- หน้าแรก
- ข้ามีช่องใส่อุปกรณ์
- บทที่ 22 เลเวลอัป
บทที่ 22 เลเวลอัป
บทที่ 22 เลเวลอัป
ณ สำนักยุทธ์ชื่อหั่ว
ในวันสุดท้ายของสิ้นเดือน มีศิษย์ฝึกหัดอีกคนหนึ่งที่สภาพจิตใจพังทลายและขอถอนตัวออกไปเอง
ทว่าในขณะเดียวกัน หานเสี่ยงกลับบรรลุถึงจุดสูงสุด ปราณโลหิตดุจสายรุ้ง ได้ในคราวเดียว!
เขาเป็นศิษย์ฝึกหัดคนที่สามที่สามารถบรรลุระดับสำเร็จขั้นสูงของปราณโลหิตได้
นอกจากหานเสี่ยงแล้ว ยังมีหยันหลิวอิ่ง, เถียนเฉินอวี่ และอู๋ไฉ่เวย อีกสามคนที่ขยับเข้าใกล้การทะลวงขีดจำกัด
คนทั้งสี่ข้างต้นล้วนมีฐานะทางครอบครัวที่มั่งคั่ง สามารถได้รับการบำรุงที่เพียงพอในทุกวัน อีกทั้งยังมีรากฐานกระดูกพรสวรรค์ที่ไม่เลวอีกด้วย
ส่วนความก้าวหน้าของคนอื่นๆ นั้นนับว่าธรรมดาสามัญ
พวกเขาหากไม่กำเนิดจากครอบครัวระดับธรรมดา ก็มีพรสวรรค์ของตนเองไม่เพียงพอ ยิ่งไปกว่านั้น บางคนนอกจากจะมีสถานะระดับธรรมดาแล้วยังไร้ซึ่งความสามารถ
ด่านแรกของเคล็ดวิชาหล่อหลอมโลหิตเน้นที่การสั่งสมและบำรุงปราณโลหิต ระดับที่สำคัญที่สุดคือการบำรุง รองลงมาคือความเข้าใจในการบำเพ็ญเพียร
คนที่ไม่เงินหรือไร้ความสามารถ ทำได้เพียงต้องใช้กาลเวลาที่มากขึ้นในการค่อยๆ เคี่ยวกรำตนเอง
“ถึงเวลาแล้ว”
ฉีจือเสวียนตัดสินใจที่จะทะลวงขีดจำกัด
ผู้คนมักจะจดจำเพียงผู้ที่ได้อันดับหนึ่ง และบางครั้งอาจจะเอ่ยถึงอันดับที่สองและสาม แต่ไม่มีใครสนใจหรอกว่าอันดับที่สี่คือใคร
ดังนั้น
ในคืนนั้นเอง
ภายในเรือนพักที่มืดมิด ฉีจือเสวียนค่อยๆ พ่นไอขุ่นโสโครกออกมาคำหนึ่ง ปราณโลหิตภายในร่างกายพลันพุ่งพล่านราวกับกระแสน้ำในแม่น้ำที่เขื่อนแตก
ผิวหนังของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงและร้อนผ่าวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับแผ่ซ่านแสงสีแดงออกมา แสงสีแดงนั้นเป็นประกายและทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนเจิดจรัส ดูราวกับเปลวเพลิงเล็กๆ ที่เต้นระริกอยู่บนพื้นผิวร่างกาย ลุกไหม้อย่างต่อเนื่องจนขับไล่ความมืดมิดออกไป
ชั่วขณะหนึ่ง
ห้องทั้งห้องอาบไปด้วยแสงสีแดง ราวกับเกิดเพลิงไหม้!
【เคล็ดวิชาหล่อหลอมโลหิตเพลิงชาดระดับหนึ่ง:ระดับสำเร็จขั้นสูง】
【ได้รับฉายา:ปราณโลหิตผู้ฝึกยุทธ์】
【ช่องอุปกรณ์+1】
【จำนวนช่องอุปกรณ์ปัจจุบัน:2 ช่อง】
【ช่องอุปกรณ์ที่ใช้ได้:2 ช่อง】
【ผลของการสวมใส่:เสริมพลังหรือลดทอนคุณสมบัติส่วนตัวของโฮสต์ตามคุณสมบัติพิเศษของสิ่งของ】
【วิธีการสวมใส่:การสัมผัสทางกาย】
……
แผงสถานะพร่าเลือนไปชั่วครู่ ก่อนที่ช่องอุปกรณ์จะแยกออกเป็นสองส่วน
“สองช่องอุปกรณ์!!”
