- หน้าแรก
- 1965 ย้อนเวลามาเป็นสุดยอดนักล่าแห่งฉางไป๋
- บทที่ 7 ตลาดมืด
บทที่ 7 ตลาดมืด
บทที่ 7 ตลาดมืด
“พ่อหนุ่ม ซื้อของเสร็จแล้วก็รีบกลับบ้านเถอะนะ”
หลังจากรับเงินไปแล้ว ชายชราก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกระซิบเตือนด้วยความหวังดี
จางฮวาเฉิงเก็บหนังสือเข้าอกเสื้อ “ขอบคุณครับคุณตา ผมจะรีบกลับเดี๋ยวนี้แหละ”
เขารู้ตัวดีว่าถูกเพ่งเล็งเข้าให้แล้ว ตอนซื้อของเขาทำตัวเด่นเกินไป ควักเงินออกมาเป็นปึกๆ ในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ ใครเห็นเข้าก็ต้องตาลุกวาวเป็นธรรมดา
เมื่อเห็นจางฮวาเฉิงเดินจากไป ชายชราก็ได้แต่ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ
ที่ปากตรอก จางฮวาเฉิงเห็นอันธพาลสองคนถือมีดสั้นยืนดักทางอยู่
จากนั้นด้านหลังก็มีอีกสามคนเดินตามมาประกบ นอกจากตัวหัวหน้าแล้ว อีกสองคนถือมีดพกกับขวานอยู่ในมือ ทุกคนมองมาที่เขาด้วยสายตาเย็นชา
“น้องชาย ขอยืมเงินใช้หน่อยสิ”
หัวหน้าแก๊งสวมเสื้อโค้ททหาร เอาสองมือล้วงกระเป๋า คาบบุหรี่เดินเข้ามาหาอย่างสบายอารมณ์
จางฮวาเฉิงวางข้าวของลงเงียบๆ โดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ เขาก็พุ่งตัวเข้าใส่หัวหน้าแก๊งราวกับลูกธนูหลุดจากแหล่ง
ปัง!
ท่าพิงภูผาเหล็ก!
หัวหน้าแก๊งยังไม่ทันตั้งตัวก็รู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง ร่างลอยละลิ่วกระเด็นไปกระแทกกำแพงอย่างแรง
“พี่ตง!”
“เฮ้ย! แม่งเอ้ย!”
สมุนที่เหลือต่างตะลึงงันไปชั่วขณะ ก่อนจะดาหน้าพุ่งเข้ามาพร้อมกัน
แต่หารู้ไม่ว่าพวกมันกำลังเผชิญหน้ากับ ‘จางฮวาเฉิง’ อดีตครูฝึกหน่วยรบพิเศษมังกรดำ ผู้มีร่างกายแข็งแกร่งและมีความทรงจำด้านการต่อสู้ระดับพระกาฬจากชาติที่แล้วครบถ้วน!
เพียงพริบตาเดียว การต่อสู้ก็จบลง จางฮวาเฉิงไร้รอยขีดข่วน
คนที่คิดจะใช้มีดแทงเขา สลบเหมือดไปแล้ว อีกสองคนนอนชักกระตุกอยู่บนพื้น ส่วนคนสุดท้ายที่ไหวตัวทันรีบคุกเข่ายกมือยอมแพ้อย่างรวดเร็ว
ส่วนตัวหัวหน้าแก๊งนั้น ตอนนี้กำลังคุกเข่าโอกอากอาเจียนเอาน้ำย่อยออกมา
หลังจากการตรวจค้นทรัพย์สิน สิ่งที่ทำให้จางฮวาเฉิงประหลาดใจก็คือคนพวกนี้เป็นแก๊งค้าตั๋วผีจริงๆ ด้วย เงินสดในกระเป๋าพวกมันรวมกันมีแค่ 7 หยวน 5 เหมา แต่กลับมีคูปองอาหาร คูปองเนื้อ และคูปองผ้าอัดแน่นอยู่กว่ายี่สิบใบ
ในจำนวนนั้นมีคูปองธัญพืชหยาบขนาด 50 ชั่งอยู่อีกสองใบ!
