เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 พ่อค้าของเถื่อนในตรอกลึก

บทที่ 22 พ่อค้าของเถื่อนในตรอกลึก

บทที่ 22 พ่อค้าของเถื่อนในตรอกลึก


เมื่อเดินมาถึงมุมกำแพง ฉินเสี่ยวตงมองซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะล้วงเอาคูปองผ้าปึกเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ

จางฮวาเฉิงรับมาตรวจสอบดู มีคูปองขนาด 1 ฉื่ออยู่สองใบ, ขนาด 2 ฉื่อสี่ใบ, ขนาด 5 ฉื่อเจ็ดใบ และขนาด 10 ฉื่ออีกสองใบ... เขาประหลาดใจไม่น้อย ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะมีของเยอะขนาดนี้

“คูปองผ้าขายฉื่อละเท่าไหร่?”

จางฮวาเฉิงถามอย่างพึงพอใจ

ผ้าจำนวนนี้เพียงพอสำหรับความต้องการของเขาแล้ว

“ราคาตลาดมืดตอนนี้อยู่ที่ฉื่อละ 5 เหมาครับ แต่ถ้าพี่ใหญ่จะเอา ผมคิดแค่ 4 เหมาก็พอ” ฉินเสี่ยวตงเสนอราคามิตรภาพที่ถูกกว่าราคาตลาดให้

จางฮวาเฉิงพยักหน้า คำนวณในใจคร่าวๆ เขาต้องจ่ายเงิน 26 หยวนสำหรับคูปองผ้าทั้งหมดนี้

“แล้วนายรับซื้อคูปองสินค้าอุตสาหกรรมไหม?”

จู่ๆ จางฮวาเฉิงก็โพล่งถามขึ้นมา

“รับครับ”

ฉินเสี่ยวตงพยักหน้า

จางฮวาเฉิงล้วงคูปองใบหนึ่งออกจากกระเป๋า ส่งให้ฉินเสี่ยวตงดู “ลองดูใบนี้สิ รับไหม?”

นี่คือของกลางที่ได้มาจากพ่อค้าของเถื่อนที่เขาเพิ่งจัดการไป สถานที่เดียวที่น่าจะปล่อยของพวกนี้ได้ในตอนนี้ก็คือที่นี่ ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องถ่อไปขายถึงตลาดมืดในตัวเมือง

ฉินเสี่ยวตงรับคูปองสินค้าอุตสาหกรรมใบใหม่เอี่ยมไปพลิกดูไปมา แล้วก็ต้องตกตะลึง “นี่มันคูปองสินค้าอุตสาหกรรมของเซี่ยงไฮ้นี่นา? พี่ใหญ่ไปเอามาจากไหนครับเนี่ย?”

คูปองของเซี่ยงไฮ้ถือเป็นของดีที่ใช้ได้ในเมืองใหญ่ แต่ในเมืองเล็กๆ แบบนี้มันใช้ไม่ได้

“ซื้อมาจากตลาดเช้าน่ะสิ ไอ้คนขายมันบอกว่าเอาไปซื้อจักรยานได้เลย ใช้แค่ 15 ใบก็แทนตั๋วซื้อจักรยานได้แล้ว ฉันเลยหลงเชื่อซื้อมา แต่พอเอาไปใช้จริง พนักงานกลับบอกว่าใช้ไม่ได้ ต้องมีตราประทับจากหน่วยงานแล้วก็ต้องมีใบรับรองอะไรวุ่นวายไปหมด”

จางฮวาเฉิงแต่งเรื่องโกหกได้อย่างแนบเนียน

“อ๋อ ไอ้หมอนั่นเอง... มันวิ่งเร็วเป็นบ้า ถ้าให้ผมจับได้นะแม่มจะเล่นให้ตายเลย กล้าดียังไงมาหลอกกินในถิ่นผม พี่ใหญ่โดนมันต้มแล้วล่ะ คูปองพวกนี้เป็นของจริงครับ แต่มันใช้ได้แค่ในเมืองใหญ่ๆ บ้านนอกอย่างเราใช้ไม่ได้หรอก ถึงจะไปใช้ในเมืองใหญ่ก็ยุ่งยาก ต้องให้โรงงานในพื้นที่ประทับตราออกใบรับรองให้ถึงจะซื้อของได้”

ฉินเสี่ยวตงอธิบายฉอดๆ

ลั่วเฉิงเห็นทั้งสองคุยกันถูกคอ ก็ค่อยๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้ๆ

“แล้วจะทำยังไงล่ะ? เสียเงินฟรีงั้นเหรอ? ฉันซื้อมาตั้งเยอะ”

จางฮวาเฉิงแสร้งทำสีหน้ากลัดกลุ้ม

“ไม่เสียเปล่าหรอกครับ... ว่าแต่พี่ใหญ่ซื้อมากี่ใบ?”

ดวงตาของฉินเสี่ยวตงเป็นประกายขึ้นมาทันที

จางฮวาเฉิงชูฝ่ามือขึ้นมาห้านิ้ว

“ห้าใบ?”

