- หน้าแรก
- 1965 ย้อนเวลามาเป็นสุดยอดนักล่าแห่งฉางไป๋
- บทที่ 24 ทหารผ่านศึกชักปืน ฮวาหลิงถอนหมั้น
บทที่ 24 ทหารผ่านศึกชักปืน ฮวาหลิงถอนหมั้น
บทที่ 24 ทหารผ่านศึกชักปืน ฮวาหลิงถอนหมั้น
เฉินฉิวหยางถูกถีบจนหงายท้องตึง
ยังไม่ทันที่เขาจะตั้งตัว จางฮวาเฉิงก็พุ่งเข้ามาประเคนเท้าใส่ไม่ยั้ง
เฉินฉิวหยางโดนกระทืบจนเลือดขึ้นหน้า ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาได้ก็เงื้อมือตบสวนไปที่หน้าของจางฮวาเฉิงเต็มแรง จางฮวาเฉิงกลับยืนนิ่งไม่หลบไม่หลีก ยอมให้ตบแต่โดยดี
เพียะ!
รอยนิ้วมือสีแดงปรากฏชัดบนแก้มของจางฮวาเฉิง เขาอาศัยจังหวะนั้นระดมหมัดใส่เฉินฉิวหยางอีกชุดใหญ่
เฉินฉิวหยางสติแตก คิดจะสวนกลับอีกครั้ง แต่จู่ๆ จางฮวาเฉิงก็เซถลาถอยหลังไปสองสามก้าว แล้วทิ้งตัวลงกลิ้งเกลือกไปกับพื้นหิมะ
“ช่วยด้วย! คนตีกัน! เฉินฉิวหยางทำร้ายคน!”
จางฮวาเฉิงลุกขึ้นมาแล้วตะโกนลั่นหมู่บ้าน
“ตีกันแล้ว!”
“แม่น้องเล็ก! แย่แล้ว! เฉินฉิวหยางมันกระทืบฮวาเฉิง!”
ชาวบ้านที่กำลังมุงดูเหตุการณ์อยู่ในลานบ้านได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็รีบวิ่งออกมาดู บางคนวิ่งเข้ามาห้าม บางคนวิ่งไปตามคนในบ้าน
ไม่นานนัก คนตระกูลจางและคนตระกูลเฉินก็กรูกันออกมาเผชิญหน้า
“ไอ้เหี้ยเอ๊ย!!!” เฉินฉิวหยางตาแดงก่ำด้วยความโกรธ เขาไล่ตามจางฮวาเฉิงไม่ทัน พอโดนคนอื่นล็อกตัวไว้ก็ยิ่งคลุ้มคลั่ง พยายามจะดิ้นให้หลุดเพื่อเข้าไปเอาเรื่อง
“รังแกกันเกินไปแล้ว! กูจะสู้ตายกับมึง!” จางฮู่เฉินเห็นน้องชายโดนซ้อมจนสะบักสะบอม ไฟโทสะก็พุ่งปรี๊ด คว้าพลั่วตักหิมะพุ่งเข้าใส่เฉินฉิวหยางทันที
ชาวบ้านคนอื่นเห็นท่าไม่ดีรีบเข้าไปล็อกตัวจางฮู่เฉินไว้
“ทำไมต้องทำร้ายร่างกายกันด้วย! รังแกกันเกินไปแล้วนะ! พวกตระกูลเฉินนี่มันเดรัจฉานกันทั้งตระกูลหรือไง!”
แม่เห็นลูกชายโดนตบหน้าบวมเป่ง น้ำตาก็ไหลพรากด้วยความเจ็บใจ
“แม่! มันบอกว่าถ้าบ้านเราไม่ยกฮวาหลิงให้มัน เจอหน้าผมเมื่อไหร่จะกระทืบเมื่อนั้น! แถมยังขู่ว่าถ้าฮวาหลิงแต่งเข้าไปเมื่อไหร่ จะซ้อมให้ตายคามือ!”
“ไอ้สารเลว! ชอบแม่ม่ายนักก็ไปแต่งกับแม่ม่ายสิวะ! มายุ่งกับน้องสาวฉันทำไม!”
