- หน้าแรก
- 1965 ย้อนเวลามาเป็นสุดยอดนักล่าแห่งฉางไป๋
- บทที่ 19 คูปองผ้า
บทที่ 19 คูปองผ้า
บทที่ 19 คูปองผ้า
วัตถุดิบสำคัญอย่างกระเพาะหมูสำหรับทำเมนู ‘ไก่ตุ๋นกระเพาะหมู’ มีพร้อมแล้ว แต่ยังขาดไก่และเครื่องปรุงรสสำคัญอีกหลายอย่าง
ถ้าแค่ไก่ก็หาซื้อได้ในตัวอำเภอ หรือไม่ก็เข้าป่าไปวัดดวงหาไก่ป่าเอาก็ได้ แต่เครื่องเทศและเครื่องปรุงรสบางอย่างนี่สิ คือหัวใจสำคัญที่จะขาดไม่ได้เด็ดขาด
มื้อเที่ยงวันนี้ จางฮวาเฉิงนึ่งหมั่นโถวแป้งสาลีขัดขาวไว้สองซึ้งใหญ่ กินคู่กับหมูผัดผักกาดขาวและตับหมูผัดพริกแห้งรสจัดจ้าน เด็กหญิงตัวน้อยสองคนกินกันจนปากมันแผล็บ
หลังจากเถี่ยจู้กินข้าวที่บ้านจางฮวาเฉิงเสร็จ เขาก็รีบเปลี่ยนรองเท้านวมเตรียมตัวไปกองพลฟู่จวงทันที
“เถี่ยจู้ เอาอันนี้ไปด้วย”
จางฮวาเฉิงยัดถุงผ้าที่เตรียมไว้ใส่มือเพื่อน
แม้เขาจะไม่แบ่งเงินค่าแรงให้เถี่ยจู้โดยตรง (เพราะกลัวโดนพ่อมันไถ) แต่เรื่องปากท้องและความเป็นอยู่ของครอบครัวเถี่ยจู้ เขาดูแลเต็มที่
“พี่... นี่อะไรเหรอ?”
เถี่ยจู้รับมาถือไว้ เกาหัวแกรกๆ แล้วฉีกยิ้มกว้าง
จางฮวาเฉิงตบถุงผ้าเบาๆ “ข้างในมีหมั่นโถวแป้งขาวสิบลูก ห่อกระดาษน้ำมันข้างบนสองห่อคือตับหมูผัดพริกกับกากหมู ส่วนห่อล่างสุดเป็นเกลือกับพริกแห้ง... อ้อ แล้วก็อย่าลืมไปวัดขนาดตัวกับขนาดเท้าของน้องๆ นายมาด้วยนะ พรุ่งนี้ฉันจะหาทางหาคูปองผ้ามาตัดชุดนวมกับรองเท้านวมให้น้องนาย”
ถ้าจะซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปกับรองเท้าใหม่ให้เด็กทุกคน มันแพงเกินไป
ถึงตอนนี้เขาจะพอมีเงินบ้าง แต่รายจ่ายก็รออยู่เป็นหางว่าว เงินที่มีในกระเป๋าตอนนี้ยังห่างไกลคำว่าพอใช้อีกโข
เถี่ยจู้พยักหน้าหงึกหงักอย่างซาบซึ้ง เขาเก็บถุงผ้าลงในตะกร้าไผ่อย่างชำนาญ เอาฟืนปิดทับอำพรางสายตา แล้วบอกลาจางฮวาเฉิงก่อนจะวิ่งเหยาะๆ จากไป
“ต้องใช้คูปองผ้าเยอะน่าดูเลยนะเนี่ย”
จางฮวาเฉิงเริ่มกุมขมับ
แต่เขาก็รู้ว่า ตราบใดที่มีเงิน คูปองผ้ากับคูปองธัญพืชหยาบหาซื้อในตลาดมืดได้ไม่ยาก ที่ยากคือพวกตั๋วรถจักรยานกับตั๋วจักรเย็บผ้าต่างหาก
เรื่องคูปองผ้าก็แค่ปัญหาเรื่องเงิน... ซึ่งเขาแก้ได้
ล็อตแรกที่ต้องตัดชุดใหม่ให้คือ หวังหลิน, ฮวาหลิง, น้องเล็ก, ต้าเป่า, เสี่ยวเป่า และน้องๆ ของเถี่ยจู้... นี่ถือเป็นล็อตเร่งด่วน ส่วนล็อตสองค่อยเป็นคิวของเขา, เถี่ยจู้, พี่ชาย, พี่สะใภ้ และพ่อแม่
“ผ้าอะไรเหรอคะ?”