ฉินเสี่ยวตงทำหน้าผิดหวัง

“ห้าสิบใบต่างหาก ฉันกะว่าจะเอามาแลกตั๋วซื้อจักรยานสองคันกับจักรเย็บผ้าอีกสองเครื่อง เลยเหมามาห้าสิบใบ ใบละตั้ง 2 หยวน จ่ายไปตั้ง 100 หยวนเชียวนะ!”

จางฮวาเฉิงทำท่าทางเจ็บปวดเสียดายเงินสุดขีด

เถี่ยจู้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ยกมือเกาหัวแกรกๆ... นั่นมันของที่อยู่ในกระเป๋าไอ้พ่อค้าของเถื่อนคนนั้นไม่ใช่เหรอ?

“ห้าสิบใบ!?”

ฉินเสี่ยวตงดีใจจนเนื้อเต้น จากนั้นก็สบถด่าตัวเองที่เมื่อวานไปช้า พอได้รับสายข่าวแล้วรีบพาลูกน้องไป ตลาดก็วายหาตัวไอ้คนขายคูปองไม่เจอแล้ว

เขาหารู้ไม่ว่า ไอ้คนขายคูปองคนนั้น ตอนนี้ได้นอนยาวอยู่ในคูน้ำข้างทางไปเรียบร้อยแล้ว

และถึงจะเจอตัวจริงๆ พวกเขาก็คงไม่มีปัญญาทำอะไรได้ ดีไม่ดีอาจจะโดนเก็บเรียบทั้งแก๊ง เพราะพ่อค้าของเถื่อนรายนั้นฝีมือไม่ธรรมดา

“พี่ใหญ่ ขายต่อให้ผมหมดเลยไหมล่ะ? ผมให้ใบละ 3 หยวนเลย พี่เก็บไว้ก็ใช้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ผมพอมีเส้นสายปล่อยของได้”

คูปองสินค้าอุตสาหกรรมเป็นที่ต้องการมากในเมืองใหญ่ ถ้ามีใบรับรองถูกต้อง ใบละ 6-7 หยวนคนยังแย่งกันซื้อ

เขาแค่รับไปแล้วเอาไปปล่อยต่อในตลาดมืด ใบละ 5 หยวนก็ขายออกได้สบายๆ

“งั้นก็ดีเลย!” จางฮวาเฉิงหยิบปึกคูปองออกมา เขาเตรียมมาปึกหนึ่งกะว่าจะมาลองดูลาดเลา ไม่นึกว่าจะขายออกจริงๆ

ฉินเสี่ยวตงยื่นมือจะไปรับ แต่แล้วก็ชะงัก สีหน้าเจื่อนลง “เอ่อ... พี่ใหญ่ คือว่า... ผมมีเงินสดไม่พอน่ะครับ”

“เอาตั๋วแลกก็ได้ คูปองอาหาร คูปองผ้า คูปองเนื้อ ฉันเอาหมด”

จางฮวาเฉิงชี้ไปที่คูปองผ้าในมือ

“ก็ยังไม่พออยู่ดีครับ ช่วงนี้มีของแค่นี้เอง”

ฉินเสี่ยวตงล้วงกระเป๋าเอาตั๋วแลกของทุกอย่างที่มีออกมาจนเกลี้ยง แม้แต่ของลั่วเฉิงก็โดนรีดออกมาด้วย

ตั๋วพวกนี้รวมกับคูปองผ้าที่ให้จางฮวาเฉิงไปเมื่อกี้ มูลค่ารวมกันยังไม่ถึง 100 หยวนเลย แต่คูปองสินค้าอุตสาหกรรมปึกนี้มีมูลค่าถึง 150 หยวน

เขาควักเงินสดออกมาสมทบอีก ก็มีแค่ 12 หยวน 5 เหมา

“นายเอาไปก่อนเถอะ ส่วนที่ขาดเดี๋ยวขายได้ค่อยเอามาให้ฉัน วันหลังฉันจะแวะมาอีก” จางฮวาเฉิงยัดคูปองใส่มืออีกฝ่าย แล้วกวาดเงินกับตั๋วทั้งหมดลงกระเป๋าตัวเอง

ฉินเสี่ยวตงดีใจจนแทบกราบ ตบหน้าอกรับประกันเป็นมั่นเหมาะว่าไม่มีปัญหา

เห็นจางฮวาเฉิงคุยง่าย เขาเลยลองหยั่งเชิงดู “พี่ใหญ่... เอ่อ คือว่า... เสื้อโค้ททหารตัวนั้น คืนให้ผมได้ไหมครับ? กว่าผมจะหาซื้อได้เลือดตาแทบกระเด็น...”