จางฮวาเฉิงตะเบ็งเสียงฟ้องแม่ดังลั่น
เฉินฉิวหยางเพิ่งรู้ตัวว่าโดนตลบหลัง... นี่มันแผนนกต่อชัดๆ!
เขาคำรามลั่น “มันเริ่มก่อน! มันเป็นคนต่อยฉันก่อน!”
“ไอ้ลูกไม่รักดี!”
ผู้อาวุโสตระกูลเฉินคนหนึ่งทนดูไม่ไหว เดินเข้าไปตบหน้าเฉินฉิวหยางฉาดใหญ่ “ตระกูลเฉินมีลูกหลานไม่ได้เรื่องอย่างแกได้ยังไง!”
ทั้งหมู่บ้านเฉินถังซานหลี่ฉวี ใครบ้างไม่รู้สันดานเฉินฉิวหยาง?
ใครๆ ก็รู้ว่าจางฮวาเฉิงเป็นคนหัวอ่อน ยอมคน โดนรังแกประจำ จะไปมีปัญญาหาเรื่องใครก่อนได้ยังไง?
เห็นจางฮวาเฉิงหน้าบวมเป่งแถมเนื้อตัวเปรอะเปื้อนหิมะ ขนาดคนตระกูลเฉินด้วยกันเองยังทนดูไม่ได้ คิดจะหลอกคนทั้งบางว่าเป็นฝ่ายถูกกระทำงั้นเรอะ?
“ยิ่งโตยิ่งเลว!”
“เห็นพวกเราโง่นักหรือไง!”
ชาวบ้านตระกูลเฉินหลายคนเริ่มรุมด่า เมื่อเช้าก็เพิ่งมีข่าวฉาวเรื่องไปนอนกับแม่ม่ายจนตระกูลขายหน้าไปรอบหนึ่งแล้ว ตอนเที่ยงอุตส่าห์ให้มาขอขมา ดันมากระทืบพี่ชายฝ่ายหญิงอีก
“ไอ้เหี้ยเอ๊ย!!! ไอ้เหี้ยจางฮวาเฉิง! มึงกล้าเล่นสกปรกกับกูเรอะ!!!” เฉินฉิวหยางสติแตกไปแล้ว ตะโกนด่ากราดไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม จนพ่อแม่ต้องช่วยกันลากตัวไว้
“กูจะฟันมึงให้ตาย!”
จางฮู่เฉินตาแดงก่ำ คว้ามีดพร้าจะวิ่งไปฟันเฉินฉิวหยางให้ตายกันไปข้างหนึ่ง แต่พี่สะใภ้ผวากอดเอวไว้แน่น ต้าเป่ากับเสี่ยวเป่าก็ร้องไห้จ้าวิ่งมากอดขาพ่อไว้
เฉินฉิวหยางพอเห็นมีดก็เริ่มได้สติ รีบวิ่งหนีเข้าไปหลบหลังฝูงชน
“ฮู่เฉิน! วางมีดลง!”
“ทุกคนใจเย็นๆ!”
เฉินกงหลิ่น หัวหน้ากองพลตะโกนสั่ง สถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายไปหมด
ปัง!
เสียงปืนดังกึกก้องกัมปนาท
คุณปู่สาม ‘จางเหมิ่ง’ สวมเสื้อนวมคลุมไหล่ เดินถือปืนยาวแบบ 54 (Type 54 Rifle) ตรงเข้ามาหากลุ่มคนอย่างช้าๆ ราวกับราชสีห์ที่เพิ่งตื่นจากจำศีล
เสียงปืนนัดเดียวสยบความเคลื่อนไหวทุกอย่าง
“จางเหมิ่ง! แกจะทำอะไร!”
“วางปืนลงเดี๋ยวนี้!”
เฉินกงหลิ่นตกใจหน้าซีด ตะโกนสั่งเสียงหลง
แต่พอปากกระบอกปืนหันมาทางเขา เขาก็ผงะถอยหลังกรูดโดยสัญชาตญาณ... ขืนโดนยิงเข้าไปนัดเดียวมีหวังได้ไปเฝ้ายมบาลแน่
เขารู้กิตติศัพท์ทหารผ่านศึกตระกูลจางดี พวกนี้ใจถึงพึ่งได้ และถ้าถึงคราวเลือดเข้าตา ก็พร้อมจะลากศัตรูลงนรกไปด้วยกัน
“คิดจะรังแกตระกูลจางว่าไม่มีคนสู้หรือไง?”
