เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 663 ศัตรูของเผ่ามาร

ตอนที่ 663 ศัตรูของเผ่ามาร

ตอนที่ 663 ศัตรูของเผ่ามาร


ตอนที่ 663 ศัตรูของเผ่ามาร

“บัดซบ! ขั้นที่ 8 มันจะไปต่างอะไรจากขั้นที่ 9 วะ!!” โอโร่ตะโกนสาปแช่งอย่างลืมตัว

ตอนแรกเขาทำนายว่าเซี่ยเฟยคงจะสามารถฝึกฝนวิชามังกรซ่อนเร้นได้ถึงขั้นที่ 4 เท่านั้น หรืออย่างมากที่สุดด้วยพรสวรรค์อันน่าอัศจรรย์ มันก็ไม่มีทางที่ชายหนุ่มจะฝึกฝนเกินไปกว่าขั้นที่ 5 ได้

แต่ในความเป็นจริงช่วงเวลา 3 วันที่ผ่านมาเซี่ยเฟยสามารถฝึกฝนวิชานี้จนถึงขั้นที่ 8 ซึ่งมันก็หมายความว่าชายหนุ่มใกล้ที่จะฝึกฝนวิชานี้จนเสร็จสมบูรณ์แล้ว

“แน่นอนว่าขั้นที่ 8 มันยังแตกต่างจากขั้นที่ 9 มาก เพราะผมยังใช้วิชานี้ได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพแตกต่างจากขั้นที่ 9 ที่ถือว่าเป็นการใช้วิชาออกมาได้อย่างเต็มที่” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างจริงจัง

“ไหนนายบอกว่าการฝึกวิชานี้มันค่อนข้างยาก ฉันไม่เห็นว่ามันจะยากสำหรับนายตรงไหนเลย?”

“ใช่ ตอนแรกผมยังไม่ชินกับการใช้วิชาเพื่อหน่วงพลังแบบนี้เอาไว้เลย เพราะผมคุ้นชินกับการปลดปล่อยพลังงานทั้งหมดออกไปในครั้งเดียวมากกว่า แต่เมื่อผมค่อย ๆ ฝึกฝนไปเรื่อย ๆ ผมก็ค่อย ๆ เชี่ยวชาญวิธีการใหม่นี้เรื่อย ๆ ด้วยเหมือนกัน จากนั้นความเร็วในการฝึกของผมมันก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับยักไหล่

“ไม่ต้องพูดแล้ว ลองใช้วิชาออกมาเลย ฉันจะเป็นคนตัดสินเองว่านายสามารถใช้วิชานี้ได้ไกลสักแค่ไหน” โอโร่กล่าว

เซี่ยเฟยพยักหน้ายืนตรงมองไปด้านหน้าอย่างแน่วแน่ จากนั้นเขาก็กลั้นลมหายใจพร้อมกับตบฝ่ามือลงไปบนพื้น

อย่างไรก็ตามการออกท่าทางของเขากลับไม่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวใด ๆ คล้ายกับว่าเขาตบฝ่ามือลงพื้นเฉย ๆ โดยไม่ได้ปลดปล่อยการโจมตีใด ๆ ออกมา

แต่ในทันใดนั้นเองคลื่นมิติสีขาวก็พุ่งขึ้นมาจากพื้นห่างจากชายหนุ่มออกไปประมาณ 100 เมตร โดยคลื่นมิตินี้พุ่งทะยานขึ้นไปในอากาศราวกับมังกรที่กำลังทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า

วิชานี้ถือว่าเป็นวิชาที่แปลกประหลาดมาก เพราะการเคลื่อนไหวในครั้งแรกมันไม่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวใด ๆ เลยแม้แต่นิดเดียว แต่ทันทีที่การโจมตีปรากฏออกมา มันกลับปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาในพริบตา เรียกได้ว่าพลังนี้สามารถทำลายศัตรูให้จบสิ้นได้ในเวลาเพียงแค่เสี้ยววินาที

หากใครละสายตาไปจากจุดที่เกิดการจู่โจมแม้แต่เพียงวินาทีเดียว บางทีพวกเขาอาจจะมองไม่ทันด้วยซ้ำว่ามันมีการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวเกิดขึ้นจริง ๆ หรือไม่

สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือการหน่วงพลังเพื่อทำให้ศัตรูตายใจ ในระหว่างที่เซี่ยเฟยตบฝ่ามือลงกับพื้น นักรบที่มีประสบการณ์ย่อมจะต้องระวังตัวคิดว่าชายหนุ่มกำลังจะทำการจู่โจมอย่างแน่นอน

แต่หลังจากที่เวลาได้ผ่านพ้นไปหลายวินาทีแต่มันไม่มีการโจมตีเกิดขึ้น ฝ่ายตรงข้ามก็จะเริ่มผ่อนคลาย เพราะคิดว่ามันไม่มีการโจมตีใด ๆ ออกมาอีกแล้ว และนั่นก็คือช่วงเวลาที่มังกรซ่อนเร้นรอคอยเพื่อทำลายศัตรูภายในเสี้ยวพริบตาเดียว