“ตอนนายเอาคูปองพวกนี้ไปปล่อยระวังตัวหน่อยนะ ฉันสงสัยว่าไอ้คนขายนั่นมันไปปล้นคูปองใครเขามาแล้วหนีมาที่นี่”

ฝันไปเถอะ

จางฮวาเฉิงเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย

“พี่ใหญ่ไม่ต้องห่วงครับ งูย่อมมีทางของงู หนูย่อมมีทางของหนู ผมมีวิธีของผม”

ฉินเสี่ยวตงเห็นว่าคงไม่ได้เสื้อคืนแน่แล้ว ก็ตัดใจไม่พูดถึงอีก

ส่วนเรื่องคูปองจำนวนมหาศาลขนาดนี้ เขารู้อยู่แล้วว่าที่มาต้องไม่ขาวสะอาด ไม่อย่างนั้นคงไม่หอบคูปองของเซี่ยงไฮ้มาขายในที่กันดารแบบนี้หรอก

แต่เขามีช่องทางปล่อยของ จะสกปรกแค่ไหนเขาก็ไม่สน

ขณะกำลังจะแยกย้าย จู่ๆ จางฮวาเฉิงก็ถามขึ้น “รู้ไหมว่าที่ไหนมีรถเข็นพื้นเรียบขายบ้าง? ขอแบบของใหม่นะ”

ถ้ามีรถเข็นสักคัน จะทำอะไรก็สะดวกขึ้นเยอะ

ฉินเสี่ยวตงนิ่งคิดครู่หนึ่ง “อืม... บังเอิญจัง มีอยู่เจ้าหนึ่งครับ แต่ต้องให้ผมพาไป ไม่งั้นเขาไม่เปิดประตูให้”

“นำทางไปเลย!”

จางฮวาเฉิงเข้าใจทันที... ช่างไม้เถื่อน

ยุคนี้การทำเฟอร์นิเจอร์ขายเองถือเป็นการ ‘เก็งกำไร’ ผิดกฎหมาย ถ้าโดนจับได้โทษหนัก สมกับเป็นเจ้าถิ่นจริงๆ ถึงรู้แหล่งซื้อของยากๆ แบบนี้ ในเมืองจะหาซื้อรถเข็นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

พวกเขาเดินตามฉินเสี่ยวตงลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยอันคดเคี้ยวอยู่พักใหญ่ จนมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านเก่าๆ หลังหนึ่งตรงสุดมุมกำแพง ผนังอิฐสีเขียวเก่าคร่ำคร่าจนด่างเป็นสีน้ำตาลเทา ตามรอยแตกมีหญ้าหางหมาจอกแห้งเหี่ยวปกคลุมด้วยหิมะโผล่ออกมาสองสามต้น

ประตูไม้สีดำเอียงกะเท่เร่ จางฮวาเฉิงมองฉินเสี่ยวตงอย่างสงสัย... นี่บ้านช่างไม้เหรอ?

“เหล่าติง!”

“เหล่าติง!”

ฉินเสี่ยวตงเคาะประตู แล้วกดเสียงต่ำเรียกชื่อ

ไม่นานก็ได้ยินเสียงย่ำหิมะดังมาจากข้างใน

“ใคร?”

เสียงทุ้มต่ำถามกลับมา

“ฉันเอง เสี่ยวตง!”

“มีธุระอะไร?”

“ลูกค้าใหญ่!”

ประตูเปิดแง้มออก เผยให้เห็นชายวัยกลางคนหนวดเครารุงรัง เขาใช้สายตากวาดมองจางฮวาเฉิงและเถี่ยจู้ แล้วชะโงกหน้ามองไปทางท้ายตรอก พอเห็นว่าปลอดคนถึงยอมเปิดประตูให้กว้างขึ้น

“เข้ามา”

ชายคนนั้นกระซิบ

จางฮวาเฉิงถึงสังเกตเห็นว่าเหล่าติงเป็นคนขาเป๋

เมื่อเดินเข้ามาในลานบ้าน เห็นโต๊ะแปดเซียนขาหักวางอยู่กลางโถง บนโต๊ะมีชามกระเบื้องบิ่นๆ วางซ้อนกันอยู่สามใบ ทั่วทั้งลานบ้านอบอวลไปด้วยกลิ่นไม้

ช่างไม้เหล่าติงกระซิบกระซาบกับฉินเสี่ยวตงอยู่ครู่หนึ่ง

“ห้องปีกตะวันออก”

ฉินเสี่ยวตงหันมาบอก

หน้าประตูห้องปีกตะวันออกมีกองฟืนสุมบังไว้อยู่ พอขนฟืนออก เหล่าติงถึงไขกุญแจเปิดประตู ภายในห้องเต็มไปด้วยฟืนเช่นกัน มีกลิ่นอับของไม้ผุจางๆ

แต่เมื่อเหล่าติงรื้อกองฟืนออก จางฮวาเฉิงก็ตาลุกวาว ข้างหลังนั้นมีรถเข็นพื้นเรียบใหม่เอี่ยมหนึ่งคัน รถเข็นล้อเดียวหนึ่งคัน ถังไม้ เก้าอี้ตัวเตี้ยสองตัว และเก้าอี้พนักพิงอีกสองตัว

“รถเข็นคันนี้ขายเท่าไหร่?” จางฮวาเฉิงเข้าไปลูบคลำสำรวจดู แกนล้อเหล็กใหม่เอี่ยม ใช้ไม้เนื้อดี งานประกอบประณีตแข็งแรงมาก

เหล่าติงนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว

จบบท

จบบทที่ บทที่ 22 พ่อค้าของเถื่อนในตรอกลึก

คัดลอกลิงก์แล้ว