- หน้าแรก
- 1965 ย้อนเวลามาเป็นสุดยอดนักล่าแห่งฉางไป๋
- บทที่ 14 รองเท้านวมของต้าเม้ย
บทที่ 14 รองเท้านวมของต้าเม้ย
บทที่ 14 รองเท้านวมของต้าเม้ย
เด็กน้อยสามคนจ้องมองของกินบนโต๊ะตาละห้อย พลางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
เถี่ยจู้แกะห่อขนมเถาซูออก แล้วยื่นให้น้องสาวคนโต
“พี่กินก่อนสิ!”
‘ต้าเม้ย’ หยิบขนมออกมาหนึ่งชิ้นยื่นให้พี่ชายอย่างรู้ความ แม้ตัวเองจะอยากกินจนน้ำลายสอเต็มปาก
เถี่ยจู้รีบส่ายหน้าปฏิเสธ “พี่กินทุกวันแหละ กินของอร่อยเยอะแยะทุกวันเลย”
“แล้วพี่มีเนื้อกินไหม?”
เจ้าหนูตัวจ้อยที่แก้ผ้าล่อนจ้อนเบิกตาโตถาม
ในสายตาของเด็กตัวแค่นี้ การได้กินเนื้อคือที่สุดของความวิเศษแล้ว
“มีสิ ได้กินเนื้อทุกวันเลย เมื่อเช้าไปในเมืองก็ได้กินบะหมี่หมูเส้น ชามเบ้อเริ่มเทิ่ม กินไปตั้งสองชาม ซดน้ำแกงไปอีกสี่ชาม แล้วก่อนมานี่ก็ได้กินหมูตุ๋นผักกาดขาวใส่วุ้นเส้นด้วย”
เถี่ยจู้ทำท่าทางประกอบ
ได้ยินแบบนั้น หลายคนในห้องถึงกับกลืนน้ำลายเอื้อก
อย่าว่าแต่เนื้อเลย แค่บะหมี่แป้งหมี่ธรรมดาๆ สำหรับกองพลฟู่จวงยังถือเป็นของหายาก การจะซื้อเส้นหมี่ต้องใช้คูปองอาหารละเอียด แค่มีธัญพืชหยาบพอกินประทังชีวิตก็ขอบคุณสวรรค์แล้ว
ส่วนหมูตุ๋นผักกาดขาวใส่วุ้นเส้น... เมนูหรูหราแบบนั้น บ้านนี้ไม่เคยมีใครได้ลิ้มรสมาก่อน
“ฮวาเฉิงพาแกไปในเมืองเหรอ?”
“อื้ม!”
“ละ... แล้วเขาพาแกไปทำอะไรบ้าง?”
จ้าวเซียงหลานรีบซักถามด้วยความกังวล
เถี่ยจู้เกาหัว นึกอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “พี่เขาห้ามไม่ให้บอกคนอื่น แต่พี่บอกว่าเล่าให้แม่ฟังได้... พี่ฝากบอกว่าพวกเราไม่ได้ทำเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรง แค่จับของป่าไปขายในเมืองเท่านั้นเอง”
จางฮวาเฉิงรู้ดีว่าถ้าไม่อธิบายให้แม่ของเถี่ยจู้เข้าใจ เธอคงคิดเตลิดไปไกลว่าพวกเขากลายเป็นโจรปล้นชิงวิ่งราวไปแล้ว
พอได้ยินแบบนั้น จ้าวเซียงหลานก็ถอนหายใจโล่งอก ยังดี... การค้าขายแบบนี้อย่างมากก็โดนข้อหา ‘ฉวยโอกาสเก็งกำไร’ โทษสถานหนักสุดก็แค่โดนจับไปอบรม ไม่ถึงขั้นติดคุกหัวโตหรือโดนยิงเป้าเหมือนพวกโจรปล้นฆ่า
“แล้วพ่อแกรู้เรื่องนี้ไหม?”