คุณปู่สามยกปืนขึ้นเล็ง
จางฮวาเฉิงเห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งเข้าไปขวาง ถ้าไม่ห้ามไว้ ปู่แกยิงจริงแน่!
ปู่สามมีประวัติโชกโชนซะด้วย
คนตระกูลเฉินที่มุงดูอยู่แตกฮือวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น ใครบ้างไม่รู้กิตติศัพท์ความบ้าระห่ำของจางเหมิ่ง หลายปีก่อนเคยมีเรื่องบาดหมางจนเลือดนองพื้นก็เพราะปู่แกนี่แหละ
คุณปู่ห้าตระกูลจางรีบใช้ไม้เท้ากดปากกระบอกปืนลง
“ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ยกเลิกงานแต่งซะเถอะ” คุณปู่เล็กตระกูลเฉินเห็นเหตุการณ์แล้วหน้าถอดสี คงนึกถึงเหตุการณ์นองเลือดในอดีตขึ้นมาได้
เฉินกงหลิ่นเห็นว่ามีทางลง ก็ถอนหายใจโล่งอก
เขาเองก็กลัวปืนลั่นเหมือนกัน
“ไอ้พวกไร้น้ำยา!”
คุณปู่สามเห็นหน้าจางฮวาเฉิงบวมเป่ง ก็ถลึงตาใส่ด้วยความโมโห
“ผมจงใจไม่หลบน่ะครับ ยอมเจ็บตัวนิดหน่อย ให้ทุกคนเห็นว่ามันรังแกผม”
จางฮวาเฉิงกระซิบอธิบาย
“เจ้าเล่ห์นักนะ... เอาเถอะ ฝึกฝนร่างกายให้ดีๆ สมัยปู่อายุเท่าแก ปู่ยิงพวกยุ่นร่วงนัดละศพเลยนะเว้ย”
พอรู้ว่าเป็นแผน คุณปู่สามก็ยอมลดราวาศอก
“เฉินฉิวหยางกลับไปคงต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มสักสิบวันแปดวันแหละครับ” จางฮวาเฉิงลงมือหนักเอาเรื่อง ตอนนี้เฉินฉิวหยางอาจจะยังไม่รู้ตัวเพราะอะดรีนาลีนหลั่ง แต่พอกลับไปถึงบ้านรับรองว่าระบมไปทั้งตัวแน่
การต่อยให้ช้ำในโดยไม่ทิ้งร่องรอยภายนอก... งานถนัดของเขาเลยล่ะ
คุณปู่สามทำหน้าไม่เชื่อ บ่นกระปอดกระแปดก่อนจะถือปืนเดินเข้าบ้านไป
“พี่รอง!”
ฮวาหลิงวิ่งออกมา ปล่อยโฮออกมาด้วยความอัดอั้น
น้องเล็กก็ร้องไห้จ้าตามพี่สาว ยังไม่วายชูกำปั้นน้อยๆ ไปทางเฉินฉิวหยาง ตะโกนว่า “ตีมัน! ตีมัน!”
“ในเมื่อจะถอนหมั้น ก็คืนสินสอดมาเดี๋ยวนี้”
‘เฉินอิ๋นซาน’ พ่อของเฉินฉิวหยาง เห็นงานแต่งลูกชายล่มไม่เป็นท่า ก็โกรธจนแทบกระอักเลือด
“เงินสามสิบหยวน ห้ามขาดแม้แต่เฟินเดียว! ถ้าไม่คืนเงิน พวกเราไม่กลับ! ตระกูลจางเก่งนักไม่ใช่เหรอ? เอาเงินคืนมา!”
“พี่น้องมาดูเร็ว! ตระกูลจางถอนหมั้นแล้วจะเบี้ยวเงินค่าสินสอด!”
