- หน้าแรก
- 1965 ย้อนเวลามาเป็นสุดยอดนักล่าแห่งฉางไป๋
- บทที่ 12 ปลาเก๋าดำ
บทที่ 12 ปลาเก๋าดำ
บทที่ 12 ปลาเก๋าดำ
ในเมื่อพี่สะใภ้พึ่งพาได้ จางฮวาเฉิงก็เบาใจไปเปราะหนึ่ง
ดูเหมือนว่าชาติที่แล้วเขาจะมีอคติกับพี่สะใภ้มากเกินไปจริงๆ
ช่วงบ่ายตอนที่แม่พาน้องเล็กกลับไป เขาก็ฝากข้าวสารสิบจินกับขนมเถาซูครึ่งห่อกลับไปด้วย ในเมื่อพี่สะใภ้ไม่ปากโป้ง เขาก็กล้าส่งเสบียงไปให้ที่บ้านใหญ่อย่างสบายใจ
พอตกค่ำ เถี่ยจู้ก็แอบย่องมาหาตามนัด พอเจอหน้ากัน ทั้งสองก็มุ่งหน้าสู่ชายทะเลทันที
“พรุ่งนี้รองเท้าก็น่าจะตัดเสร็จแล้ว พรุ่งนี้เช้าฉันจะซื้อหมูซื้อข้าวให้นายเอาไปฝากแม่กับน้องด้วยนะ” จางฮวาเฉิงเตือนความจำเพื่อนระหว่างเดินฝ่าความมืด
เถี่ยจู้ยิ้มจนปากกว้าง ยกมือเกาหัวแก้เก้อด้วยความขัดเขิน
“เคยคิดอยากหนีไปจากบ้านบ้างไหม... ช่างเถอะ เรื่องนี้ไว้ค่อยคุยกันวันหลัง” จางฮวาเฉิงถอนหายใจ ถึงหนีออกมาก็ไม่มีประโยชน์ เถี่ยจู้ไม่มีที่ไป แม่แท้ๆ ก็แต่งงานใหม่ไปแล้ว จะให้ไปอยู่ที่ไหนได้
ลมทะเลพัดมาแต่ละทีหนาวเหน็บเข้ากระดูก เถี่ยจู้ไม่อยากให้จางฮวาเฉิงต้องทำงานคนเดียว จึงทำท่าจะตามลงไปที่แนวโขดหินด้วย แต่จางฮวาเฉิงห้ามไว้เสียงแข็ง
วันนี้ทะเลใจดีกับพวกเขามาก เขาจับสัตว์ทะเลได้เต็มตะกร้าครึ่ง แถมปูที่จับได้วันนี้ตัวใหญ่กว่าปกติเสียด้วย
ซ่า!
ขณะที่เก็บกู้ปูเสร็จและเตรียมจะกลับ จางฮวาเฉิงก็ได้ยินเสียงน้ำกระเซ็นดังมาจากที่ไกลๆ สัญชาตญาณบอกทันทีว่ามีปลาหลงน้ำมาเกยตื้น!
เขาคลานไปตามโขดหินใต้แสงจันทร์อยู่นาน ในที่สุดก็พบปลาทะเลตัวใหญ่ติดอยู่ในแอ่งน้ำตรงขอบแนวปะการัง มันคือ ‘ปลาเก๋าดำ’ หรือปลาเก๋าถ่าน ตัวยาวร่วมครึ่งเมตร เนื้อหนาอ้วนพี กะด้วยสายตาน่าจะหนักเกือบยี่สิบจิน
ลาภลอยชัดๆ!
จางฮวาเฉิงดีใจจนเนื้อเต้น ปลาตัวนี้ถ้าขายได้ราคาดีๆ เผลอๆ จะได้เงินมากกว่าที่เขาหาได้ทั้งวันเสียอีก
ติดอยู่อย่างเดียวคือน้ำทะเลตอนนี้เย็นเฉียบจนปวดกระดูก แถมโขดหินก็แหลมคม เขาจดๆ จ้องๆ อยู่นาน พยายามคิดหาวิธีจับเจ้าปลาเก๋ายักษ์ตัวนี้ขึ้นมา
เจ้าปลาเก๋าดำว่ายวนไปวนมาอย่างกระวนกระวายอยู่ในแอ่งน้ำแคบๆ เพื่อหาทางออก คืนนี้พอน้ำขึ้น มันต้องว่ายกลับลงทะเลได้แน่ๆ ขืนรอถึงพรุ่งนี้เช้ามันคงไม่อยู่ให้จับแล้ว
ซ่า ซ่า!