จ้าวเซียงหลานนึกถึงเฉินโหย่วเต๋อ ความแค้นระหว่างตระกูลเฉินกับตระกูลจางนั้นฝังรากลึก ถ้าตานั่นรู้เข้า มีหวังบ้านแตกแน่
สมัยก่อน แค่เธอคุยกับคนบ้านจางไม่กี่คำ ยังโดนเฉินโหย่วเต๋อซ้อมจนน่วม
“ไม่รู้ครับ พี่สั่งห้ามบอกเด็ดขาด แม้แต่รองเท้าคู่นี้พี่ซื้อให้ ผมก็ใส่กลับไปให้พ่อเห็นไม่ได้”
เถี่ยจู้ส่ายหน้า
จ้าวเซียงหลานสังเกตเห็นรองเท้านวมคู่ใหม่ของลูกชายตั้งนานแล้ว ตอนแรกนึกว่าเฉินโหย่วเต๋อเกิดผีเข้ามีเมตตาตัดให้ลูกใส่ ที่แท้ก็เป็นฮวาเฉิงซื้อให้ลูกชายนี่เอง
“มา... เล่าให้แม่ฟังซิว่าพวกแกไปทำอะไรกันมาบ้าง ไม่ต้องกลัว ในเมื่อฮวาเฉิงให้แกมาหาแม่ได้ แสดงว่าเขาไม่กลัวแม่รู้หรอก”
จ้าวเซียงหลานดึงมือลูกชายให้นั่งลง
เถี่ยจู้เกาหัว แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวเป็นฉากๆ ตั้งแต่เอาของไปขาย ซื้อของกลับมา เล่าอย่างซื่อๆ ตรงไปตรงมา
“ตัดรองเท้าให้ต้าเม้ยด้วยเหรอ?”
จ้าวเซียงหลานสงสัยอยู่ว่ารองเท้าคู่เล็กในถุงเป็นของใคร พอรู้ว่าเป็นของต้าเม้ย ขอบตาเธอก็แดงเรื่อด้วยความซาบซึ้ง
“อื้ม!”
เถี่ยจู้พยักหน้า
“ของหนูเหรอ?” ต้าเม้ยที่กำลังแทะขนมเถาซูอย่างทะนุถนอมเบิกตากว้าง จ้องมองรองเท้านวมในมือแม่ด้วยความตื่นเต้นดีใจ
เท้าของเธอตอนนี้มีแค่รองเท้าผ้าเก่าๆ ขาดๆ ที่ปะแล้วปะอีก ซึ่งเธอรักมันมาก ขนาดจะทำงานยังไม่กล้าใส่กลัวพัง
นี่เธอจะมีรองเท้าใหม่แล้วเหรอ?
แถมเป็นรองเท้านวมซะด้วย!
“เถี่ยจู้ เรื่องที่พวกแกทำ ห้ามให้คนอื่นรู้เด็ดขาดนะลูก” หวังฟู่กุ้ยอดเตือนไม่ได้ ครอบครัวเขามีประวัติภูมิหลังไม่ดี มักจะถูกเพ่งเล็งและกลั่นแกล้งอยู่เสมอ ถ้าไม่ใช่เพราะชาวบ้านในกองพลฟู่จวงรักใคร่กลมเกลียวกัน พวกเขาคงถูกเล่นงานตายไปนานแล้ว
“ครับ!”
“ฮวาเฉิงเป็นคนฉลาด เขาบอกอะไรแกก็เชื่อฟังเขานะ เข้าใจไหม?”
