- หน้าแรก
- 1965 ย้อนเวลามาเป็นสุดยอดนักล่าแห่งฉางไป๋
- บทที่ 2 ผมกลับมาแล้ว!
บทที่ 2 ผมกลับมาแล้ว!
บทที่ 2 ผมกลับมาแล้ว!
หวังหลินค้นพบว่าสามีของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ร้อยวันพันปีไม่เคยทำ วันนี้เขากลับลุกขึ้นมาเข้าครัวทำอาหารเสียอย่างนั้น
เธอนั่งกอดโตวโตวอยู่บนเตียงเตา ลอบมองแผ่นหลังของจางฮวาเฉิงที่กำลังง่วนอยู่กับการพลิกตะหลิวหน้าเตาไฟ
กับข้าวที่เขาทำ... หอมเหลือเกิน
โตวโตวซุกหน้าอยู่ในอ้อมกอดแม่ กลืนน้ำลายอึกใหญ่พลางยกมือขึ้นเช็ดมุมปากเป็นระยะ กลิ่นหอมเข้มข้นของเนื้อไก่ตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง ท้องของแม่หนูน้อยเริ่มส่งเสียงร้องประท้วงโครกคราก
เปลวไฟในเตาลุกโชน อุณหภูมิบนเตียงเตาเริ่มอุ่นขึ้น หวังหลินนั่งอยู่บนนั้นด้วยความรู้สึกเหม่อลอยคล้ายฝัน
เมนูวันนี้คือไก่ตุ๋นเห็ดหอม ที่ขอบหม้อเหล็กมีแผ่นแป้งข้าวโพดแผ่นเล็กๆ แปะนาบอยู่สามแผ่น... นี่คือเสบียงก้นครัวที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด
จางฮวาเฉิงหันไปมองกองฟืนและถ่านหินที่เหลืออยู่เพียงหยิบมือแล้วก็นึกอยากจะตบหน้าตัวเองแรงๆ สักฉาด เงินก้อนสุดท้ายที่ควรจะเอาไว้ซื้อฟืน ก็ถูกเจ้าเฉินเปียวแย่งเอาไปซื้อเหล้าจนหมด
“หลินหลิน ไปขอยืมถ่านจากกองพลได้ไหม?”
จางฮวาเฉิงรู้ดีว่าที่บ้านจำเป็นต้องมีถ่านหินสำรองไว้ ไม่อย่างนั้นในฤดูหนาวเดือนสิบสองที่หนาวเหน็บเช่นนี้ หากไม่ได้จุดไฟทำความร้อนให้เตียงเตาคงได้หนาวตายกันพอดี โดยเฉพาะโตวโตวที่ยังเด็กเกินกว่าจะทนความหนาวไหว
เขาจำได้ว่ากองพลการผลิตมีระเบียบให้ยืมถ่านได้ แล้วค่อยเอาแต้มค่าแรงปีหน้าไปหักใช้คืน
“ทะ... ทางกองพลไม่ให้เรายืมหรอก...”
หวังหลินก้มหน้าตอบเสียงเบา
เธอเคยไปขอยืมมาสี่ครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งก็ได้รับเพียงถ้อยคำเหน็บแนมและสายตาเย็นชา กลับมา เพราะใครๆ ต่างก็รู้กิตติศัพท์ของสามีเธอดีว่าเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาว วันๆ เอาแต่กินเหล้าเล่นไพ่ ทางกองพลจึงไม่ยอมให้ยืมแม้แต่ครึ่งกระสอบ
พวกผู้หญิงปากจัดในกองพลยังพากันหัวเราะเยาะที่เธอตาบอด เลือกแต่งงานกับคนพรรค์นี้ แถมยังยุให้เธอรีบหย่า แล้วจะแนะนำผู้ชายคนใหม่ให้
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมหาทางเอง”
จางฮวาเฉิงรู้ดีว่าเป็นเพราะตัวเขาเองที่ทำตัวเหลวแหลก แต่อีกสาเหตุหนึ่งก็คือเขาแซ่ ‘จาง’... หมู่บ้านแห่งนี้ชื่อว่า ‘เฉินถังซานหลี่ฉวี’ คนแซ่จางอย่างพวกเขาคือคนนอก
ในหมู่บ้านเฉินถังซานหลี่ฉวีมีตระกูลใหญ่สามตระกูล คือ แซ่เฉิน แซ่หวัง และแซ่จาง
เมื่อสิบปีก่อน ตระกูลจางซึ่งขึ้นตรงกับเขตเสี่ยวฉางซานมีประชากรน้อยลงจนเหลือไม่ถึงร้อยคน ทางคอมมูนจึงผลักดันให้มารวมกับกองพลเฉินถังซานหลี่ฉวี แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ถูกกีดกันและกลั่นแกล้งทั้งทางตรงและทางอ้อมมาตลอด งานที่หนักที่สุดและสกปรกที่สุดมักตกเป็นของพวกเขา แต่แต้มค่าแรงที่ได้กลับน้อยที่สุด ทำงานแทบตายทั้งปี เผลอๆ ปลายปีกลายเป็นหนี้กองพลเสียอีก
ความขัดแย้งของทั้งสองตระกูลรุนแรงมาก
แม้ปัจจุบันตระกูลเฉินจะมีคนนับพัน ส่วนตระกูลจางมีไม่ถึงร้อย แต่ตระกูลจางก็ไม่ใช่หมูในอวยให้ใครมาเคี้ยวเล่นง่ายๆ เพราะคนรุ่นเก่าล้วนแต่เป็นทหารผ่านศึกที่เคยผ่านสมรภูมิเลือดมาแล้วทั้งสิ้น
ตระกูลเฉินกับตระกูลจางจึงเปรียบเสมือนน้ำกับไฟ ปะทะกันมานับครั้งไม่ถ้วน
“โตวโตว มาเร็ว มาชิมฝีมือพ่อดูซิว่าอร่อยไหม!”
