- หน้าแรก
- 1965 ย้อนเวลามาเป็นสุดยอดนักล่าแห่งฉางไป๋
- บทที่ 9 การจับจ่ายและบะหมี่หมูเส้น
บทที่ 9 การจับจ่ายและบะหมี่หมูเส้น
บทที่ 9 การจับจ่ายและบะหมี่หมูเส้น
การมีเถี่ยจู้มาช่วย ทำให้จางฮวาเฉิงเบาแรงไปได้มากโข
แต่เพราะกะเวลาผิดทำให้พวกเขามาถึงตัวอำเภอช้ากว่าที่คิด จางฮวาเฉิงจึงต้องเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังตลาดเช้าให้ทันเวลา
เถี่ยจู้โตป่านนี้แล้วเพิ่งเคยเข้าเมืองเป็นครั้งแรก เขาจึงตื่นเต้นมองซ้ายมองขวาอย่างตื่นตาตื่นใจ
ตลาดเช้าวันนี้ยังคงคึกคักไปด้วยผู้คนเหมือนเมื่อวาน ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงนาทีทองที่คึกคักที่สุด เพราะสินค้าส่วนใหญ่ที่วางขายตอนนี้... ไม่จำเป็นต้องใช้คูปองปันส่วน
บรรยากาศจึงคล้ายกับตลาดมืดกลายๆ
“อาหารทะเลสดๆ เพิ่งขึ้นจากทะเลเลยครับ! มีทั้งปู ปลาทะเล หอยสังข์ ปลาหมึกยักษ์ ใครอยากกินของทะเลสดๆ เชิญทางนี้ครับ ไม่ต้องใช้คูปอง ไม่ต้องใช้คูปอง!”
จางฮวาเฉิงวางของยังไม่ทันเสร็จก็เริ่มตะโกนเรียกลูกค้าทันที
เขาสังเกตเห็นว่าพ่อค้าแม่ขายบางรายเริ่มทยอยเก็บของกันแล้ว แสดงว่าใกล้ถึงเวลาที่พวกยุวชนแดงจะมาลาดตระเวนเต็มที
“ขายยังไงจ๊ะ?”
คุณป้าที่กำลังต่อแถวซื้อเต้าหู้รีบหิ้วตะกร้าวิ่งเหยาะๆ เข้ามาถาม
“ปูตัวใหญ่ 2 เหมาครับ ตัวกลาง 1 เหมา 5 เฟิน ส่วนตัวเล็กสุดนี่ 1 เหมา ทางนี้เป็นปลา ตัวใหญ่ 1 เหมา 5 เฟิน ตัวเล็ก 1 เหมา... ไม่ต้องใช้คูปองนะครับคุณน้า ไม่ต้องใช้คูปอง รับประกันความสด รับประกันความแน่น ถ้าซื้อไปแล้วไม่แน่นพรุ่งนี้เช้ามาด่าผมได้เลย ผมมาขายทุกเช้าครับ!”
“แพงไปหน่อยนะ ปูตัวผู้ตัวเมียราคาเท่ากันเหรอ...”
คุณป้าได้ยินราคาก็เริ่มลังเล
“คุณน้าครับ ของผมไม่ต้องใช้คูปองนะ แถมสดใหม่ไข่แน่นทุกตัว ถ้าไม่เชื่อลองจับดูได้เลยครับ”
จางฮวาเฉิงตะเบ็งเสียงแข่งกับเวลา
เถี่ยจู้เห็นคนมารุมล้อมเยอะเข้าก็ทำตัวไม่ถูก ก้มหน้างุดจนคางแทบชิดอก
“พ่อหนุ่ม ฉันเอาตัวนี้ ตัวนี้ แล้วก็ตัวนี้ด้วย!” คนที่ซื้อก่อนย่อมได้เปรียบ หญิงสาวสวมเสื้อนวมลายดอกไม้รีบชี้ปูตัวเมียไข่แน่นๆ ไปหลายตัว
“ฉันเอาด้วยสองตัว!”
คุณป้าเห็นท่าไม่ดีกลัวหมด รีบเข้ามาแย่งเลือกบ้าง
“ปลาหมึกขายยังไง?”