ขณะที่จางฮวาเฉิงกำลังลังเลว่าจะถอดรองเท้าลุยน้ำดีไหม เจ้าปลาเก๋าก็ดิ้นพล่านพยายามจะดีดตัวกลับลงทะเล จนลำตัวท่อนบนโผล่พ้นน้ำขึ้นมา
จางฮวาเฉิงเห็นดังนั้นก็ไม่รอช้า คว้าหอยสังข์ตัวใหญ่จากในตะกร้า แล้วฟาดเปรี้ยงลงไปที่หัวปลาอย่างแรง!
โป๊ก!
เมื่อจางฮวาเฉิงปีนกลับขึ้นมา เถี่ยจู้ก็ต้องตาค้างเมื่อเห็นเพื่อนอุ้มปลาทะเลตัวมหึมาขึ้นมาด้วย
ทั้งสองนำอาหารทะเลและปลาเก๋ายักษ์ไปซ่อนไว้ในโพรงหินลับ แล้วจึงพากันกลับบ้าน
“ถ้าจับปลาได้เยอะๆ ก็คงดีสินะ”
จางฮวาเฉิงรำพึง
ทะเลแถบเฉินถังซานหลี่ฉวีเต็มไปด้วยโขดหินโสโครก ถ้าอยากจะจับปลาเป็นล่ำเป็นสันก็ต้องระเบิดหินเปิดทางน้ำออกสู่ทะเล แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ใครจะกล้าทำเรื่องใหญ่โตขนาดนั้น
แต่แค่ปลาเก๋าดำตัวนี้ตัวเดียว ถ้าขายดีๆ น่าจะได้เงินเป็นสิบหยวน
จริงๆ เขาก็ตกปลาทะเลเป็น แต่ตอนนี้หาซื้อเบ็ดกับเอ็นตกปลาทะเลดีๆ ไม่ได้เลย อย่างน้อยในตัวอำเภอนี้ก็ไม่มีขาย
...
เช้ามืดวันถัดมา
ท้องฟ้ายังมืดสนิท เถี่ยจู้ก็มายืนรอหน้าบ้านจางฮวาเฉิงแล้ว
“ทำไมมาเช้าขนาดนี้?”
จางฮวาเฉิงมองเถี่ยจู้ที่ยืนสั่นงันงกด้วยความสงสาร “บอกแล้วไงว่าถ้าได้ยินเสียงก้อนหินกระทบประตูค่อยออกมา นายกลับไปนอนต่อเถอะ”
“เอ่อ... ผมกลัวไม่ได้ยินน่ะ”
เถี่ยจู้เกาหัวแกรกๆ ด้วยความเขิน เขาตื่นเต้นจนนอนไม่หลับทั้งคืน พอคิดว่าวันนี้จะได้ไปเจอแม่ ก็พลิกตัวไปมาจนทนไม่ไหวต้องลุกออกมารอ
หลังจากเข้ามาผิงไฟจนตัวอุ่นและกินรองท้องนิดหน่อย ทั้งสองก็รีบมุ่งหน้าไปเก็บของที่ชายทะเล
เมื่อแบกอาหารทะเลมาถึงตัวอำเภอ ถนนหนทางยังเงียบเชียบไร้ผู้คน นานๆ ทีจะเจอพ่อค้าหาบเร่เดินสวนมาสักคนสองคน เล่นเอาจางฮวาเฉิงชักระแวงว่าพวกเขามาเช้าเกินไปหรือเปล่า
ต้องมีนาฬิกาสักเรือน ไม่มีนาฬิกานี่ลำบากจริงๆ
แต่จางฮวาเฉิงก็รู้สถานะตัวเองดี ตอนนี้เขาไม่มีปัญญาซื้อหรอก นาฬิกาข้อมือยี่ห้อ ‘เซี่ยงไฮ้’ หรือ ‘ซูโจว’ เรือนหนึ่งราคาถูกที่สุดก็ปาเข้าไปสี่ซิบห้าสิบหยวน แถมยังต้องใช้ ‘ตั๋วนาฬิกา’ อีกต่างหาก
ส่วนนาฬิกาตั้งโต๊ะยิ่งไม่ต้องพูดถึง ยี่ห้อ ‘555’ จากเซี่ยงไฮ้เรือนละ 120 หยวน แถมต้องใช้ตั๋วอุตสาหกรรมด้วย
ซื้อไก่ตัวผู้มาเลี้ยงดีไหมนะ?