ดวงตาของฉีจือเสวียนเป็นประกาย ดีใจจนเนื้อเต้น
เขารู้สึกมานานแล้วว่าช่องอุปกรณ์เพียงช่องเดียวไม่พอใช้งาน
“ดูเหมือนว่าขอเพียงข้ายกระดับขอบเขตพลังเคล็ดวิชายุทธ์ จำนวนของช่องอุปกรณ์ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย”
“โปรแกรมโกง ยิ่งนานไปยิ่งทรงพลัง!”
“ยิ่งข้าแข็งแกร่ง โปรแกรมโกงก็จะยิ่งยอดเยี่ยมขึ้น!”
ฉีจือเสวียนรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง
สองช่องอุปกรณ์ ความสุขเพิ่มเป็นสองเท่า!
“ช่องหนึ่งเอาไว้สวมใส่โอสถปราณโลหิตบำรุง อีกช่องหนึ่งเอาไว้สวมใส่คัมภีร์เคล็ดวิชายุทธ์หรืออุปกรณ์”
ฉีจือเสวียนนึกถึงมีดบินเล่มนั้นขึ้นมาทันที เขาเดินไปยังมุมห้อง เคลื่อนย้ายกองขยะออก เผยให้เห็นรูหนูที่ถูกอุดไว้ด้วยเศษผ้าขาดๆ
เขาดึงเศษผ้าออก
แล้วยื่นมือเข้าไปค้นหาในรูนั้น
ไม่นาน ฉีจือเสวียนก็หยิบห่อกระดาษไขออกมา เมื่อเปิดออก
มีดบินที่สะท้อนแสงเย็นชาเล่มหนึ่งก็ปรากฏแก่สายตา มันช่างดูสงบและงดงามยิ่งนัก
“ยังดีที่สนิมไม่ขึ้น”
ฉีจือเสวียนไม่ได้มีความลังเลใดๆ รีบทำการสวมใส่ในทันที
【ไอเทมที่สวมใส่แล้ว:มีดบินสังหารคน】
【ระดับ: อุปกรณ์ที่ใช้โดยยอดฝีมืออาวุธลับคนหนึ่ง สะสมการสังหารมาสิบแปดศพ】
【ความสมบูรณ์:100%】
【ผลของการสวมใส่:ได้รับเคล็ดวิชามีดบินของยอดฝีมืออาวุธลับ, ได้รับเคล็ดวิชายุทธ์ระเบิดพลังของปราณโลหิตผู้ฝึกยุทธ์ ‘ลูกดอกล่าวิญญาณ’】
【หมายเหตุ:หากระยะเวลาการสวมใส่เกินยี่สิบวัน จะได้รับผลของการสวมใส่ทั้งหมดของสิ่งของชิ้นนั้นอย่างถาวร】
“นี่ ผลของการสวมใส่มีการเปลี่ยนแปลง!”
“ปราณโลหิตผู้ฝึกยุทธ์ เคล็ดวิชายุทธ์ระเบิดพลัง……”
แววตาของฉีจือเสวียนสั่นไหว เขาครุ่นคิด: “เคล็ดวิชาเฉพาะที่คนระดับธรรมดาฝึกฝนจนชำนาญเรียกว่าเคล็ดวิชายุทธ์ แต่ท่าไม้ตายที่ผู้ฝึกยุทธ์บำเพ็ญเพียรออกมาจะถูกเรียกว่าเคล็ดวิชายุทธ์ระเบิดพลัง”
“ก่อนหน้านี้ข้าเป็นเพียงคนระดับธรรมดา จึงได้รับเพียงเคล็ดวิชายุทธ์ระดับธรรมดาของยอดฝีมืออาวุธลับ”
“แต่ตอนนี้ข้าเป็นปราณโลหิตผู้ฝึกยุทธ์แล้ว และยอดฝีมืออาวุธลับคนนั้นก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์เช่นกัน ข้าจึงสามารถได้รับเคล็ดวิชายุทธ์ระเบิดพลังที่สูงส่งกว่าเดิมได้”
“ดี ดี ดี!”
