- หน้าแรก
- 1965 ย้อนเวลามาเป็นสุดยอดนักล่าแห่งฉางไป๋
- บทที่ 22 พ่อค้าของเถื่อนในตรอกลึก
บทที่ 22 พ่อค้าของเถื่อนในตรอกลึก
บทที่ 22 พ่อค้าของเถื่อนในตรอกลึก
เมื่อเดินมาถึงมุมกำแพง ฉินเสี่ยวตงมองซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะล้วงเอาคูปองผ้าปึกเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ
จางฮวาเฉิงรับมาตรวจสอบดู มีคูปองขนาด 1 ฉื่ออยู่สองใบ, ขนาด 2 ฉื่อสี่ใบ, ขนาด 5 ฉื่อเจ็ดใบ และขนาด 10 ฉื่ออีกสองใบ... เขาประหลาดใจไม่น้อย ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะมีของเยอะขนาดนี้
“คูปองผ้าขายฉื่อละเท่าไหร่?”
จางฮวาเฉิงถามอย่างพึงพอใจ
ผ้าจำนวนนี้เพียงพอสำหรับความต้องการของเขาแล้ว
“ราคาตลาดมืดตอนนี้อยู่ที่ฉื่อละ 5 เหมาครับ แต่ถ้าพี่ใหญ่จะเอา ผมคิดแค่ 4 เหมาก็พอ” ฉินเสี่ยวตงเสนอราคามิตรภาพที่ถูกกว่าราคาตลาดให้
จางฮวาเฉิงพยักหน้า คำนวณในใจคร่าวๆ เขาต้องจ่ายเงิน 26 หยวนสำหรับคูปองผ้าทั้งหมดนี้
“แล้วนายรับซื้อคูปองสินค้าอุตสาหกรรมไหม?”
จู่ๆ จางฮวาเฉิงก็โพล่งถามขึ้นมา
“รับครับ”
ฉินเสี่ยวตงพยักหน้า
จางฮวาเฉิงล้วงคูปองใบหนึ่งออกจากกระเป๋า ส่งให้ฉินเสี่ยวตงดู “ลองดูใบนี้สิ รับไหม?”
นี่คือของกลางที่ได้มาจากพ่อค้าของเถื่อนที่เขาเพิ่งจัดการไป สถานที่เดียวที่น่าจะปล่อยของพวกนี้ได้ในตอนนี้ก็คือที่นี่ ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องถ่อไปขายถึงตลาดมืดในตัวเมือง
ฉินเสี่ยวตงรับคูปองสินค้าอุตสาหกรรมใบใหม่เอี่ยมไปพลิกดูไปมา แล้วก็ต้องตกตะลึง “นี่มันคูปองสินค้าอุตสาหกรรมของเซี่ยงไฮ้นี่นา? พี่ใหญ่ไปเอามาจากไหนครับเนี่ย?”
คูปองของเซี่ยงไฮ้ถือเป็นของดีที่ใช้ได้ในเมืองใหญ่ แต่ในเมืองเล็กๆ แบบนี้มันใช้ไม่ได้
“ซื้อมาจากตลาดเช้าน่ะสิ ไอ้คนขายมันบอกว่าเอาไปซื้อจักรยานได้เลย ใช้แค่ 15 ใบก็แทนตั๋วซื้อจักรยานได้แล้ว ฉันเลยหลงเชื่อซื้อมา แต่พอเอาไปใช้จริง พนักงานกลับบอกว่าใช้ไม่ได้ ต้องมีตราประทับจากหน่วยงานแล้วก็ต้องมีใบรับรองอะไรวุ่นวายไปหมด”
จางฮวาเฉิงแต่งเรื่องโกหกได้อย่างแนบเนียน
“อ๋อ ไอ้หมอนั่นเอง... มันวิ่งเร็วเป็นบ้า ถ้าให้ผมจับได้นะแม่มจะเล่นให้ตายเลย กล้าดียังไงมาหลอกกินในถิ่นผม พี่ใหญ่โดนมันต้มแล้วล่ะ คูปองพวกนี้เป็นของจริงครับ แต่มันใช้ได้แค่ในเมืองใหญ่ๆ บ้านนอกอย่างเราใช้ไม่ได้หรอก ถึงจะไปใช้ในเมืองใหญ่ก็ยุ่งยาก ต้องให้โรงงานในพื้นที่ประทับตราออกใบรับรองให้ถึงจะซื้อของได้”
ฉินเสี่ยวตงอธิบายฉอดๆ
ลั่วเฉิงเห็นทั้งสองคุยกันถูกคอ ก็ค่อยๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้ๆ
“แล้วจะทำยังไงล่ะ? เสียเงินฟรีงั้นเหรอ? ฉันซื้อมาตั้งเยอะ”
จางฮวาเฉิงแสร้งทำสีหน้ากลัดกลุ้ม
“ไม่เสียเปล่าหรอกครับ... ว่าแต่พี่ใหญ่ซื้อมากี่ใบ?”
ดวงตาของฉินเสี่ยวตงเป็นประกายขึ้นมาทันที
จางฮวาเฉิงชูฝ่ามือขึ้นมาห้านิ้ว
“ห้าใบ?”
