- หน้าแรก
- 1965 ย้อนเวลามาเป็นสุดยอดนักล่าแห่งฉางไป๋
- บทที่ 10 ตัดรองเท้า
บทที่ 10 ตัดรองเท้า
บทที่ 10 ตัดรองเท้า
พอกลับมาถึง เถี่ยจู้ก็รีบวิ่งกลับเข้าบ้านไป ไม่นานก็ได้ยินเสียงตะคอกดังลั่นออกมา
“มึงหายหัวไปตายที่ไหนมา!? กะจะให้ไอ้น้องเวรพวกนี้หนาวตายหรือไงห๊ะ ถึงต้องลำบากกูตื่นมาจุดเตาให้เนี่ย!”
“ถามแล้วทำไมไม่ตอบ เป็นใบ้หรือไงวะ!”
ตามมาด้วยเสียงทุบตีดังป้าบๆ
หวังหลินได้ยินเสียงจากข้างบ้านก็หดคอด้วยความกลัว แล้วหันไปจัดข้าวของที่ซื้อมาเงียบๆ
จางฮวาเฉิงยืนนิ่งอยู่ในลานบ้านพักใหญ่ก่อนจะเดินเข้าบ้าน เถี่ยจู้โชคร้ายจริงๆ ที่มีพ่อใจร้ายแบบนี้ เขาต้องหาทางช่วยเพื่อนคนนี้ให้ได้
“ทำไมซื้อข้าวโพดบดกับมันเทศแห้งมาเยอะแยะขนาดนี้ล่ะคะ?” หวังหลินมองกองเสบียงแล้วอดถามไม่ได้
“เอาข้าวโพดบดกับมันเทศแห้งไปแบ่งให้คนอื่นบ้าง ส่วนที่เหลือเก็บไว้ ธุรกิจขายปลาขายปูคงทำได้ไม่นานหรอก เราต้องตุนเสบียงไว้ก่อน”
จางฮวาเฉิงรู้ดีว่าอีกไม่นานเขาต้องถูกจับตามองแน่ ถึงตอนนั้นคงค้าขายลำบาก
“อื้ม”
หวังหลินพยักหน้า ก่อนจะกระซิบเสียงเบา “แค่นี้ก็พอกินแล้ว หรือเราจะเลิกเสี่ยงดีคะ?”
เธอกลัวว่าจะโดนจับได้จริงๆ ถ้าถึงตอนนั้นคงเป็นเรื่องใหญ่
“ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องห่วง”
แค่นี้จะไปพออะไร ฤดูหนาวยังเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
จางฮวาเฉิงมองไปที่โตวโตวซึ่งนั่งอยู่บนเตียงเตา แกกำลังกอดซาลาเปากินอย่างมีความสุข พลางชะโงกหน้ามองซาลาเปาลูกอื่นๆ ในชามใบใหญ่เป็นระยะๆ
ภาพนั้นทำให้เขาอดอมยิ้มไม่ได้
เด็กยุคนี้เลี้ยงง่ายจริงๆ ขอแค่มีของกินก็มีความสุขแล้ว
“ช่วงบ่ายผมจะเอาผ้ากับพื้นรองเท้าไปให้ที่บ้านใหญ่ ให้แม่กับพี่สะใภ้ช่วยตัดรองเท้าให้พวกเด็กๆ สักหน่อย แล้วก็จะตัดชุดนวมกับกางเกงนวมให้โตวโตวสักชุดด้วย”
จางฮวาเฉิงดึงเท้าลูกสาวมาวัดขนาด
ถ้ามีรองเท้านวมกับชุดกันหนาวดีๆ โตวโตวจะได้ออกไปวิ่งเล่นข้างนอกได้บ้าง ไม่ใช่อุดอู้อยู่แต่ในห้องบนเตียงเตาทั้งฤดูหนาวแบบนี้
“ดีเลยค่ะ!”
หวังหลินพยักหน้าเห็นด้วย เธอเองก็อยากให้ลูกมีรองเท้าใส่เหมือนกัน
ก่อนจะทักขึ้นว่า “แล้วคุณไม่ตัดให้ตัวเองสักคู่เหรอ?”