เขาใช้ตะหลิวตักน่องไก่ขึ้นมา เป่าไล่ความร้อนเบาๆ แล้วยื่นไปตรงหน้าลูกสาว
โตวโตวรีบยื่นมือน้อยๆ ออกไปคว้าหมับอย่างอดใจไม่ไหวโดยไม่กลัวร้อน จางฮวาเฉิงมองมือน้อยที่เต็มไปด้วยรอยแผลจากความเย็นแล้วก็รู้สึกเจ็บแปลบในใจ
“เป่าก่อนค่อยกินนะลูก เดี๋ยวปากพอง”
หวังหลินรีบเตือนเมื่อเห็นลูกสาวจะยัดเข้าปากทันที
เห็นได้ชัดว่าโตวโตวไม่กลัวร้อนเลยสักนิด ทันทีที่ได้กินเนื้อ ดวงตาของแกก็เป็นประกายวิบวับ... แกไม่ได้กินเนื้อมานานมากแล้วจริงๆ
ฝีมือการทำอาหารของจางฮวาเฉิงนั้นจัดอยู่ในระดับยอดเยี่ยม สมัยอยู่ในกองทัพเขาเคยทำความผิดจนถูกสั่งย้ายไปประจำโรงอาหารนานถึงสามปี ปกติเขาก็ชอบทำอาหารเป็นทุนเดิม เสียดายที่ตอนนี้ในบ้านแทบไม่มีเครื่องปรุงอะไรเลย มีแค่เกลือเม็ด พริก และน้ำมันหมูติดก้นขวดนิดหน่อย
ยังโชคดีที่พอจะมีเห็ดแช่แข็งเก็บไว้บ้าง ไก่ตุ๋นหม้อเหล็กมื้อนี้เลยออกมาเป็นที่น่าพอใจระดับหนึ่ง
“อร่อยไหม?”
จางฮวาเฉิงลูบหัวลูกสาวเบาๆ หลังจากแกกินน่องไก่จนเกลี้ยง
โตวโตวพยักหน้าหงึกหงัก ดวงตายังคงจ้องมองไปที่หม้อตาละห้อย
“มา! กินข้าวกันเถอะ!”
จางฮวาเฉิงยกหม้อขึ้นไปวางบนโต๊ะเตี้ยบนเตียงเตา แล้วทั้งครอบครัวพ่อแม่ลูกก็นั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกัน
“เอ่อ... พวกเครื่องในพวกนั้นจริงๆ ก็กินได้นะ...”
หวังหลินทักท้วงเสียงอ่อย
เธอเห็นจางฮวาเฉิงโยนหัวไก่และเครื่องในบางส่วนทิ้งไว้ข้างๆ ก็รู้สึกเสียดายจับใจ แต่เมื่อครู่ไม่กล้าพูดขัด
จางฮวาเฉิงเข้าใจความคิดภรรยา จึงอธิบายว่า “เครื่องในกับหัวไก่พวกนี้ผมจะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ตอนนี้หิมะปิดภูเขา ข้าวสารที่บ้านก็เหลือไม่กี่กำมือ ผมต้องหาทางไปหาของกินกลับมาเพิ่ม”
ของพวกนี้คือเหยื่อล่อปูชั้นดี ในยุคสมัยนี้ชาวบ้านเฉินถังซานหลี่ฉวียังใช้ประโยชน์จากแนวโขดหินริมทะเลไม่เป็น กว่าจะเริ่มเรียนรู้วิธีจับปูทะเลไปขายได้ก็ต้องรอจนถึงปี 1972 นู่น
หวังหลินตะลึงงัน สามีของเธอเริ่มคิดถึงเรื่องปากท้อง เรื่องฟืนไฟข้าวสารในบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่...