“ปลาหมึก 3 เหมาครับ หอยสังข์ 2 เหมา หอยสังข์ตัวใหญ่นี่เนื้อเยอะ กินเสร็จเปลือกยังเอาไปให้ลูกหลานเล่นได้อีกนะครับ”
“งั้นฉันเหมาหอยสังข์พวกนี้หมดเลย ตัวเล็กนี่ลดให้เหลือ 1 เหมานะ!”
“จัดไปครับ!”
“พ่อหนุ่ม พ่อหนุ่ม ปลาตัวนี้ร้อยเชือกให้ป้าที!”
“ได้ครับ! เถี่ยจู้ เอาก้านหญ้าร้อยปลาให้คุณป้าหน่อยเร็ว!”
เพียงเวลาไม่ถึงสิบนาที อาหารทะเลของจางฮวาเฉิงก็ขายออกไปได้เกือบครึ่ง แต่ของก็ยังเหลืออีกเยอะ ในขณะที่ลูกค้าเริ่มบางตาลง เขาจึงเกิดไอเดียใหม่
“เถ้าแก่ครับ ผมเอาอาหารทะเลแลกมันเทศแห้งกับเถ้าแก่ได้ไหมครับ?”
จางฮวาเฉิงหิ้วปูสองตัววิ่งไปหาพ่อค้าที่กำลังเก็บแผงขายมันเทศตากแห้ง
“แลกก็ได้ แต่ต้องคิดราคาพิเศษให้ฉันนะ”
พ่อค้าลังเลนิดหน่อยก่อนจะตอบตกลง
“ไม่มีปัญหาครับ!”
จางฮวาเฉิงยินดีปรีดา รีบทำการแลกเปลี่ยนทันที ไม่นานเขาก็ได้มันเทศแห้งมาครึ่งกระสอบ
นี่เป็นเสบียงชั้นดีสำหรับหน้าหนาว เอาไปต้มรวมกับข้าวโพดบดจะหอมอร่อยมาก
“พ่อหนุ่ม ลุงมีของป่าตากแห้ง อยากแลกปลาไปกินสักหน่อย จะได้ไหม?” ชายชราขายของป่าเดินเข้ามาถามบ้าง
“แลกครับ ยิ่งแลกเยอะยิ่งดีเลยคุณตา!”
จางฮวาเฉิงมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นเห็ดแช่แข็งตากแห้ง ของดีทั้งนั้น
“เยี่ยมไปเลย ลุงมีของป่าเยอะแยะเลยล่ะ!”
จางฮวาเฉิงรับแลกทุกอย่างที่ขวางหน้า แม้แต่เต้าหู้เขาก็แลกมาได้ก้อนหนึ่ง จนสุดท้ายปลาและปูในตะกร้าก็แทบไม่เหลือ
“ยุวชนแดงมาแล้ว!”
เสียงตะโกนแจ้งเตือนดังมาจากไม่ไกล
ตลาดเช้าเกิดความโกลาหลขึ้นทันที พ่อค้าแม่ขายต่างรีบห่อข้าวของแบกขึ้นหลังแล้ววิ่งหนีกันจ้าละหวั่น
“ไปเร็ว!”
ปลาปูที่เหลือคงแลกต่อไม่ได้แล้ว จางฮวาเฉิงรีบพาเถี่ยจู้วิ่งหนี ขืนโดนจับได้ นอกจากของจะโดนยึดแล้ว ที่บ้านยังต้องหาเงินก้อนโตมาไถ่ตัวอีก
สงสัยต้องรีบเก็บเงินซื้อนาฬิกาข้อมือสักเรือนแล้ว การไม่รู้เวลานี่มันลำบากจริงๆ
“พี่... ของกินเยอะแยะเลย” เถี่ยจู้วิ่งไปยิ้มไปจนแก้มปริ ในกระสอบถ้าไม่ใช่มันเทศแห้งก็เป็นของป่าตากแห้ง
“เดี๋ยวมีเยอะกว่านี้อีก!”
ในมือเขามีทั้งเงินทั้งคูปอง ต้องรีบซื้อตุนกลับไปให้เยอะที่สุด
มีเถี่ยจู้มาช่วยแบกแบบนี้ เขาซื้อได้ไม่อั้น
ตลอดทางจางฮวาเฉิงไล่ถามซื้อของไปทั่ว ไม่นานปลาและปูที่เหลือติดก้นตะกร้าก็ขายออกจนหมดเกลี้ยง
จากนั้นมหกรรมการช็อปปิ้งของจางฮวาเฉิงและเถี่ยจู้ก็เริ่มต้นขึ้น... วุ้นเส้นเกรดดีชั่งละ 2 เหมา 6 เฟิน, เนื้อหมูเกรดหนึ่งชั่งละ 7 เหมา, ไข่ไก่ฟองละ 4 เฟิน, ข้าวโพดบดชั่งละ 9 เฟิน, ข้าวสารชั่งละ 1 เหมา 5 เฟิน, ผ้าเมตรละ 4 เหมา...