จางฮวาเฉิงก้มมองรองเท้าตัวเอง แล้วมองรองเท้าหวังหลิน... จริงด้วยสิ รองเท้าของพวกเขาทั้งคู่เก่าจนแทบไม่กันหนาวแล้ว
...
ช่วงสาย จางฮวาเฉิงมุ่งหน้าไปที่บ้านพ่อแม่
ฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ผู้คนส่วนใหญ่มักเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน จะมีก็แต่ต้าเป่ากับเสี่ยวเป่า หลานชายจอมซนสองคนที่วิ่งเล่นกันไม่กลัวหนาว พอเห็นจางฮวาเฉิงเดินมา ทั้งคู่ก็วิ่งแข่งกันเข้ามารับอย่างกระตือรือร้น
จางฮวาเฉิงหยิบลูกกวาดให้คนละเม็ด เด็กน้อยทั้งสองดีใจร้องลั่น
“น้องรองมาอีกแล้วเหรอ?”
พี่สะใภ้เฉินซิ่วอิงที่กำลังนั่งปะชุนเสื้อผ้าได้ยินเสียงโวยวายก็ชะโงกหน้าออกมาดู
ส่วนพี่ชายจางฮู่เฉินที่นั่งเหม่ออยู่บนเตียงเตารีบลุกขึ้นทันที
“พี่รอง!!!”
น้องเล็กดีใจสุดขีด วิ่งเท้าเปล่าพุ่งออกมาจากห้องกระโดดเกาะจางฮวาเฉิงแน่น
จางฮวาเฉิงรีบอุ้มแกขึ้นมา เมื่อเห็นจางฮวาหลิงวิ่งตามออกมา เขาก็ยื่นถุงผ้าในมือให้น้องสาวพลางยิ้ม “เอานี่ไป!”
“พี่รอง นี่อะไรเหรอ?” จางฮวาหลิงถามเสียงเบา กลัวพี่สะใภ้จะได้ยิน
“ฝ้ายกับผ้า แล้วก็แผ่นพื้นรองเท้า”
“หา!”
จางฮวาหลิงตาโตด้วยความตกใจ รีบรับถุงผ้าแล้ววิ่งเข้าบ้านไป
“มาแล้วเหรอ เข้ามาสิ ข้างนอกมันหนาว”
จางฮู่เฉินเดินออกมาโบกมือเรียก
“อื้ม ผมเอาผ้ากับฝ้ายมา แล้วก็พื้นรองเท้าด้วย กะว่าจะวานให้พี่สะใภ้กับแม่ช่วยตัดรองเท้านวมให้พวกเด็กๆ คนละคู่”
จางฮวาเฉิงเดินตามเข้าบ้าน
พอได้ยินว่าจะตัดรองเท้า พี่สะใภ้ก็รีบเดินออกมาทันที
บรรยากาศในบ้านคึกคักขึ้นมาทันตาเห็น เด็กๆ มามุงดูกันใหญ่ ผู้หญิงในบ้านต่างพากันลูบคลำเนื้อผ้าและเริ่มปรึกษากันเรื่องตัดเย็บ
“ต้าเป่ากับเสี่ยวเป่าคนละคู่ น้องเล็กหนึ่งคู่ โตวโตวหนึ่งคู่ แล้วก็ตัดเผื่อขนาดเท้าน้องเล็กอีกคู่หนึ่ง ส่วนผ้าที่เหลือดูซิว่าจะตัดชุดนวมกับกางเกงนวมให้โตวโตวได้ไหม” จางฮวาเฉิงรู้ว่าผ้าที่เตรียมมามีเหลือเฟือ ตัดชุดเด็กได้สบายๆ
“พอถมเถเลยล่ะ ผ้าที่เหลือตัดรองเท้าให้ฮวาหลิงได้อีกคู่ด้วยซ้ำ ฮวาหลิงจะแต่งงานหลังปีใหม่ ต้องมีรองเท้าใหม่ใส่สักคู่”
พี่สะใภ้วัดขนาดผ้าแล้วพยักหน้า
ในใจเธอก็พลอยยินดีไปด้วย อย่างน้อยลูกชายสองคนของเธอก็จะได้รองเท้าใหม่ใส่แล้ว
จางฮวาเฉิงชะงักไปนิดเมื่อได้ยินพี่สะใภ้พูดถึงเรื่องแต่งงานของน้องรอง แต่ก็เข้าใจว่าพี่สะใภ้หวังดี (ถึงแม้เขาจะเกลียดว่าที่น้องเขยคนนั้นเข้าไส้ก็เถอะ) อีกไม่กี่วันเรื่องฉาวของมันก็จะแดงขึ้นมา เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องล้มเลิกงานแต่งครั้งนี้ให้ได้!