เสื้อโค้ททหารที่ตัวหัวหน้าใส่อยู่ยังดูใหม่เอี่ยม จางฮวาเฉิงไม่เกรงใจที่จะถอดมันออกมาแล้วสวมทับร่างตัวเองทันที ของดีแบบนี้ในยุคนี้ต่อให้มีเงินก็หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ
“ไปเอามีดพกแบบนี้มาจากไหน?”
จางฮวาเฉิงแย่งมีดพกมาจากมือสมุนคนหนึ่ง แล้วดวงตาก็เป็นประกาย มันคือมีดพับสวิสอเนกประสงค์ ของหายากระดับนี้ไม่น่าจะอยู่ในมือพวกกระจอกได้
“ปะ... ไปปล้นเขามา”
เจ้าสมุนตอบน้ำตาตกใน
“ลูกพี่... พวกเรายอมแล้ว ของเอาไปเลย ปล่อยพวกเราไปเถอะ!” หัวหน้าแก๊งรีบคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นดังโป๊กๆ
จัดการคนห้าคนภายในไม่กี่วินาที... นี่มันยังใช่คนอยู่เหรอ?
สงสัยวันนี้ก้าวเท้าออกจากบ้านผิดข้าง ดันมาปล้นเอา ‘หมีควาย’ เข้าให้แล้ว!
“อีกสองสามวันฉันจะมาใหม่ ถ้าไม่พอใจก็ไปเกณฑ์คนมาเพิ่มได้เลยนะ”
จางฮวาเฉิงรู้สึกว่าการปล้นพวกโจรนี่หาเงินเร็วกว่าขายของเยอะเลย
ตอนเขาซื้อของในตลาดมืด เขารู้ตัวอยู่แล้วว่ามีคนจับตามอง จึงเกิดความคิดที่จะ ‘หนามยอกเอาหนามบ่ง’ ปล้นโจรมันซะเลย และผลลัพธ์ก็น่าพอใจมาก
เมื่อเห็นจางฮวาเฉิงแบกของเดินจากไป หัวหน้าแก๊งถึงได้ตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน
“พี่ตง... เจ็บชะมัด”
สมุนคนหนึ่งที่นอนตัวงออยู่บนพื้นร้องโอดโอย หมัดเดียวของจางฮวาเฉิงเกือบส่งเขาไปยมโลก
“กูก็เจ็บโว้ย! ไอ้บัดซบนั่นมันตัวอะไรวะเนี่ย!” ‘ฉินเสี่ยวตง’ สบถด้วยความเจ็บใจ มิน่าล่ะมันถึงกล้าโชว์เงินหรา ที่แท้มันก็จงใจล่อให้พวกเขามาติดกับนี่เอง
กว่าจะพยุงกันลุกเดินโซซัดโซเซออกไปได้ก็ใช้เวลาพักใหญ่
ในขณะเดียวกัน จางฮวาเฉิงกำลังนั่งกินซาลาเปาอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ในร้านอาหาร ด้วยความหิวโซเขาฟาดซาลาเปาไส้เนื้อลูกโตไปรวดเดียวหกลูก จากนั้นก็สั่งห่อกลับบ้านอีกถุงใหญ่
เขาลองนับเงินในตัว รวมกับเงินที่ได้มาจาก ‘อุบัติเหตุ’ เมื่อครู่ ตอนนี้เขามีเงินเหลืออยู่ 18 หยวน 5 เหมา 4 เฟิน
...