จ้าวเซียงหลานวางใจลงได้เปราะหนึ่ง ตั้งแต่แต่งงานใหม่ เธอเฝ้ากังวลมาตลอดว่าวันหนึ่งถ้าแอบไปดูลูก อาจจะได้รับข่าวร้ายว่าลูกชายตายไปแล้วก็ได้
เฉินโหย่วเต๋อมันเป็นเดรัจฉาน ต่อให้ตีลูกตายคาเมือ มันก็คงไม่ยอมให้เธอรับลูกมาเลี้ยง
ยังโชคดีที่เถี่ยจู้เป็นคนขยันขันแข็ง เฉินโหย่วเต๋ออยากเก็บแรงงานทาสไว้ใช้งาน ทั้งงานในไร่และงานบ้าน เลยยังพอเลี้ยงดูให้อาหารไม่ให้อดตาย
“ครับแม่... อ้อ นี่เงินห้าหยวน พี่ฝากมาให้แม่ซื้อถ่านครับ พี่บอกว่าปีนี้หนาวจัด ไม่มีถ่านไม่ได้” เถี่ยจู้ล้วงเงินปึกย่อยๆ ออกมายัดใส่มือแม่
จ้าวเซียงหลานมองเศษเงินในมือแล้วน้ำตาไหลพราก
เธอไม่มีความกล้าพอที่จะปฏิเสธเงินก้อนนี้ เพราะถ่านหินที่บ้านเหลือไม่มาก ต่อให้ขุดรากไม้แดงจนมือแตก หรือเก็บฟืนทั้งวันทั้งคืน ก็คงไม่พอให้ผ่านพ้นฤดูหนาวอันโหดร้ายนี้ไปได้
“เถี่ยจู้ กินข้าวก่อนไหมลูก? เดี๋ยวลุงต้มข้าวโพดบดให้กิน!”
หวังฟู่กุ้ยเห็นน้ำใจของเด็กหนุ่มแล้วก็รู้สึกเกรงใจจนหน้าแดง รีบลุกขึ้นจะไปทำกับข้าวให้
“ผมกินแล้วครับ กินที่บ้านพี่มาแล้ว”
เถี่ยจู้พยักหน้า
“กินเนื้อ!”
เจ้าตัวเล็กที่กินขนมเถาซูหมดแล้ว เริ่มส่งเสียงเรียกร้อง
อีกคนก็เริ่มร้องตามจะกินเนื้อบ้าง
“ได้ๆ กินเนื้อกัน ลุงจะเจียวมันหมูให้กินนะ เนื้อติดมันเยอะขนาดนี้ เจียวแล้วน่าจะอร่อย!” หวังฟู่กุ้ยมองก้อนเนื้อแล้วกัดฟันตัดสินใจ... กิน! ให้เด็กๆ ได้หายอยากสักมื้อเถอะ!
...
จางฮวาเฉิงไม่รู้เลยว่าเสบียงที่ฝากเถี่ยจู้ไปส่ง ได้ช่วยชีวิตครอบครัวหวังฟู่กุ้ยให้รอดพ้นจากวิกฤตหน้าหนาวไปได้อย่างหวุดหวิด
จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด จางฮวาเฉิงถึงเห็นเถี่ยจู้เดินกลับมาเปลี่ยนรองเท้า
“มีความสุขไหม?”
จางฮวาเฉิงเห็นรอยยิ้มเปื้อนหน้าเพื่อน ก็ตบไหล่เบาๆ
“อื้ม!”
เถี่ยจู้พยักหน้าหงึกหงัก
“กินอะไรรองท้องหน่อย เดี๋ยวกลับไปแกต้องโดนซ้อมอีกแน่ พ่อแกคงไม่ให้ข้าวกินหรอก กินที่นี่ให้อิ่มแล้วค่อยกลับไปรับตีนรับมือนะ”
จางฮวาเฉิงมองเพื่อนด้วยสายตาเวทนา... เด็กหนุ่มผู้น่าสงสาร พ่อสารเลวของแกโวยวายหาตัวแกทั้งบ่าย ตะโกนเรียกให้ไปทำงานลั่นหมู่บ้าน
แต่ดูเหมือนเถี่ยจู้จะไม่ยี่หระ โดนตีก็โดนไปสิ ก็แค่เจ็บเหมือนโดนยุงกัดไม่ใช่เหรอ?
“พี่... ผมอยากตัดเสื้อใหม่ อยากตัดรองเท้าใหม่ให้น้องๆ อยากให้พวกแกได้กินเนื้อบ้าง!” ก่อนจะกลับ จู่ๆ เถี่ยจู้ก็พูดโพล่งขึ้นมา
“เรื่องง่ายๆ... กลับไปโดนตีให้เสร็จแล้วรีบนอนซะ คืนนี้มาหาฉัน ฉันจะพาไปล่าเนื้อ!”