หวังหลินได้ยินแว่วๆ เลยชะโงกหน้ามาถาม
จางฮวาเฉิงเดินเข้าไปโอบเอวบางของภรรยา ลูบไล้เบาๆ พอเห็นภรรยาหน้าแดงระเรื่อเขาก็ยิ้ม “พรุ่งนี้จะไปซื้อผ้ากับฝ้ายมาตัดชุดใหม่ให้คุณ ชอบผ้าลายไหนล่ะ?”
“ฉัน... ฉันมีเสื้อผ้าใส่อยู่แล้ว...”
หวังหลินก้มหน้าหลบสายตาด้วยความขัดเขิน แอบชำเลืองมองน้องเล็กกับโตวโตวที่เล่นกันอยู่บนเตียงเตาอย่างหวาดเสียวกลัวเด็กเห็น
“ต้องมีชุดใหม่ใส่ฉลองปีใหม่สิ ชุดที่คุณใส่อยู่นี่ตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้วมั้ง ผมจะตัดชุดสวยๆ ให้คุณใส่สักชุด” จางฮวาเฉิงดึงแขนเสื้อที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนและซักจนสีซีดขาวของเธอขึ้นมาดู หวังหลินอายจนพยายามหดมือกลับ
“เร็วบอกมา ชอบผ้าแบบไหน?”
“ผะ... ผ้าดิบก็ได้ค่ะ”
ผ้าดิบเนื้อหนา ทนทาน แต่ใส่ไม่ค่อยสบายตัว แถมยังมีผ้าดิบเกรดต่ำที่ทอจากเศษด้ายรีไซเคิล ซึ่งเนื้อหยาบกระด้างจนใส่แล้วคันยุบยิบ ข้อดีอย่างเดียวคือราคาถูกและบางทีไม่ต้องใช้คูปอง
“ผ้าดิบเหรอ? เสียดายคูปองแย่ ผมเลือกให้เองดีกว่า”
จางฮวาเฉิงครุ่นคิด ผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดก็บางไป ผ้าลายสองก็พอถูไถ ผ้ากากีกับผ้าดิบก็ไม่ต่างกันมาก ส่วนผ้าใยสังเคราะห์ (เทโทรอน) ยอดฮิตยุค 70 ตอนนี้ยังไม่แพร่หลาย ที่ดีที่สุดในตอนนี้คือผ้าลูกฟูกกับผ้ากำมะหยี่ แต่พวกนั้นเป็นผ้าเกรดพรีเมียม ต้องใช้โควต้าพิเศษ ลำพังแค่คูปองผ้าธรรมดาซื้อไม่ได้
...
ณ กองพลฟู่จวง
หวังฟู่กุ้ยทำกับข้าวเสร็จแล้ว จ้าวเซียงหลานกำลังยืนชะเง้อรออยู่ที่หน้าประตู
“พ่อจ๋า หิว...”