หมู่บ้านเฉินถังซานหลี่ฉวี
จางฮวาเฉิงเดินหอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรังกลับมาถึงบ้าน แต่ไกลๆ เขามองเห็นหวังหลินกำลังกวาดหิมะอยู่หน้าประตู โดยมีชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งถือพลั่วช่วยกวาดอยู่ด้วย
พอเห็นจางฮวาเฉิงกลับมา หวังหลินก็ดีใจจนทิ้งพลั่วรีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามารับ
“ไม่ต้องช่วยถือหรอก ไปเปิดประตูให้หน่อยก็พอ!”
จางฮวาเฉิงส่งยิ้มให้
“ได้ค่ะ!”
หวังหลินรีบวิ่งไปเปิดประตูอย่างร่าเริง
“เถี่ยจู้ กินข้าวยัง?” จางฮวาเฉิงหันไปถามชายหนุ่มร่างยักษ์ที่กำลังเกาหัวยิ้มแหะๆ ให้เขา นี่คือเพื่อนบ้านและเพื่อนสมัยเด็กของเขา ‘เฉินเถี่ยจู้’ ชายหนุ่มเจ้าของความสูงหนึ่งร้อยเก้าสิบห้าเซนติเมตรและพละกำลังมหาศาล
เถี่ยจู้ส่ายหน้า
จางฮวาเฉิงนึกขึ้นได้ว่ายุคสมัยนี้ชาวบ้านแทบไม่กินข้าวเช้ากัน ส่วนใหญ่จะรวบยอดไปกินมื้อแรกตอนเที่ยงเลย
“เข้าบ้านมากินข้าวด้วยกันสิ”
เถี่ยจู้เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก แม่แท้ๆ ของเขาถูกพ่อซ้อมจนหนีออกจากบ้านไปตอนเขาอายุห้าขวบ ต้องทนอยู่กับแม่เลี้ยงใจร้าย อดมื้อกินมื้อ เสื้อผ้าก็ไม่พอใส่ แถมยังโดนทุบตีเป็นประจำ
เฉินเถี่ยจู้ส่ายหน้าปฏิเสธ แล้วก้มหน้าก้มตาโกยหิมะต่อ
จางฮวาเฉิงไม่ได้พูดเซ้าซี้ เขาแบกของเดินเข้าบ้านไป
ตอนนี้เขาร้อนจะตายอยู่แล้ว เสื้อโค้ททหารที่สวมอยู่กักเก็บความร้อนได้ดีเยี่ยม เดินแบกของมาตลอดทางเล่นเอาเหงื่อท่วมตัว แต่ระหว่างทางก็ไม่กล้าถอด กลัวโดนลมโกรกแล้วจะเป็นหวัด
“พ่อจ๋า! พ่อจ๋า!”
โตวโตวนั่งอยู่บนเตียงเตา พอเห็นพ่อกลับมาก็รีบลุกขึ้นตบมือเปาะแปะด้วยความดีใจ
จางฮวาเฉิงยิ้มกว้าง วางกระสอบลงบนพื้น ถอดเสื้อโค้ททหารตัวใหญ่ออกแล้วโยนคลุมร่างลูกสาวจนมิด ตัวแกจมหายไปในเสื้อทันที
“ไปซื้อเสื้อโค้ททหารมาจากไหนคะเนี่ย?” หวังหลินสังเกตเห็นตั้งแต่แรกแล้ว เสื้อโค้ททหารในยุคนี้แพงมาก แถมมีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ง่ายๆ
“เจอคนใจดีขายให้ถูกๆ น่ะ มาดูนี่ดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง”
จางฮวาเฉิงชี้ไปที่ตะกร้าไผ่เพื่อเปลี่ยนเรื่อง
“คุณ... คุณซื้อของมาเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?”