ซื้อ! ซื้อแหลก!
ซื้อจนเหลือเงินติดตัวแค่ 2 หยวน 3 เหมา
เถี่ยจู้แบกกระสอบข้าวโพดบดหนัก 50 ชั่ง และหิ้วกระสอบใส่อาหารอีกใบที่อัดแน่นจนตุง แต่ใบหน้ากลับเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข เขาเดินตามหลังจางฮวาเฉิงต้อยๆ เกิดมาไม่เคยเห็นของกินเยอะขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
“เถี่ยจู้ จะกินซาลาเปาหรือบะหมี่?”
จางฮวาเฉิงหันไปถาม
ท้องของเขาร้องประท้วงมาพักใหญ่แล้ว
เถี่ยจู้มองดูท้องฟ้า แล้วส่ายหน้า... นี่มันยังไม่ถึงเวลาอาหารเที่ยงไม่ใช่เหรอ
“งั้นกินบะหมี่แล้วกัน”
จางฮวาเฉิงเหลือบไปเห็นร้านบะหมี่อยู่ไม่ไกล ร่างกายนี้ขาดสารอาหารมานาน แถมตอนนี้เขาก็อยากกินเนื้อมาก... ชาติที่แล้วเขาเบื่ออาหารดีๆ จนแทบไม่อยากแตะ แต่ตอนนี้กลับหิวจนตาลาย
ร้านบะหมี่คนแน่นขนัด กลิ่นหอมลอยฟุ้งออกมา เถี่ยจู้จ้องมองตาค้าง น้ำลายไหลย้อยมุมปาก
จางฮวาเฉิงสั่งบะหมี่หมูเส้นชามใหญ่มาสองชาม ราคาชามละ 2 เหมา ให้เนื้อเยอะปริมาณจุใจ
“กินสิ!”
จางฮวาเฉิงส่งตะเกียบให้เถี่ยจู้
เถี่ยจู้เอากระสอบข้าวโพดวางพาดตัก มือข้างหนึ่งกำปากกระสอบไว้แน่นไม่ยอมปล่อย อีกมือรับตะเกียบมาแล้วก้มหน้าโซดบะหมี่เสียงดังซู้ดซ้าด
“กินช้าๆ หน่อย ระวังลวกปาก”
จางฮวาเฉิงซดน้ำซุปคำหนึ่ง รสชาติกลมกล่อม... เขาดูออกว่าเถี่ยจู้คงหิวจัด บะหมี่เพิ่งขึ้นจากหม้อร้อนๆ แต่น้องชายคนนี้กลับไม่สะทกสะท้าน
“อื้อๆ!”
เถี่ยจู้ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาเลย เวลาไม่ถึงสองนาที บะหมี่เกลี้ยงชาม แม้แต่น้ำซุปก็ถูกซดจนแห้งขอด
“เถ้าแก่! ขออีกสองชามครับ!”
จางฮวาเฉิงเองก็กินหมดแล้ว แต่ยังรู้สึกไม่อิ่ม พอเห็นเถี่ยจู้ทำท่าเสียดายเลียขอบชาม เขาจึงสั่งเพิ่มทันที
“น้ำซุปเติมฟรีนะ!”
เถ้าแก่ร้านตะโกนบอกขณะมองดูเถี่ยจู้เดินมาเสิร์ฟบะหมี่เองที่โต๊ะ
เมื่อจางฮวาเฉิงและเถี่ยจู้เดินออกจากร้าน พวกเขาฟาดบะหมี่ไปสี่ชาม และซดน้ำซุปไปอีกสี่ชาม... โดยจางฮวาเฉิงดื่มน้ำซุปไปแค่ชามเดียว ส่วนอีกสามชามลงท้องเถี่ยจู้ไปหมด
“นั่นคางคกพุงโรหรือเปล่าน่ะ? กินเข้าไปได้ไงไม่กลัวท้องแตก”
เถ้าแก่เนี้ยที่เพิ่งเดินออกมาเก็บชามบ่นอุบ
“ดูทรงแล้วคนบ้านนอกแหงๆ กินจุชะมัด”
เถ้าแก่ร้านหัวเราะร่า ยุคนี้อย่าว่าแต่คนบ้านนอกเลย คนในเมืองเองถ้ามีโอกาสได้กินฟรีก็กินแหลกเหมือนกันนั่นแหละ
เถี่ยจู้เดินลูบท้องอย่างมีความสุข ท่าทางกระฉับกระเฉงขึ้นทันตาเห็น
“อิ่มไหม?”