เขาเป็นอะไรไป...
แต่ตอนนี้หิมะตกหนักปิดเส้นทาง อากาศหนาวเหน็บจนน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง เขาจะไปหาของกินมาจากไหน?
จางฮวาเฉิงสังเกตเห็นว่าภรรยาไม่กล้ากินเนื้อ เอาแต่แทะกระดูกชิ้นเดิมอยู่นานสองนาน ความรู้สึกสงสารจับใจก็แล่นเข้ามา หวังหลินเดิมทีเป็นลูกสาวครอบครัวคนงานในเมือง ควรจะได้ใช้ชีวิตสุขสบาย มีกินมีใช้ แต่กลับต้องมาตัดขาดจากครอบครัวก็เพราะเขา
หวังหลินเป็น ‘ยุวปัญญาชน’ ที่ถูกส่งตัวมาเมื่อสามปีก่อน ตอนที่มาถึงเฉินถังซานหลี่ฉวี เธอสวมกระโปรงลายดอกไม้ งดงามราวกับดอกไม้ป่าที่เบ่งบานกลางทุ่งนา ดวงตาสีดำขลับคู่นั้นเปี่ยมด้วยความเมตตาและมองทุกอย่างในหมู่บ้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เขาตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็น
“กินเนื้อเยอะๆ สิ”
จางฮวาเฉิงคีบเนื้อไก่ชิ้นโตใส่ชามให้เธอ
“อื้อ”
หวังหลินรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่เคยทานอาหารมื้อไหนอร่อยเท่านี้มาก่อน กลิ่นหอมที่อบอวลในปากทำให้เธอเคี้ยวเพลินจนเผลอกัดลิ้นตัวเอง
ใบหน้าสวยหวานขึ้นสีระเรื่อ เธอแอบชำเลืองมองสามี ก็พบว่าจางฮวาเฉิงกำลังจ้องมองเธอด้วยแววตาอ่อนโยน... สายตานั้นทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เขาเป็นอะไร?
ทำไมถึงมองเธอด้วยสายตาแบบนั้น?
...
หลังจากกินอิ่ม โตวโตวก็นอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงเตาอุ่นๆ บนใบหน้าเล็กๆ ยังมีรอยยิ้มเปื้อนอยู่
มื้อนี้แกได้กินเนื้อเยอะมาก
จางฮวาเฉิงเติมฟืนเข้าเตาอีกหน่อย จากนั้นก็เดินออกไปที่ลานบ้าน จัดการตัดต้นไผ่มาสองต้น ไผ่ที่บ้านนี้เหมาะจะเอามาทำลอบดักปูพอดี
หวังว่าจะมีผลลัพธ์ที่ดีนะ
“ตะ... ต้นไม้ทำเงิน...”
เมื่อจางฮวาเฉิงลากต้นไผ่เข้ามาในบ้าน หวังหลินที่กำลังเก็บล้างจานชามหันมาเห็นเข้าก็น้ำตาแทบไหลพราก นี่มันไผ่ที่เธอฟูมฟักกะว่าจะตัดไปขายที่ตลาดนัดตอนใกล้ตรุษจีนแท้ๆ ตอนนั้นราคาไผ่ต้นหนึ่งขายได้ตั้งสี่เหมา
“ผม... เอ่อ... หลินหลิน คุณอย่าร้องไห้สิ”
ใบหน้าคมเข้มของจางฮวาเฉิงแดงซ่านด้วยความละอาย เขารีบเข้าไปปลอบประโลมเธอพัลวัน
เขาลืมไปเสียสนิทว่าเธอชอบเฝ้ามองต้นไผ่พวกนี้ค่อยๆ เติบโตขึ้นทุกวันแค่ไหน ทุกปีเธอจะตัดมันไปขายที่ตลาดนัดเพื่อหาเงินไม่กี่หยวนมาจุนเจือค่าใช้จ่ายในบ้าน
กว่าจะปลอบให้เธอหยุดร้องได้ก็เล่นเอาเหงื่อตก
สำหรับจางฮวาเฉิง การสานลอบดักปูเป็นเรื่องง่ายดายมาก อาศัยแสงสว่างจากกองไฟ เขาผ่าลำไผ่ออกเป็นเส้นเล็กๆ บางๆ ในมือของเขา เส้นไผ่เหล่านี้ค่อยๆ ถูกถักทอจนกลายเป็นลอบดักปูรูปทรงสวยงามทีละอัน
หวังหลินช่วยอะไรไม่ได้ เธอจึงนอนคว่ำอยู่บนเตียงเตา เฝ้ามองสามีทำงานเงียบๆ บางทีอาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้าสะสม เธอจึงเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
จางฮวาเฉิงไปหาเศษตาข่ายมาเย็บเป็นถุงใบเล็กๆ สี่ใบ แล้วยัดหัวไก่ ตูดไก่ และเครื่องในต่างๆ ลงไปทีละถุง ก่อนจะนำไปแขวนไว้ตรงกลางลอบ
ได้เวลาไปวางกับดักแล้ว!