เมื่อเห็นของในตะกร้า เธอก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจระคนยินดี มีทั้งเกลือ น้ำส้มสายชู ซีอิ๊ว แถมยังมีเนื้อหมูชิ้นมันย่องก้อนเบ้อเริ่มแขวนอยู่ด้วย
“หนังจิ้งจอกแดงขายได้ราคาดีมาก ปลาปูก็ขายได้ตั้งสิบกว่าหยวน เราต้องเพิ่มลอบดักปูอีกหน่อยนะ นี่เงินที่เหลือเก็บไว้สิ” จางฮวาเฉิงล้วงปึกเงินออกมาขยั้นขยอใส่มือเธอ
หวังหลินมองเงินในมือแล้วนิ่งอึ้งไป
เงินเยอะมาก!
“โตวโตว พ่อซื้อลูกกวาดมาฝากด้วยนะ!”
จางฮวาเฉิงยื่นห่อลูกกวาดให้ลูกสาว
“ลูกกวาด?”
โตวโตวที่เพิ่งตะเกียกตะกายโผล่หัวออกมาจากกองเสื้อโค้ท รีบคว้าห่อขนมมากอดไว้แน่น แกไม่รู้จักของในมือ เพราะที่ผ่านมาเคยกินแต่ก้อนน้ำตาลทรายแดง
“หลินหลิน นี่ของส่วนของคุณ”
จางฮวาเฉิงยื่นห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ห่อหนังสือไว้ให้ภรรยา
ช่วงที่แต่งงานกันปีแรก หวังหลินเคยเล่าเรื่องราวใน ‘ความฝันในหอแดง’ ให้เขาฟังบ่อยๆ เพียงแต่ตัวเธอเองก็ยังอ่านไม่จบครบชุด
“อะไรเหรอคะ?”
หวังหลินรีบยัดเงินใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วรับห่อกระดาษมา
เมื่อเปิดออกดู เธอก็ต้องตะลึง
ความฝันในหอแดง... ก่อนจะแต่งงานเธอเคยอยากได้หนังสือชุดนี้มาก แต่หาซื้อไม่ได้เลย พ่อของเธอเคยไปต่อคิวรอซื้อถึงสี่ครั้งก็ยังพลาด
เขายังจำได้ว่าเธอชอบเรื่องนี้...
ขอบตาของหวังหลินร้อนผ่าว เธอโผเข้ากอดหนังสือไว้แน่น เอ่ยเสียงสั่นเครือ “คุณ... คุณเปลืองเงินซื้อมาทำไมคะเนี่ย ซื้อมาราคาเท่าไหร่...”
“หนังสือเก่า ซื้อจากแผงลอยมาถูกๆ เอง”
จางฮวาเฉิงยิ้ม พลางหยิบวุ้นเส้นมัดหนึ่งกับซาลาเปาห่อกระดาษน้ำมันออกมาจากกระสอบ “เย็นนี้กินซาลาเปากันนะ ส่วนวุ้นเส้นเอาไปแช่น้ำก่อน เดี๋ยวทำหมูสามชั้นตุ๋นวุ้นเส้นใส่ผักกาดขาวกินกัน”
เขาทยอยหยิบของออกจากกระสอบทีละอย่าง
แป้งหมี่ ข้าวฟ่าง ข้าวโพดบด
จางฮวาเฉิงแกะห่อกระดาษ หยิบลูกอมรสผลไม้สีสวยออกมาสองเม็ด ป้อนใส่ปากโตวโตวหนึ่งเม็ด ทันทีที่รสหวานหอมแตะลิ้น เด็กน้อยที่ไม่เคยกินลูกอมดีๆ มาก่อนก็เหมือนได้เปิดประตูสู่โลกใบใหม่ ดวงตาเป็นประกายวิบวับ
“ห้ามกลืนนะลูก อมไว้ให้ละลายในปากช้าๆ”
“อื้ม!”