จางฮวาเฉิงปิ๊งไอเดีย ถ้ามีไก่ขันก็น่าจะพอรู้เวลาได้บ้าง เพราะนาฬิกาชีวิตของไก่นั้นแม่นยำมาก เพียงแต่เวลาตื่นของไก่กับเวลาตื่นของเขาอาจจะไม่ตรงกันนี่สิ
คิดเรื่อยเปื่อยไปตลอดทาง จนกระทั่งมาถึงตลาดเช้า จางฮวาเฉิงก็ถอนหายใจโล่งอก เริ่มมีแผงลอยมาตั้งบ้างแล้ว แสดงว่าเวลาไม่ได้เช้าจนเกินไป
ไม่นานผู้คนก็เริ่มทยอยมาเดินตลาด จางฮวาเฉิงเริ่มตะโกนเรียกลูกค้า
“โห ปลาตัวเบ้อเริ่มเลย ขายเท่าไหร่เนี่ยพ่อหนุ่ม?”
คนเดินตลาดเห็นปลาเก๋าดำตัวยักษ์ก็อดเข้ามาถามไม่ได้
หลายคนเริ่มมามุงดูด้วยความสนใจ
“ตัวนี้หนักราวๆ ยี่สิบจินครับ ขายจินละ 8 เหมา ทั้งตัวนี้คิด 16 หยวน นี่ปลาเก๋าดำนะครับ เพิ่งจับได้เมื่อเช้านี้เลย!”
จางฮวาเฉิงบอกราคาที่ค่อนข้างสูง
“16 หยวน? กินแล้วเหาะได้หรือไง...”
“ปลาจวดเหลืองราคาแค่ 5 เหมาเองนะ ปลาหน้าตาขี้ริ้วแบบนี้ทำไมขายแพงจัง?”
“นี่ปลาเก๋าดำครับ เนื้ออร่อยมากนะ!”
ดูเหมือนว่าการขายปลาเก๋ายักษ์จะไม่ง่ายอย่างที่คิด มีแต่คนถาม ไม่มีคนซื้อ แม้แต่คนต่อราคายังไม่มี ใครจะบ้าซื้อปลาตัวใหญ่ขนาดนี้ไปกินไหว
“ปลาเก๋านี่นา เอามาจากไหน? ขายเท่าไหร่?”
ขณะที่จางฮวาเฉิงกำลังทอนเงินให้คุณลุงคนหนึ่ง ชายวัยกลางคนสวมชุดจงซานแบบสี่กระเป๋า ท่าทางภูมิฐานเหมือนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ก็จูงจักรยานเข้ามาถาม
“ท่านครับ นี่ปลาเก๋าดำเพิ่งขึ้นจากน้ำเมื่อเช้า หนักประมาณยี่สิบจิน ขายจินละ 8 เหมา ทั้งตัวนี้ 16 หยวนครับ”
จางฮวาเฉิงย้ำราคาเดิม
ชายชุดจงซานฟังราคาแล้วก็มีทีท่าลังเลเล็กน้อย
มีลุ้น!
จางฮวาเฉิงเห็นท่าทางนั้นก็รู้ทันทีว่ามีโอกาสขายออก รีบเสนอโปรโมชั่น “ถ้าท่านอยากได้จริงๆ ผมลดให้เหลือ 15 หยวนเลยครับ ไม่คิด 16 แล้ว ลดให้ 1 หยวนเต็มๆ!”
“ตกลง มัดไว้ท้ายรถจักรยานให้ฉันที แล้วปูพวกนี้ขายยังไง ที่เหลือฉันเหมาหมด แล้วก็ปลาหมึกพวกนี้ด้วย”
“ได้ครับท่าน!”