กลิ่นหอมของเนื้อผัดลอยออกมาจากหม้อ เด็กน้อยสองคนเกาะขอบเตา กลืนน้ำลายเอื้อกๆ ส่วนต้าเม้ยก็วิ่งเข้าวิ่งออกคอยดูทาง
“รอพี่ชายพวกเอ็งมาก่อนค่อยกินนะ”
หวังฟู่กุ้ยอดชะโงกดูในหม้อไม่ได้ บ้านเขาไม่ได้ผัดกับข้าวใส่หมูครึ่งชั่งแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ แถมยังแปะแผ่นแป้งข้าวโพดรอบขอบหม้อจนเต็ม
แถมยังใส่น้ำมันหมูลงไปผัดจนหอมฟุ้งอีกต่างหาก
เมื่อคืนตอนเถี่ยจู้แบกหมูมาให้ตอนดึก พวกเขายังนึกว่าฝันไปซะอีก
เมื่อเช้าเขาตัดใจควักเงินไปซื้อถ่านหินจากกองพลมาสิบกระสอบ ตอนนี้บ้านเลยอุ่นสบาย เป็นความสุขที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึงมาก่อน
“แม่! พี่มาแล้ว!”
ต้าเม้ยเห็นพี่ชายแต่ไกล ก็ตะโกนลั่นด้วยความดีใจ
เจ้าตัวเล็กสองคนได้ยินเสียงพี่สาวก็วิ่งปรู๊ดออกไปทันที หวังฟู่กุ้ยต้องรีบคว้าตัวไว้คนละข้าง เพราะเจ้าสองหน่อนี่ยังไม่มีกางเกงกับรองเท้าใส่ ขืนวิ่งออกไปทั้งอย่างนั้นคงแข็งตาย
“แม่! ต้าเม้ย!”
เถี่ยจู้เห็นแม่กับน้องมารอรับ ก็เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น
หวังฟู่กุ้ยรีบเปิดฝาหม้อ ตักผัดผักกาดขาวใส่หมูใส่ชามใบใหญ่ที่มีรอยบิ่น บ้านนี้ไม่มีจาน มีแต่ชามบิ่นๆ นี่แหละ
แม้แต่ตะเกียบยังเหลามาจากกิ่งไม้แล้วขัดให้เรียบเอา
“พี่จ๋า!”
“พี่จ๋า!”
เด็กน้อยสองคนรักพี่ชายคนนี้มาก เพราะทุกครั้งที่มา พี่ชายจะมีของอร่อยติดมือมาด้วยเสมอ
“พี่... นี่อะไรเหรอ?”
ต้าเม้ยเห็นพี่ชายหยิบถุงผ้าออกมา ก็เอานิ้วจิ้มๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เถี่ยจู้... ทำไมเอาของมาอีกแล้ว ที่บ้านมีกินพอแล้วลูก เอาไปคืนฮวาเฉิงเถอะ” จ้าวเซียงหลานเห็นลูกชายขนของมาอีกก็รีบห้าม
“แม่ พี่เขาให้ผมเอามาให้ บอกว่าเป็นหมั่นโถวกับกากหมู”
เถี่ยจู้แก้ปากถุง กลิ่นหอมของเนื้อก็ลอยฟุ้งออกมาทันที
เขาค่อยๆ หยิบห่อกระดาษน้ำมันออกมา พอเปิดออกดู ข้างในคือกากหมูทอดกรอบสีเหลืองทองส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย
ต้าเม้ยรับอีกห่อไปเปิดดู กลิ่นฉุนของพริกผสมกับกลิ่นหอมของตับหมูเตะจมูกอย่างจัง
“นี่ตับหมูผัดพริก!”