จางฮวาเฉิงเองยังรู้สึกจุกนิดๆ แต่ดูเหมือนเถี่ยจู้จะเฉยมาก
“พออิ่มครับ”
“...”
เข้าใจแล้ว... คงจะอิ่มแค่เจ็ดส่วนสินะ...
ตอนนั้นเขาไปรับปากว่าจะเลี้ยงเถี่ยจู้ให้อิ่มได้ยังไงกันนะเนี่ย?
“เถี่ยจู้ นายเคยไปเยี่ยมแม่ที่กองพลฟู่จวงบ้างไหม?”
ระหว่างทางกลับ จางฮวาเฉิงเอ่ยถามขึ้น แม่ของเถี่ยจู้แต่งงานใหม่ไปอยู่ที่กองพลฟู่จวงซึ่งอยู่ติดกันนี่เอง
“แม่แอบมาหาผมบ้างบางครั้ง เอาของกินมาให้... คราวที่แล้วพาน้องสาวมาด้วย น้องสาวเอาข้าวตังมาให้ผมกิน”
เถี่ยจู้นึกย้อนความหลังแล้วพยักหน้า
น้องสาว??
ชาติที่แล้วเขาไม่ยักรู้ว่าเถี่ยจู้มีน้องสาวด้วย สงสัยจะเป็นลูกที่เกิดกับสามีใหม่
“นายรู้ใช่ไหมว่าแม่นายอยู่ตรงไหนของฟู่จวง?”
“รู้ครับ”
“งั้นเดี๋ยวกลับถึงบ้าน ฉันจะแบ่งของกินให้นายเอาไปให้แม่นะ แอบๆ เอาไปให้ล่ะ อย่าให้พ่อรู้เด็ดขาด”
ขืนพ่อมันรู้ เถี่ยจู้คงโดนตีตาย
จางฮวาเฉิงจำได้ว่าตอนเด็กๆ แม่ของเถี่ยจู้ใจดีมาก มักจะแบ่งของกินให้เขาเสมอ สมัยนั้นครอบครัวเขายังอาศัยอยู่บ้านเก่าติดกับบ้านเถี่ยจู้ ความสัมพันธ์สองบ้านถือว่าดีทีเดียว แต่พอแม่เถี่ยจู้หนีไปแล้วได้แม่เลี้ยงใจร้ายมาแทน สองบ้านก็เริ่มมีปากเสียงกัน
ต่อมาพี่ชายเขาปลูกบ้านใหม่แล้วย้ายครอบครัวไปอยู่กันหมด บ้านเก่าหลังนี้เลยตกเป็นของจางฮวาเฉิง
เถี่ยจู้พยักหน้ารับคำ
“นายใส่รองเท้าเบอร์อะไร? เดี๋ยวกลับไปจะให้หลินหลินตัดรองเท้านวมให้คู่หนึ่ง”
จางฮวาเฉิงมองรองเท้าผ้าใบเก่าคร่ำคร่าเต็มไปด้วยรอยปะชุนของเถี่ยจู้ ดูสภาพแล้วไม่น่าจะกันหนาวได้เลย
เถี่ยจู้ก้มมองเท้าตัวเอง แล้วส่ายหน้า ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก “พี่... คราวที่แล้วน้องสาวกับแม่มาหา น้องไม่ได้ใส่รองเท้า... ตัดให้ร้องได้ไหม?”
“ได้สิ”
จางฮวาเฉิงมองเพื่อนด้วยความประหลาดใจ ไม่นึกเลยว่าในเวลาแบบนี้ เจ้าเพื่อนยากยังอุตส่าห์นึกถึงน้องสาวต่างพ่อคนนั้น
“น้องนายเท้าขนาดเท่าไหร่?”
เถี่ยจู้เงียบกริบ...
จบบท