คืนนี้จะเข้าป่าล่าสัตว์! คืนนี้พระจันทร์สว่าง หิมะสะท้อนแสง แถมถ้ามีปืนด้วย รับรองว่าปลอดภัยหายห่วง
เขาเองก็ต้องการเงินก้อนโตเหมือนกัน!
“ครับ!”
เถี่ยจู้เดินกลับบ้านไปอย่างร่าเริง
ไม่นาน เสียงคำรามของเฉินโหย่วเต๋อก็ดังลั่นบ้าน ตามมาด้วยเสียงทุบตีดัง ผัวะ ผะ!
“ยิ้ม?”
“เก่งนักนะ มึงกล้าหัวเราะเยาะข้าเหรอ! ข้าจะตีให้ตายเลย!”
“ยังจะยิ้มอีก!!!”
“ข้าสั่งให้หยุดยิ้ม!”
จะยิ้มทำไมฟะ...
จางฮวาเฉิงยกมือนวดขมับ... เจ้าเถี่ยจู้นี่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับความเจ็บปวดพวกนี้จริงๆ หรือ?
แต่ก็นั่นแหละ ในความทรงจำของเขา มีแต่ภาพเฉินโหย่วเต๋อที่หอบแฮ่กๆ เพราะหมดแรงตี ส่วนเถี่ยจู้นั้นต่อให้โดนหนักแค่ไหน วันรุ่งขึ้นก็กลับมาวิ่งปร๋อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ถ้าวันไหนเถี่ยจู้เผลอสวนกลับไปสักหมัด เฉินโหย่วเต๋อมีสิทธิ์ไปเฝ้ายมบาลได้เลย พละกำลังของเถี่ยจู้ตอนนี้ขนาดแบกกระสอบหนักสองร้อยจินเดินไปตัวอำเภอยังทำได้สบายๆ
“อ้าวๆ ตีเถี่ยจู้จนเอ๋อไปแล้วมั้งนั่น? ระวังหน่อยนะลุง เถี่ยจู้แรงเยอะจะตาย เกิดมันสวนมาสักหมัด ลุงตายคาที่ขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ!”
จางฮวาเฉิงเดินไปที่หน้าประตูบ้านเถี่ยจู้ ผลักประตูเปิดออกแล้วตะโกนเข้าไป
“ไสหัวไปเลยไอ้เด็กเปรต!”
เฉินโหย่วเต๋อพอเห็นว่าเป็นจางฮวาเฉิง ก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดง ชี้หน้าด่าด้วยกิ่งไม้ในมือ
แต่พอเขาหันกลับมามองลูกชาย ก็เห็นเถี่ยจู้กำลังยกหมัดขนาดเท่าหม้อดินเผาขึ้นมา ทำท่าทางเหมือนกำลังเล็งเป้าอยู่พอดี
“ไอ้สัตว์นรก! มึงคิดจะก่อกบฏเหรอวะ!”
หรือว่าจะตีจนมันบ้าไปแล้วจริงๆ?
เฉินโหย่วเต๋อใจหายวาบ พยายามทำใจดีสู้เสือ แต่เขารู้สึกได้ว่าสายตาที่เถี่ยจู้มองมามันแปลกไป... หรือว่าไอ้เด็กเวรจางฮวาเฉิงมันยุยงให้เถี่ยจู้ฆ่าเขา?
มันรู้แล้วเหรอว่าเขาเป็นคนไปแจ้งความจับมัน?
“ยังไม่รีบไสหัวไปกินข้าวอีก!” เฉินโหย่วเต๋อตะคอกใส่เถี่ยจู้เสียงหลง เพื่อกลบเกลื่อนความกลัว
เถี่ยจู้ถึงได้เกาหัวแกรกๆ แล้วเดินกลับเข้าห้องไปกินข้าว
ไม่นานเสียงบ่นกระปอดกระแปดของซุนลี่ก็ดังลอยออกมาจากในบ้าน
“ไหนบอกจะไม่ให้มันกินข้าวไง? งานการไม่ทำ เอาแต่เที่ยวเตลิดเปิดเปิง น้ำสักหยดก็ไม่ตัก!”
จบบท