“นึกไม่ถึงว่ามีดบินเล่มนี้จะมอบความประหลาดใจให้ข้าได้มากมายถึงเพียงนี้”
อารมณ์ของฉีจือเสวียนเบิกบานขึ้นในทันที
เขาหลับฝันดีจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
เช้าวันต่อมา ศิษย์ฝึกหัดทั้งหกสิบหกคนมาถึงสำนักยุทธ์ชื่อหั่วตามปกติ
ในยามนี้ ทุกคนสามารถจดจำเคล็ดวิชาปากเปล่าได้หมดแล้ว และต่างแยกย้ายกันไปบำเพ็ญเพียรในลานบ้าน
ไป๋อวิ๋นเซียวนั่งพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์อยู่ใต้ชายคา
ฉีจือเสวียนพ่นลมหายใจออกมา แล้วก้าวเดินไปข้างหน้า ประสานมือคำนับแล้วกล่าวว่า: “ศิษย์พี่ไป๋ ผู้น้อยทะลวงขีดจำกัดแล้วขอรับ ปราณโลหิตระดับสำเร็จขั้นสูง”
สิ้นคำพูดนั้น
ทุกคนในลานบ้านต่างพากันหันขวับมามอง สายตาทุกคู่จดจ้องไปที่ร่างของฉีจือเสวียน
แต่ละคนมีสีหน้าที่แตกต่างกันไป ทั้งตกตะลึง อิจฉา หรือแม้แต่ความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา
“เจ้าคือ ศิษย์น้องฉี ใช่หรือไม่?”
ไป๋อวิ๋นเซียวเลิกคิ้วขึ้น
หากจำไม่ผิด ฉีจือเสวียนซื้อโอสถปราณโลหิตระดับขั้นสูงจากมือเขาไปเพียงห้าเม็ดเท่านั้น
“อาศัยเพียงโอสถปราณโลหิตระดับขั้นสูงห้าเม็ด ก็สามารถบรรลุปราณโลหิตระดับสำเร็จขั้นสูงได้รึ พรสวรรค์เช่นนี้มันคืออันใดกัน?”
ไป๋อวิ๋นเซียวรู้สึกไม่ค่อยเชื่อนัก แต่ใบหน้ายังคงดูราบเรียบแล้วกล่าวว่า: “ศิษย์น้องฉี ลองกระตุ้นปราณโลหิตให้ข้าดูหน่อย”
ฉีจือเสวียนทำตามอย่างไม่เกี่ยงงอน ในทันใดนั้น ทั่วทั้งร่างของเขาก็แผ่รังสีสีแดงออกมา ราวกับกองเพลิงที่ลุกโชน
“ทะลวงขีดจำกัดได้จริงๆ ด้วย!”
ไป๋อวิ๋นเซียวเดาะลิ้นออกมาหนึ่งครั้ง แล้วยิ้มกล่าวว่า: “ยินดีด้วยศิษย์น้องฉี เส้นทางวิถีแห่งยุทธ์ในภายภาคหน้าของเจ้า ช่างน่ารอคอยยิ่งนัก”
ฉีจือเสวียนรีบกล่าวว่า: “พระคุณของศิษย์พี่ไป๋ที่ช่วยชี้แนะและสนับสนุน ผู้น้อยจะจดจำไว้มิรู้ลืม”
ไป๋อวิ๋นเซียวหัวเราะร่า พลางเรียกให้ฉีจือเสวียนนั่งลง แล้วกล่าวต่อหน้าว่า: “ก่อนที่จะถ่ายทอดเคล็ดวิชาปากเปล่าของระดับที่สองให้เจ้า ข้ามีเรื่องควรระวังบางประการจะบอกเจ้าก่อน”
ฉีจือเสวียนนั่งตัวตรง ตั้งใจฟังอย่างว่าง่าย
ไป๋อวิ๋นเซียวกล่าวช้าๆ ว่า: “ชาวบ้านทั่วไปมักใช้คำว่าผู้ฝึกยุทธ์เรียกขานพวกเรา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ทุกคนที่ฝึกยุทธ์จะมีสิทธิ์ถูกเรียกว่าผู้ฝึกยุทธ์
ในวงการของพวกเรา ผู้ฝึกยุทธ์คือฉายาอย่างหนึ่ง ต้องบรรลุเงื่อนไขบางประการเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ได้รับฉายาที่สอดคล้องกัน อย่างเช่นเจ้า ปราณโลหิตระดับสำเร็จขั้นสูง จึงมีสิทธิ์ได้รับฉายา ‘ปราณโลหิตผู้ฝึกยุทธ์’”
“ปราณโลหิตผู้ฝึกยุทธ์ ยังเป็นระดับต่ำสุดในบรรดาฉายาทั้งหมดอีกด้วย”
ฉีจือเสวียนเข้าใจในทันที จึงพยักหน้ารับ