เมื่อเห็นว่าภรรยาและลูกสาวหลับสนิท จางฮวาเฉิงก็หิ้วลอบทั้งสี่ใบย่องออกจากบ้านไปเงียบๆ
ราตรีย้อมผืนฟ้าจนมืดสนิท มีเพียงหิมะขาวโพลนบนพื้นดินที่สะท้อนแสงจางๆ พอมองเห็นทาง
ทะเลที่ติดกับหมู่บ้านเฉินถังซานหลี่ฉวีเป็นเขต ‘ทะเลโขดหิน’ ซึ่งดับฝันชาวบ้านเรื่องการจับปลา เพราะแนวหินโสโครกที่แหลมคมทำให้เรือประมงของหมู่บ้านไม่สามารถใช้ประโยชน์จากน่านน้ำแถบนี้ได้เลย
โขดหินถูกปกคลุมด้วยหิมะบางๆ ภายใต้แสงสะท้อนของหิมะ หินสีขาวกระดำกระด่างเหล่านี้ดูวาววับเย็นยะเยือก
แนวโขดหินริมฝั่งถูกน้ำแข็งและหิมะเกาะกุมจนหมดสิ้น แต่ลึกลงไปในกลุ่มโขดหินไกลออกไป กระแสน้ำทะเลยังคงเคลื่อนไหวอย่างเกรี้ยวกราด ซัดสาดเข้าออกตามซอกหินเสียงดังซู่ซ่า
โขดหินมีความคมและเดินลำบาก น้ำทะเลเย็นเฉียบซัดสาดไปมา จางฮวาเฉิงต้องก้าวเดินอย่างระมัดระวังที่สุด หากลื่นล้มลงไปคงได้เลือดตกยางออกแน่ และในอุณหภูมิติดลบสิบกว่าองศาแบบนี้ หากเสื้อผ้าหรือรองเท้าเปียกน้ำขึ้นมา นั่นหมายถึงชีวิต
จางฮวาเฉิงเลือกตำแหน่งที่เหมาะสมทีละจุด ผ่านไปสิบกว่านาที เขาก็วางลอบทั้งสี่ใบเสร็จเรียบร้อย ตอนนี้ก็แค่รอให้เหยื่อมาติดกับ
ถ้าผลลัพธ์ออกมาดี เขาจะสานลอบเพิ่มอีก
แต่ถ้าไม่ได้ผล... เขาคงต้องหาปืนสักกระบอกแล้วเสี่ยงดวงเข้าป่าล่าสัตว์
หวังหลินเหนื่อยมากจนหลับสนิท ไม่รู้ตัวเลยว่าจางฮวาเฉิงออกไปข้างนอกและกลับมาตอนไหน อุณหภูมิในห้องเริ่มลดต่ำลงเมื่อฟืนในเตามอดลงเรื่อยๆ
ที่บ้านไม่มีถ่านหิน ฟืนก็ใกล้จะหมด จางฮวาเฉิงจึงตัดใจไม่เติมฟืนเพิ่ม
กลิ่นกายหอมกรุ่นเย้ายวนลอยมาแตะจมูก เขาสอดตัวเข้าไปในผ้าห่ม โอบกอดร่างบอบบางอันงดงามของภรรยาเข้ามาแนบอก จางฮวาเฉิงสัมผัสได้ถึงพละกำลังอันเปี่ยมล้นของร่างกายหนุ่มแน่นนี้
ตัวเขาในปี 2024 เสื่อมสมรรถภาพด้านนี้ไปนานหลายปีแล้ว
การเป็นหนุ่มนี่มันดีจริงๆ...
“หลินหลิน...”
“อืม...”
หวังหลินรู้สึกสะลึมสะลือเมื่อสัมผัสได้ถึงฝ่ามือร้อนผ่าวที่เริ่มลูบไล้ไปตามเรือนร่าง ลมหายใจของเธอเริ่มถี่กระชั้นขึ้นทีละน้อย
“ยะ... อย่าทำเสียงดัง เดี๋ยวโตวโตวตื่น...”
เสียงครวญครางแผ่วเบาดังลอดออกมาท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ำคืน... เนิ่นนานกว่าจะสงบลง...
จบบท