ฉินเสี่ยวตงทำหน้าผิดหวัง
“ห้าสิบใบต่างหาก ฉันกะว่าจะเอามาแลกตั๋วซื้อจักรยานสองคันกับจักรเย็บผ้าอีกสองเครื่อง เลยเหมามาห้าสิบใบ ใบละตั้ง 2 หยวน จ่ายไปตั้ง 100 หยวนเชียวนะ!”
จางฮวาเฉิงทำท่าทางเจ็บปวดเสียดายเงินสุดขีด
เถี่ยจู้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ยกมือเกาหัวแกรกๆ... นั่นมันของที่อยู่ในกระเป๋าไอ้พ่อค้าของเถื่อนคนนั้นไม่ใช่เหรอ?
“ห้าสิบใบ!?”
ฉินเสี่ยวตงดีใจจนเนื้อเต้น จากนั้นก็สบถด่าตัวเองที่เมื่อวานไปช้า พอได้รับสายข่าวแล้วรีบพาลูกน้องไป ตลาดก็วายหาตัวไอ้คนขายคูปองไม่เจอแล้ว
เขาหารู้ไม่ว่า ไอ้คนขายคูปองคนนั้น ตอนนี้ได้นอนยาวอยู่ในคูน้ำข้างทางไปเรียบร้อยแล้ว
และถึงจะเจอตัวจริงๆ พวกเขาก็คงไม่มีปัญญาทำอะไรได้ ดีไม่ดีอาจจะโดนเก็บเรียบทั้งแก๊ง เพราะพ่อค้าของเถื่อนรายนั้นฝีมือไม่ธรรมดา
“พี่ใหญ่ ขายต่อให้ผมหมดเลยไหมล่ะ? ผมให้ใบละ 3 หยวนเลย พี่เก็บไว้ก็ใช้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ผมพอมีเส้นสายปล่อยของได้”
คูปองสินค้าอุตสาหกรรมเป็นที่ต้องการมากในเมืองใหญ่ ถ้ามีใบรับรองถูกต้อง ใบละ 6-7 หยวนคนยังแย่งกันซื้อ
เขาแค่รับไปแล้วเอาไปปล่อยต่อในตลาดมืด ใบละ 5 หยวนก็ขายออกได้สบายๆ
“งั้นก็ดีเลย!” จางฮวาเฉิงหยิบปึกคูปองออกมา เขาเตรียมมาปึกหนึ่งกะว่าจะมาลองดูลาดเลา ไม่นึกว่าจะขายออกจริงๆ
ฉินเสี่ยวตงยื่นมือจะไปรับ แต่แล้วก็ชะงัก สีหน้าเจื่อนลง “เอ่อ... พี่ใหญ่ คือว่า... ผมมีเงินสดไม่พอน่ะครับ”
“เอาตั๋วแลกก็ได้ คูปองอาหาร คูปองผ้า คูปองเนื้อ ฉันเอาหมด”
จางฮวาเฉิงชี้ไปที่คูปองผ้าในมือ
“ก็ยังไม่พออยู่ดีครับ ช่วงนี้มีของแค่นี้เอง”
ฉินเสี่ยวตงล้วงกระเป๋าเอาตั๋วแลกของทุกอย่างที่มีออกมาจนเกลี้ยง แม้แต่ของลั่วเฉิงก็โดนรีดออกมาด้วย
ตั๋วพวกนี้รวมกับคูปองผ้าที่ให้จางฮวาเฉิงไปเมื่อกี้ มูลค่ารวมกันยังไม่ถึง 100 หยวนเลย แต่คูปองสินค้าอุตสาหกรรมปึกนี้มีมูลค่าถึง 150 หยวน
เขาควักเงินสดออกมาสมทบอีก ก็มีแค่ 12 หยวน 5 เหมา
“นายเอาไปก่อนเถอะ ส่วนที่ขาดเดี๋ยวขายได้ค่อยเอามาให้ฉัน วันหลังฉันจะแวะมาอีก” จางฮวาเฉิงยัดคูปองใส่มืออีกฝ่าย แล้วกวาดเงินกับตั๋วทั้งหมดลงกระเป๋าตัวเอง
ฉินเสี่ยวตงดีใจจนแทบกราบ ตบหน้าอกรับประกันเป็นมั่นเหมาะว่าไม่มีปัญหา
เห็นจางฮวาเฉิงคุยง่าย เขาเลยลองหยั่งเชิงดู “พี่ใหญ่... เอ่อ คือว่า... เสื้อโค้ททหารตัวนั้น คืนให้ผมได้ไหมครับ? กว่าผมจะหาซื้อได้เลือดตาแทบกระเด็น...”