จางฮวาเฉิงดีใจรีบกุลีกุจอไปมัดปลา วันนี้คงได้กลับบ้านเร็วแน่
เถี่ยจู้ก็รีบเข้ามาช่วยมัดของ
จางฮวาเฉิงเดาว่าข้าราชการคนนี้คงซื้อไปเลี้ยงรับรองญาติผู้ใหญ่หรือเจ้านาย ไม่งั้นคงไม่ใจป้ำควักเงินก้อนโตขนาดนี้
ปลาเล็กปลาน้อยที่เหลือ จางฮวาเฉิงนั่งขายต่ออีกครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่หมด สุดท้ายเลยตัดสินใจเอาไปแลกของกับพ่อค้าแผงอื่นจนหมดเกลี้ยง
“ไป! ไปกินบะหมี่กัน!”
จางฮวาเฉิงพาเถี่ยจู้มุ่งหน้าไปร้านบะหมี่เจ้าประจำ
ในใจเขาก็เริ่มกังวลขึ้นมานิดๆ ไม่เหมือนช่วงแรกๆ ตอนนี้อาหารทะเลเริ่มขายยากขึ้นเรื่อยๆ นี่ขนาดเพิ่งผ่านไปไม่กี่วัน สาเหตุหลักคงเป็นเพราะปูแม้จะสดแต่ตัวเล็กเกินไป ลูกค้าเก่าเลยไม่ค่อยกลับมาซื้อซ้ำ
ต้องกลับไปขอยืมปืนเข้าป่าแล้ว!
เขาตัดสินใจแล้ว ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ วันนี้โชคดีเจอคนกระเป๋าหนักมาเหมาปลาเก๋า ไม่งั้นคงต้องลดแลกแจกแถม หรือไม่ก็ต้องขนกลับไปกินเอง
“เถี่ยจู้ พรุ่งนี้เข้าป่ากับฉันไหม กล้าหรือเปล่า?”
ระหว่างโซดบะหมี่ จางฮวาเฉิงถามเพื่อน
“อื้อ!”
เถี่ยจู้พยักหน้าทันทีโดยไม่ลังเล ไม่แม้แต่จะคิดว่าป่าตอนนี้อันตรายแค่ไหน
“ดี งั้นพรุ่งนี้เราไปเสี่ยงดวงในป่ากัน”
ยุคนี้หนังสัตว์ราคาแพงมาก อย่าว่าแต่หนังหมาป่าหรือจิ้งจอกเลย แค่หนังตัววีเซล (เพียงพอนเหลือง) สภาพสมบูรณ์ยังขายได้ตั้ง 6 หยวน หนังกระต่ายก็ได้ 1-2 หยวนแล้ว
ขอแค่เจอเหยื่อ จางฮวาเฉิงมั่นใจว่าเขาจัดการได้
ยิ่งถ้าเจอหมาป่า สำหรับเขาแล้วนั่นคือขุมทรัพย์เคลื่อนที่ชัดๆ!
ทั้งสองฟาดบะหมี่ไปสี่ชาม ซดน้ำซุปไปอีกห้าชาม เล่นเอาเถ้าแก่เนี้ยร้านบะหมี่มองตามตาขวางตอนเดินออกจากร้าน เช้าๆ แบบนี้จะหาคนกินจุขนาดนี้ยากจริงๆ
ที่ห้างสรรพสินค้า จางฮวาเฉิงซื้อรองเท้านวมให้ตัวเองและเถี่ยจู้คนละคู่ รองเท้านวมแบบโบราณราคาคู่ละ 5 หยวน ถึงจะดูเชยและเทอะทะ แต่ความอุ่นนี่กินขาด ซื้อถุงเท้านวมให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่อีกหลายคู่
ส่วนของหวังหลิน เขาเลือกซื้อรองเท้านวมผู้หญิงคู่สวยราคา 8 หยวนให้เธอ
จางฮวาเฉิงซื้อลูกกวาดหนึ่งห่อกับขนมเถาซูอีกสองห่อให้เถี่ยจู้ แต่พอไปต่อแถวซื้อเนื้อหมู ปรากฏว่าคนเยอะมากจนซื้อไม่ทัน โชคดีที่ที่บ้านยังมีเนื้อเหลืออยู่ เดี๋ยวค่อยแบ่งให้เถี่ยจู้เอาไป
ขนาดจะซื้อเนื้อยังต้องต่อแถวยาวเหยียด... ถ้าเขาล่ากวางหรือเก้งมาขายที่ตลาดเช้าได้ สงสัยคนคงต่อแถวซื้อกันยาวเป็นกิโลแน่
กลับบ้านไปยืมปืน!
แล้วเข้าป่า!
จบบท