ไป๋อวิ๋นเซียวกล่าวต่อว่า: “เมื่อเจ้ากลายเป็นปราณโลหิตผู้ฝึกยุทธ์แล้ว สมรรถภาพทางกายของเจ้าจะเหนือกว่าคนระดับธรรมดาอย่างมาก พละกำลังมหาศาล ความเร็วว่องไว ประสาทสัมผัสทั้งห้าจะเฉียบคมยิ่งขึ้น ไม่เจ็บป่วยง่ายๆ แม้แต่การถูกพิษเพียงเล็กน้อยก็ไม่เป็นอันตราย”
“แต่ในขณะเดียวกัน หากเจ้าเกิดความโกรธแค้น ปราณโลหิตจะใจร้อนรน ทำให้โทสะพุ่งขึ้นสู่ศีรษะได้ง่าย จนอาจไปหาเรื่องโมโหลงมือกับผู้อื่น หรือต่อสู้กันจนถึงแก่ชีวิต ซึ่งจะนำภัยมาสู่ตนเองหรือทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บ”
“ดังนั้น ผู้ฝึกยุทธ์ต้องหมั่นฝึกฝนจิตใจ รักษาความสงบอยู่เสมอ คนที่ใจร้อนวู่วามย่อมยากจะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่”
ฉีจือเสวียนเห็นด้วยอย่างยิ่ง เขาพยักหน้าซ้ำๆ
“ก็มีประมาณเท่านี้ ต่อไปข้าจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาปากเปล่าของระดับที่สองให้เจ้า”
ไป๋อวิ๋นเซียวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเริ่มท่องเคล็ดวิชาปากเปล่าออกมาทีละช่วงด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบมั่นคง
ฉีจือเสวียนตั้งใจจดจำ เขาพบว่าหลังจากบรรลุปราณโลหิตระดับสำเร็จขั้นสูงแล้ว ความสามารถในการความทรงจำของเขาก็ดูจะดีขึ้นมาก
หลังจากท่องตามเพียงเจ็ดแปดรอบ เขาก็จำได้ทั้งหมด
เมื่อฉีจือเสวียนท่องทวนอีกรอบจนมั่นใจว่าถูกต้องแล้ว ไป๋อวิ๋นเซียวจึงเริ่มอธิบายความหมายของเคล็ดวิชาปากเปล่าแต่ละช่วงให้ฟัง
ช่วงเช้าผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
ช่วงบ่าย ฉีจือเสวียนและเป้าเหลียนฮวายังคงเป็นคู่ฝึกยุทธ์กันต่อ
“ศิษย์พี่ฉี ยินดีด้วย!”
เป้าเหลียนฮวายิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นดูหวานล้ำและไร้เดียงสายิ่งนัก “แม้ท่านจะทะลวงขีดจำกัดช้ากว่าข้าสามวัน แต่ข้าก็ยังยินดีที่จะเรียกท่านว่าศิษย์พี่ฉี”
ฉีจือเสวียนยิ้มตอบ: “เจ้าอย่าพึ่งได้ใจไป อย่างไรข้าก็แก่กว่าเจ้าสามปี ต่อไปข้าจะแซงเจ้าให้ดู”
เป้าเหลียนฮวาหัวเราะคิกคัก: “ได้เลย ข้ารับคำท้าของท่าน”
ทั้งสองรีบกลับไปจดจ่อกับการบำเพ็ญเพียร คอยชี้แนะกระบวนท่าและเคล็ดวิชาปากเปล่าให้แก่กัน เพื่อความก้าวหน้าไปด้วยกัน
หานเสี่ยงและคนอื่นๆ เมื่อเห็นทั้งสองมีความเข้าใจตรงกันเช่นนั้น ในใจก็เกิดความอิจฉาริษยา ขณะเดียวกันก็สัมผัสได้ถึงความกดดัน
เป้าเหลียนฮวาคืออัจฉริยะฟ้าประทาน ส่วนฉีจือเสวียนก็ไม่ธรรมดา เมื่อทั้งสองร่วมมือกัน ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรย่อมเหนือกว่าพวกเขาแน่นอน
“หึ อัจฉริยะที่แท้จริงไม่ต้องการคู่ฝึกยุทธ์” เย่ว์จื่อฉินกล่าวอย่างดูถูกพลางบำเพ็ญเพียรเพียงลำพังด้วยท่าทีที่ถือดี