“ตอนนายเอาคูปองพวกนี้ไปปล่อยระวังตัวหน่อยนะ ฉันสงสัยว่าไอ้คนขายนั่นมันไปปล้นคูปองใครเขามาแล้วหนีมาที่นี่”
ฝันไปเถอะ
จางฮวาเฉิงเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย
“พี่ใหญ่ไม่ต้องห่วงครับ งูย่อมมีทางของงู หนูย่อมมีทางของหนู ผมมีวิธีของผม”
ฉินเสี่ยวตงเห็นว่าคงไม่ได้เสื้อคืนแน่แล้ว ก็ตัดใจไม่พูดถึงอีก
ส่วนเรื่องคูปองจำนวนมหาศาลขนาดนี้ เขารู้อยู่แล้วว่าที่มาต้องไม่ขาวสะอาด ไม่อย่างนั้นคงไม่หอบคูปองของเซี่ยงไฮ้มาขายในที่กันดารแบบนี้หรอก
แต่เขามีช่องทางปล่อยของ จะสกปรกแค่ไหนเขาก็ไม่สน
ขณะกำลังจะแยกย้าย จู่ๆ จางฮวาเฉิงก็ถามขึ้น “รู้ไหมว่าที่ไหนมีรถเข็นพื้นเรียบขายบ้าง? ขอแบบของใหม่นะ”
ถ้ามีรถเข็นสักคัน จะทำอะไรก็สะดวกขึ้นเยอะ
ฉินเสี่ยวตงนิ่งคิดครู่หนึ่ง “อืม... บังเอิญจัง มีอยู่เจ้าหนึ่งครับ แต่ต้องให้ผมพาไป ไม่งั้นเขาไม่เปิดประตูให้”
“นำทางไปเลย!”
จางฮวาเฉิงเข้าใจทันที... ช่างไม้เถื่อน
ยุคนี้การทำเฟอร์นิเจอร์ขายเองถือเป็นการ ‘เก็งกำไร’ ผิดกฎหมาย ถ้าโดนจับได้โทษหนัก สมกับเป็นเจ้าถิ่นจริงๆ ถึงรู้แหล่งซื้อของยากๆ แบบนี้ ในเมืองจะหาซื้อรถเข็นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
พวกเขาเดินตามฉินเสี่ยวตงลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยอันคดเคี้ยวอยู่พักใหญ่ จนมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านเก่าๆ หลังหนึ่งตรงสุดมุมกำแพง ผนังอิฐสีเขียวเก่าคร่ำคร่าจนด่างเป็นสีน้ำตาลเทา ตามรอยแตกมีหญ้าหางหมาจอกแห้งเหี่ยวปกคลุมด้วยหิมะโผล่ออกมาสองสามต้น
ประตูไม้สีดำเอียงกะเท่เร่ จางฮวาเฉิงมองฉินเสี่ยวตงอย่างสงสัย... นี่บ้านช่างไม้เหรอ?
“เหล่าติง!”
“เหล่าติง!”
ฉินเสี่ยวตงเคาะประตู แล้วกดเสียงต่ำเรียกชื่อ
ไม่นานก็ได้ยินเสียงย่ำหิมะดังมาจากข้างใน
“ใคร?”
เสียงทุ้มต่ำถามกลับมา
“ฉันเอง เสี่ยวตง!”
“มีธุระอะไร?”
“ลูกค้าใหญ่!”
ประตูเปิดแง้มออก เผยให้เห็นชายวัยกลางคนหนวดเครารุงรัง เขาใช้สายตากวาดมองจางฮวาเฉิงและเถี่ยจู้ แล้วชะโงกหน้ามองไปทางท้ายตรอก พอเห็นว่าปลอดคนถึงยอมเปิดประตูให้กว้างขึ้น
“เข้ามา”
ชายคนนั้นกระซิบ
จางฮวาเฉิงถึงสังเกตเห็นว่าเหล่าติงเป็นคนขาเป๋
เมื่อเดินเข้ามาในลานบ้าน เห็นโต๊ะแปดเซียนขาหักวางอยู่กลางโถง บนโต๊ะมีชามกระเบื้องบิ่นๆ วางซ้อนกันอยู่สามใบ ทั่วทั้งลานบ้านอบอวลไปด้วยกลิ่นไม้
ช่างไม้เหล่าติงกระซิบกระซาบกับฉินเสี่ยวตงอยู่ครู่หนึ่ง
“ห้องปีกตะวันออก”
ฉินเสี่ยวตงหันมาบอก
หน้าประตูห้องปีกตะวันออกมีกองฟืนสุมบังไว้อยู่ พอขนฟืนออก เหล่าติงถึงไขกุญแจเปิดประตู ภายในห้องเต็มไปด้วยฟืนเช่นกัน มีกลิ่นอับของไม้ผุจางๆ
แต่เมื่อเหล่าติงรื้อกองฟืนออก จางฮวาเฉิงก็ตาลุกวาว ข้างหลังนั้นมีรถเข็นพื้นเรียบใหม่เอี่ยมหนึ่งคัน รถเข็นล้อเดียวหนึ่งคัน ถังไม้ เก้าอี้ตัวเตี้ยสองตัว และเก้าอี้พนักพิงอีกสองตัว
“รถเข็นคันนี้ขายเท่าไหร่?” จางฮวาเฉิงเข้าไปลูบคลำสำรวจดู แกนล้อเหล็กใหม่เอี่ยม ใช้ไม้เนื้อดี งานประกอบประณีตแข็งแรงมาก
เหล่าติงนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
จบบท