หมั่นโถวแป้งสาลีขัดขาวลูกโตวางเรียงกันอยู่ในถุง กลิ่นหอมหวานของแป้งสาลีทำเอาเด็กน้อยสองคนอดใจไม่ไหว ยื่นมือจะคว้า แต่หวังฟู่กุ้ยดุไว้ก่อน
“พี่... ทำไมหมั่นโถวอันนี้สีขาวจั๊วะเลย แถมหอมจัง!” ต้าเม้ยดมฟุดฟิด เธอเคยกินแต่หมั่นโถวแป้งข้าวโพดสีเหลืองหรือแป้งธัญพืชสีดำคล้ำ
เถี่ยจู้เกาหัว
“นี่ไม่ใช่หมั่นโถวธัญพืชหยาบลูก... นี่มันหมั่นโถวแป้งสาลีขัดขาว” หวังฟู่กุ้ยมองด้วยสายตาซับซ้อน คนในกองพลฟู่จวงจะมีสักกี่บ้านที่ได้กินของแบบนี้ เขาเองตั้งแต่โตมาก็แทบไม่ได้ลิ้มรสชาติมันอีกเลย
“แป้งสาลีขัดขาว?”
ต้าเม้ยทำหน้างง... มันคืออะไรเหรอ?
แต่พอหวังฟู่กุ้ยฉีกแบ่งหมั่นโถวให้เด็กคนละชิ้น พอได้ลิ้มรสความนุ่มหวานของแป้งขาว เด็กๆ ก็เบิกตาโตจ้องหมั่นโถวที่เหลือในถุงตาเป็นมัน
“แม่... พี่เขาบอกให้วัดขนาดตัวกับขนาดเท้าน้องๆ ด้วย พี่เขาจะตัดชุดนวมกับรองเท้านวมให้ใหม่”
ระหว่างกินข้าว เถี่ยจู้นึกขึ้นได้เลยรีบบอก
“ห๊ะ? จะ... จะตัดชุดใหม่กับรองเท้าใหม่ให้น้องๆ เหรอ?” จ้าวเซียงหลานตกใจจนตะเกียบแทบร่วง เด็กสมัยนี้ถ้าไม่โตจนใส่ชุดเดิมไม่ได้จริงๆ ใครจะมีโอกาสได้ใส่ชุดใหม่?
ฮวาเฉิงจะตัดชุดใหม่ให้น้องๆ ของเถี่ยจู้ทุกคนเลยเหรอ?
เจ้าตัวเล็กสองคนมัวแต่สนใจเนื้อในชาม ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร
แต่ต้าเม้ยฟังรู้เรื่อง ดวงตากลมโตคู่สวยกระพริบปริบๆ ด้วยความตื่นเต้น... เธอจะได้ใส่ชุดใหม่เหรอ?
เถี่ยจู้พยักหน้า แล้วทวนคำพูดของจางฮวาเฉิงให้ฟังอีกรอบ
“เอ่อ... เถี่ยจู้ ถ้ายังขาดคนช่วยงาน บอกลุงได้นะ ลุงยังมีแรงเหลือเฟือ!” หวังฟู่กุ้ยทนไม่ไหวแล้วโพล่งออกมา ทำงานหนักแทบตายทั้งปีลูกเมียยังไม่มีปัญญาตัดชุดใหม่ ยอมเสี่ยงไปค้ากำไรเกินควรเพื่อให้ครอบครัวได้อยู่ดีกินดีสักวันสองวันยังดีกว่าอดตาย!
เถี่ยจู้เกาหัว ยังงงๆ กับท่าทีของพ่อเลี้ยง
“พี่... หนูจะได้ใส่ชุดใหม่จริงๆ เหรอ?”
ต้าเม้ยถามเสียงใสด้วยความดีใจ
เธอไม่เคยมีชุดใหม่ใส่เลยสักครั้งในชีวิต มีแต่เสื้อผ้าเก่าๆ ที่แก้ทรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เจ้าตัวเล็กสองคนยังไม่เข้าใจความหมายของ ‘ชุดใหม่’ และ ‘รองเท้าใหม่’ ว่ามันหมายถึงการที่ฤดูหนาวนี้พวกเขาจะไม่ต้องแก้ผ้านอนซุกตัวอยู่แต่ในผ้าห่มอีกต่อไป..
จบบท