“ฉันไม่เอาหรอก ฉันมีแล้ว”
จางฮวาหลิงรีบส่ายหน้าปฏิเสธ แต่พอยื่นเท้าที่สวมรองเท้านวมเก่าๆ เต็มไปด้วยรอยปะชุนออกมา เธอก็หน้าแดงรีบหดเท้ากลับไป
“ตัดให้ฮวาหลิงสักคู่เถอะ”
จางฮวาเฉิงตัดบท “ผมต้องรีบกลับแล้ว เดี๋ยวผมพาน้องเล็กไปเล่นกับโตวโตวที่บ้านนะ ก่อนค่ำจะพามาส่ง”
“รีบมาส่งนะ อย่ารอมืดค่ำ ตอนนี้ในป่าหมาป่าชุม เดี๋ยวนี้ได้ยินเสียงหอนทุกคืนเลย”
พ่อที่นอนป่วยอู้อยู่บนเตียงตะโกนสั่ง
พ่อสุขภาพไม่ดี พอเข้าหน้าหนาวทีไรโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้า ต้องนอนซุกผ้าห่มถึงจะพอทุเลา
“รู้แล้วครับ จะรีบมาส่งก่อนมืด”
จางฮวาเฉิงอุ้มน้องเล็กเดินกลับบ้าน
น้องเล็กดีใจจนเนื้อเต้น พูดเจื้อยแจ้วตลอดทาง เธอจำได้แม่นว่าเมื่อวานไปบ้านพี่รองแล้วได้กินของอร่อย กลับมาโม้ให้ที่บ้านฟังได้ทั้งคืน
“พี่รองดูแปลกไปนะ”
จางฮวาหลิงมองแผ่นหลังพี่ชายที่เดินจากไป รู้สึกว่าพี่ชายคนนี้ดูไม่เหมือนคนเดิมที่เธอเคยรู้จัก
“ตายจริง! มัวแต่ดีใจ ลืมถามไปเลยว่าไปเอาผ้ากับฝ้ายมาจากไหน”
แม่ตบต้นขาฉาดใหญ่
ผ้ากับฝ้ายเป็นของหายากและมีราคาแพงมากในยุคนี้
...
มื้อเที่ยง จางฮวาเฉิงทำเมนูเต้าหู้ตุ๋นผักกาดขาวใส่วุ้นเส้น และหมูผัดพริกหยวก กลิ่นหอมฉุยตลบอบอวลไปทั่วบ้าน น้องเล็กกับโตวโตวสองคนนั่งกลืนน้ำลายเอื้อกๆ รอท่า
“คุณกับลูกกินไปก่อนนะ เดี๋ยวผมไปเรียกเถี่ยจู้แป๊บนึง”
พอตั้งโต๊ะเสร็จ จางฮวาเฉิงก็ออกไปตามเพื่อน
บ้านข้างๆ เฉินโหย่วเต๋อกับซุนลี่สองผัวเมียกำลังเดินวนไปวนมาอยู่ในลานบ้าน กลิ่นหมูผัดพริกหอมยั่วน้ำลายจนทนแทบไม่ไหว ไหนจะกลิ่นเต้าหู้ตุ๋นอีก... นี่มันกินดีกว่าตรุษจีนอีกนะเนี่ย!
“คุณลองไปดูหน่อยสิ?”