‘โจวเชวี่ย’ แม่ของเฉินฉิวหยางนั่งแปะลงกับพื้นหิมะเตรียมจะตีโพยตีพาย
พวกเขารู้ดีว่าครอบครัวจางฮู่เฉินยากจนข้นแค้น ไม่มีทางหาเงินสามสิบหยวนมาคืนได้แน่
“ตระกูลจางเราไม่โกงเงินสินสอดแค่นี้หรอก! ฉันมีอยู่ 4 หยวน 2 เหมา ซิ่วอิงเอาไปรวมก่อน!” อาของจางฮวาเฉิงรีบควักกระเป๋า
“บ้านฉันมีอยู่ 2 หยวน กุ้ยอิงเดี๋ยวฉันกลับไปหยิบมาให้นะ”
“ฉันมี 1 หยวน 3 เหมา”
ญาติพี่น้องตระกูลจางต่างพากันระดมเงิน
“เอาเงินเก็บออกมาให้หมด” จางฮู่เฉินหันไปบอกพี่สะใภ้ พี่สะใภ้ตาแดงก่ำ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกัดฟันวิ่งเข้าบ้านไปเอาเงิน
“ไอ้พวกขอทาน! ดูซิว่าจะระดมเงินเศษเงินเลยได้ครบสามสิบหยวนไหม!” เฉินอิ๋นซานเห็นสภาพแล้วก็กัดฟันกรอดด้วยความดูถูก
“ไม่ต้องระดม!”
จางฮวาเฉิงจูงมือฮวาหลิงเดินฝ่าวงล้อมออกมา ล้วงเงินปึกหนึ่งออกจากกระเป๋า “เอาเงินคืนไป! เอาไปขอเมียให้ลูกชายมั่วโลกีย์ของแกซะ! ไม่ต้องห่วง ฉันจะช่วยประชาสัมพันธ์กิตติศัพท์ลูกชายแกให้ดังกระฉ่อนเลย!”
พูดจบ เขาก็นับแบงค์หนึ่งหยวนสามสิบใบ ปาใส่หน้าเฉินอิ๋นซานเต็มแรง!
เฉินอิ๋นซานมองเงินที่เกลื่อนพื้นตาค้าง... ตระกูลจางไปเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ?
ต้องรู้ก่อนว่าคนตระกูลจางทำงานในกองพลแทบตายทั้งปี หักลบกลบหนี้แล้วส่วนใหญ่ยังติดหนี้กองพลอยู่เลย จะเอาเงินก้อนโตขนาดนี้มาจากไหน?
“เงินครบแล้ว หายกัน! แม่ กลับบ้าน!”
“ฮวาเฉิง... ไม่ได้ให้เกินไปใช่ไหม? นับดีหรือยัง?”
“ไม่ผิดหรอกครับ”
พอเคลียร์เรื่องสินสอดจบ ญาติพี่น้องตระกูลจางก็ทยอยแยกย้าย บางส่วนก็เดินตามเข้าบ้านไป
จางฮวาเฉิงหันไปเห็น ‘เอ้อร์โก่ว’ (หมาสอง) ยืนอยู่ในลานบ้าน
ไอ้หมอนี่แอบฉกแอปเปิ้ลจากมือเฉินฉิวหยางมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ทรงผมแสกกลางยาวปรกหน้าจนแทบมองไม่เห็นตา เห็นแต่ลูกตาดำขลับที่โผล่ออกมาวับๆ แวมๆ
เอ้อร์โก่วคงมาดูฮวาหลิงถอนหมั้น
จางฮวาเฉิงถอนหายใจยาว... ชะตาชีวิตของฮวาหลิงเปลี่ยนไปแล้ว! ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้!
คนตระกูลเฉินเห็นไม่มีอะไรให้มุงแล้ว ก็เริ่มทยอยกลับ
ปืนยาวของคุณปู่สามถูกคุณปู่ห้ายึดไปแล้ว ตอนนี้ปู่ห้ากำลังเทศนาปู่สามชุดใหญ่ในบ้าน
คุณปู่สามคอแข็งเถียงสู้ “แก่อายุป่านนี้แล้วจะกลัวอะไร! ขนาดพวกยุ่นข้ายังฆ่ามาเป็นเบือ จะมากลัวอะไรกับไอ้พวกขี้ข้าขายชาติรังแกคนพวกนี้!”