โตวโตวพยักหน้าหงึกหงัก
จางฮวาเฉิงป้อนอีกเม็ดใส่ปากหวังหลิน แล้วหันไปเตรียมทำกับข้าว ที่บ้านยังมีผักกาดขาวฝังดินเก็บรักษาความสดอยู่ในหลุมใต้ดินอีกสองหัว เขาออกไปช่วยกันขุดกับเถี่ยจู้อยู่พักหนึ่งกว่าจะเอาขึ้นมาได้
เนื้อหมูติดมันถูกหั่นเป็นชิ้นบางๆ ลงไปเจียวในกระทะร้อนๆ เสียงน้ำมันแตกดังฉ่าๆ กลิ่นหอมยั่วน้ำลายลอยตลบอบอวลไปทั่วบ้าน
“ตะ... เติมน้ำหน่อยไหมคะ”
หวังหลินเห็นสามีใส่น้ำไปแค่ทัพพีเดียว ก็อดทักไม่ได้
ถ้าน้ำเยอะหน่อย จะได้น้ำมันหมูเยอะขึ้น
จางฮวาเฉิงส่ายหน้า “ไม่เติมแล้ว แบบนี้กากหมูจะหอมกว่า เนื้อหมูมันๆ เกือบสองชั่งนี่น่าจะได้น้ำมันหมูสักชั่งครึ่งเชียวนะ”
เขาโรยเกลือลงไปนิดหน่อย รอกระทั่งกากหมูเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มและส่งเสียงดังเปรี้ยะๆ ในน้ำมันเดือด จางฮวาเฉิงก็เทน้ำมันหมูใส่ไห เนื้อหมูเกือบสองชั่งเจียวออกมาได้น้ำมันหมูชั่งครึ่งกว่าๆ กับกากหมูกองโตเต็มจาน
โตวโตวดีใจมากที่ได้กินกากหมูทอดกรอบๆ แต่กินไปได้ไม่กี่ชิ้นก็ถูกหวังหลินริบไปเก็บใส่ตู้กับข้าว เด็กน้อยได้แต่ไปยืนเกาะขอบตู้ แหงนหน้ามองตาละห้อย
สำหรับเมนูเด็ดอย่าง ‘หมูสามชั้นตุ๋นวุ้นเส้นใส่ผักกาดขาว’ นั้น จางฮวาเฉิงมีฝีมือระดับปรมาจารย์ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง กลิ่นหอมก็ลอยฟุ้งไปทั้งในบ้านและนอกบ้าน
เถี่ยจู้ถูกจางฮวาเฉิงลากตัวให้มานั่งกินด้วยกัน พร้อมยัดแผ่นแป้งข้าวโพดและหมูตุ๋นวุ้นเส้นชามโตใส่มือ
“เถี่ยจู้ อยากกินเนื้อทุกวันไหม?”
จู่ๆ จางฮวาเฉิงก็เอ่ยถามขึ้นมา
เถี่ยจู้แรงเยอะ แถมยังเชื่อฟัง ที่สำคัญคือความสัมพันธ์ของพวกเขาดีมาก ไม่อย่างนั้นเถี่ยจู้คงไม่มาช่วยกวาดหิมะให้ที่บ้านหรอก
“อยาก”
เถี่ยจู้พยักหน้าโดยไม่ลังเล
“งั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถ้าว่างก็มาทำงานกับฉัน ฉันจะเลี้ยงข้าวให้อิ่มครบสามมื้อ แต่จะไม่ให้เงินค่าจ้างนายนะ”
เขาจะไม่ให้เงินเถี่ยจู้ เพราะต่อให้ให้ไปเท่าไหร่ ก็จะถูกคนที่บ้านนั้นรีดไถไปจนหมดอยู่ดี
นับตั้งแต่แม่แท้ๆ หนีไป เถี่ยจู้ก็ไม่เคยกินอิ่มท้องเลยสักมื้อ
“อื้ม!”
เถี่ยจู้พยักหน้าตอบรับทันที
ตอนเด็กๆ แม่เคยสอนเขาไว้ว่า ให้เชื่อฟังฮวาเฉิง... เขาจำคำนั้นได้ขึ้นใจมาตลอดจนถึงทุกวันนี้
จบบท