เฉินโหย่วเต๋อพยักพเยิดหน้าบอกเมีย
“จะให้ฉันไปทำไมล่ะ ทะเลาะกันขนาดนั้น ฉันไม่ไปหรอก! กินเนื้อทุกวันแบบนี้ต้องแอบล่าสัตว์แน่ๆ คุณรีบไปแจ้งความเลยสิ จับได้คาหนังคาเขาแน่ เผลอๆ ที่บ้านมันซุกเนื้อไว้อีกเพียบ!”
ซุนลี่เองก็อิจฉาตาร้อนจนแทบทนไม่ไหว ลูกๆ ของเธอก็ร้องกระจองอแงจะกินเนื้อ
“ใช่! ต้องแอบล่าสัตว์แน่!” เฉินโหย่วเต๋อเห็นดีเห็นงาม ก่อนจะถอนใจ “เมื่อคืนฉันไปแจ้งแล้ว หัวหน้าไม่สนใจเลย หาว่าฉันเพ้อเจ้อ”
“ก็ต้องไปแจ้งอีกสิ! ไม่งั้นมันจะเอาเนื้อมาจากไหน? บ้านมันมีปัญญาซื้อเหรอ? เราขนาดยังหาคูปองเนื้อไม่ได้เลย แล้วมันจะหาได้ยังไง?”
ยุคนี้คูปองเนื้อหายากยิ่งกว่าทอง โดยเฉพาะในชนบท แม้แต่คนในเมืองยังแย่งกันแทบตาย ชาวนาอย่างพวกเขายิ่งหมดสิทธิ์
ชาวบ้านจะได้กินเนื้อก็ต่อเมื่อมีการเชือดหมูแจกจ่ายตอนตรุษจีนเท่านั้น
เฉินโหย่วเต๋อไม่อยากไปเท่าไหร่ เพราะเมื่อวานเพิ่งโดนด่าเปิงกลับมา ขืนไปอีก...
“ตกลงจะไปไม่ไป?”
ซุนลี่ถลึงตาใส่
“ไป! ไปสิวะ!”
เฉินโหย่วเต๋อเลียริมฝีปาก “จะว่าไปเมื่อกลางวันฉันกินไปตั้งเยอะ ทำไมมันหิวเร็วจังวะเมีย... สงสัยต้องหาเนื้อมากระแทกปากสักหน่อย ไม่งั้นไม่มีแรง”
“มีปัญญาก็ไปหามาสิ!”
“เออ ไปก็ไป!”
เฉินโหย่วเต๋อเดินปั้นปึงออกจากบ้านไป
ซุนลี่บ่นพึมพำไล่หลัง ก่อนจะสะบัดก้นกลับเข้าบ้านไปดูลูก
จางฮวาเฉิงโยนก้อนหินเล็กๆ สองก้อนไปกระทบประตูบ้านเถี่ยจู้ ไม่นานเถี่ยจู้ที่ได้รับสัญญาณลับก็โผล่ออกมา เขาเดินวนไปวนมาในลานบ้านสักพักก่อนจะทำเนียนเดินออกมา
“หยิบแผ่นแป้งกินเองนะ”
จางฮวาเฉิงตักเต้าหู้ตุ๋นผักกาดขาวใส่ชามให้เถี่ยจู้ แล้วคีบหมูผัดพริกใส่ลงไปโปะหน้าอีกกองใหญ่
เถี่ยจู้ก้มหน้าก้มตากินอย่างเงียบเชียบ
“เดี๋ยวกลับไปนอนพักผ่อนนะ ค่ำๆ ค่อยมากินข้าว แล้วเตรียมตัวไปขนของกับฉัน”
“อื้ม”
“น้องเล็ก เวลากินข้าวอย่าเขี่ยหาแต่ชิ้นเนื้อสิ เอาแผ่นแป้งห่อกินกับพริกหยวกก็อร่อยนะ”
จางฮวาเฉิงเอาตะเกียบเคาะมือน้องสาวเบาๆ นิสัยเลือกกินแบบนี้ต้องรีบดัด
“ค่า!”
น้องเล็กรับคำเสียงใสอย่างว่าง่าย
จบบท