พอเห็นปู่ห้าถลึงตาใส่ ปู่สามถึงยอมสงบปากสงบคำ
จางฮวาเฉิงเข้าไปในครัว นวดแป้งเตรียมทำบะหมี่ให้พวกผู้เฒ่าผู้แก่กิน สักพักคุณปู่สามก็เดินเข้ามาหา จ้องมองเขาเขม็ง
“คุณปู่สาม ผมจะทำบะหมี่ให้กินนะครับ”
“สองสามคืนมานี้เข้าป่าไปล่าอะไรมาได้บ้าง?”
จู่ๆ ชายชราก็โพล่งถามขึ้นมา
จางฮวาเฉิงสะดุ้งโหยง ขนาดเจ้าหน้าที่เฝ้าป่ายังไม่กล้าเข้าป่าตอนกลางคืน ปู่รู้ได้ยังไงว่าเขาเข้าป่า?
เห็นจางฮวาเฉิงทำหน้าเลิ่กลั่ก ชายชราก็แค่นเสียง “เมื่อวานซืนได้ยินเสียงหมาป่าหอน เมื่อคืนพวกหมาป่าก็หอนระงมกันครึ่งค่อนคืน ข้าเข้าป่าล่าสัตว์มาทั้งชีวิต ฟังเสียงก็รู้แล้วว่าพวกมันกำลังแค้นฝังหุ่น... แกยิงพวกมันใช่ไหม?”
“ครับ... เมื่อคืนยิงหมาป่าตายไปตัวหนึ่ง เมื่อเช้าเอาไปขายในเมืองแล้ว”
จางฮวาเฉิงมองซ้ายมองขวา แล้วกระซิบตอบเสียงเบา
“ไอ้หนู! ข้าว่าแล้วว่าแกไปเอาเงินมาจากไหน... ใจถึงนี่หว่า กล้าล่าหมาป่า!”
ชายชราตบเข่าฉาดด้วยความทึ่ง ไม่นึกว่าหลานชายจะกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้ แถมยังล่าได้จริงๆ ด้วย
สมัยหนุ่มๆ เขาเองยังไม่กล้าไปแหยมกับฝูงหมาป่า เพราะถ้าโดนพวกมันหมายหัวเมื่อไหร่ การทำงานเป็นทีมของพวกมันน่ากลัวมาก... มิน่าล่ะเมื่อคืนพวกมันถึงหอนกันระงม ที่แท้ก็โดนเล่นงานนี่เอง
“นัดเดียวจอด!”
จางฮวาเฉิงเลียนแบบน้ำเสียงปู่ตอนโม้เรื่องฆ่าทหารญี่ปุ่น
“ฮ่าๆๆๆ! เยี่ยม! แต่ช่วงนี้อย่าเพิ่งเข้าป่าเลย พวกหมาป่ามันเจ้าคิดเจ้าแค้น มันไม่ปล่อยแกไว้แน่”
ปู่เตือนด้วยความเป็นห่วง
“ผมรู้ครับ” จางฮวาเฉิงรับคำ แต่ในใจกลับคิดตรงกันข้าม... เจ้าคิดเจ้าแค้นก็ดีสิ ฝูงหมาป่ากลุ่มเล็กๆ แบบนี้แหละตู้เอทีเอ็มเคลื่อนที่ของเขา
สองปู่หลานคุยกันถูกคอ พอคุณปู่ห้าหายโกรธ ปู่สามถึงค่อยกล้าไปทวง ‘เพื่อนยาก’ คืน
พ่อจางหู่เดินกะเผลกเข้ามา อาการปวดขากำเริบอีกแล้ว
“ฮวาเฉิง ทำบะหมี่เยอะๆ หน่อยนะ ให้พวกปู่ๆ ได้กินกันให้อิ่ม”
ยุคนี้การเลี้ยงบะหมี่ถือเป็นการต้อนรับขับสู้ที่ดีที่สุดสำหรับแขกเหรื่อที่มาช่วยงาน
แป้งสาลีที่ใช้ทำบะหมี่ก็เป็นของที่จางฮวาเฉิงเอามาให้ ตอนแรกกะว่าจะเก็บไว้กินตอนตรุษจีน แต่สถานการณ์แบบนี้คงต้องงัดออกมาใช้ก่อน
จบบท