะหมูป่าหรือหมาป่า พี่เขายิงนัดเดียวจอดหมด” เถี่ยจู้ยืดอกคุยโวอย่างภูมิใจ
“นัดเดียว?”
เอ้อร์โก่วชะงัก
“เถี่ยจู้ไม่ได้โม้ หมูป่ากับหมาป่านั่นฉันยิงนัดเดียวตายหมด... เอ้อร์โก่ว ตอนนี้ในป่ามีหมาป่าตัวเต็มวัยอยู่ 7-8 ตัว แค่ยิงได้ตัวเดียว เนื้อก็ขายได้เป็นร้อยหยวนแล้ว ยังไม่นับค่าหนังอีก... ที่ฉันกับเถี่ยจู้มาชวนนาย เพราะลำพังพวกเราสองคนแบกของกลับมาไม่หมด นายเองก็อยากหาเงินไม่ใช่เหรอ? ไม่มีเงินจะเอาอะไรไปแต่งเมีย?”
จางฮวาเฉิงนั่งลง จ้องหน้าเอ้อร์โก่ว
เอ้อร์โก่วเงียบไปนาน สุดท้ายก็เอ่ยปาก “เข้าป่าก็ได้ แต่ถ้าอันตรายเกินไป ผมถอนตัวนะ”
เขายังไม่อยากตาย แต่เขาก็อยากได้เงินจริงๆ
“วางใจเถอะ!”
จางฮวาเฉิงยิ้มรับ ถ้าได้ไปแล้ว รับรองว่าเอ้อร์โก่วจะไม่มีความคิดอยากถอนตัวแน่
“อีกเรื่องหนึ่ง... ใครยิงได้ คนนั้นได้ส่วนแบ่งมากสุด ตกลงไหม?”
จางฮวาเฉิงเสริมเงื่อนไข
ตอนนี้เขาต้องการเงินมาก รายจ่ายรออยู่เพียบ
“ตกลง”
เอ้อร์โก่วพยักหน้า
จบบท