การหน่วงพลังถือได้ว่าเป็นเทคนิคที่สามารถใช้ออกไปได้อย่างยากมากที่สุด และโดยปกติมันก็จำเป็นจะต้องมีคนมาคอยให้คำแนะนำเพื่อที่ผู้ฝึกจะได้มีพัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว แต่เซี่ยเฟยกลับสามารถทำความเข้าใจวิธีการหน่วงพลังได้ในเวลาเพียงแค่ 3 วัน ที่สำคัญกว่านั้นคือเขายังสามารถฝึกวิชามังกรซ่อนเร้นได้จนถึงขั้นที่ 8 แล้วอีกด้วย

โอโร่รู้สึกตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เพราะความจริงได้แสดงออกมาให้เห็นแล้วว่า ศักยภาพในการเติบโตของเซี่ยเฟยดีกว่าศักยภาพของยอดนักรบอย่างเขาเสียอีก

อัจฉริยะทุกคนมักจะมีด้านที่ดื้อรั้นเป็นของตัวเอง โอโร่จึงมักจะคิดอยู่ในใจเสมอว่ามันคงจะไม่มีใครมีศักยภาพในการฝึกฝนที่เหนือไปกว่าเขาได้

แต่ตอนนี้เขาต้องยอมรับจริง ๆ ว่าเซี่ยเฟยมีพรสวรรค์อันน่าทึ่ง ซึ่งหลังจากเขาใช้เวลาทำใจอยู่สักพัก เขาก็กลับมาให้ความสนใจในการหาขีดจำกัดของชายหนุ่มต่อไป

“ความเร็วในการฝึกวิชามังกรซ่อนเร้นของผมถือว่าพอใช้ได้อยู่ใช่ไหม?” เซี่ยเฟยถามอย่างสบาย ๆ โดยไม่ได้มีความเย่อหยิ่งใด ๆ เจือจางเข้ามาในคำพูดของเขาเลย

ชายหนุ่มคิดอยู่เสมอว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะตั้งแต่ที่เขาฝึกฝนมาเขามักจะมีความก้าวหน้าที่รวดเร็วแบบนี้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เขาจึงคิดว่าคนอื่น ๆ ก็น่าจะฝึกฝนได้อย่างรวดเร็วเหมือนกับเขาเช่นเดียวกัน ซึ่งเรื่องนี้มันก็ถือว่าเป็นความไร้เดียงสาของเขาเพียงแค่ไม่กี่เรื่อง

โอโร่ถึงกับพูดไม่ออก เพราะเซี่ยเฟยสามารถเลื่อนระดับได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ แต่เขากลับพูดเหมือนกับความเร็วในการเลื่อนระดับนี้เป็นเรื่องปกติ ซึ่งถ้าหากอัจฉริยะหลาย ๆ คนได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มพูดในวันนี้ขึ้นมา มันก็คงจะมีอัจฉริยะบางคนที่รู้สึกอัปยศจนอยากจะฆ่าตัวตาย

“ความเร็วในการฝึกของนายก็ถือว่าไม่เลว” โอโร่กล่าวโดยพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเองเอาไว้

“ทำไมผมถึงรู้สึกว่าพลังทำลายของวิชามังกรซ่อนเร้นอ่อนแอกว่าวิชาพายุทรายร่ายรำ ทั้ง ๆ ที่มันก็เป็นวิชาระดับ 5 เหมือนกัน?” เซี่ยเฟยถามอย่างสงสัย

“นายคิดผิดแล้ว การโจมตีด้วยวิชาพายุทรายร่ายรำเป็นการจู่โจมเหนือพื้นดิน แต่การจู่โจมด้วยวิชามังกรซ่อนเร้นเป็นการจู่โจมจากใต้พื้น แล้วนายจะเอาวิชาทั้งสองวิชานี้มาเปรียบเทียบกันได้ยังไง” โอโร่กล่าวพร้อมกับส่ายหัว

“วิชามังกรซ่อนเร้นคือวิชาที่สามารถหน่วงพลังเอาไว้ใต้พื้นดินได้ถึง 9 วินาที และถึงแม้ว่าในช่วงเวลา 9 วินาทีนี้จะเป็นเวลาที่ไม่นานนัก แต่พลังงานที่สูญเสียไประหว่างนั้นกลับเป็นพลังงานปริมาณมากมายมหาศาล”

“ยิ่งไปกว่านั้นวิชานี้ยังเป็นวิชาที่เอาไว้จู่โจมศัตรูในระหว่างที่พวกเขาไม่ทันได้ระวังตัว ซึ่งในบางครั้งมันก็สามารถสร้างความเสียหายได้ร้ายแรงมากกว่าวิชาที่ปล่อยพลังออกไปตรง ๆ เสียอีก”

“แต่ในกรณีที่ศัตรูรู้จักวิชานี้มันก็จะทำให้พวกเขาตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดเป็นเวลานานด้วยเหมือนกัน ลองนึกดูสิว่าถ้าหากพวกเขาต้องตั้งท่าเตรียมป้องกันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 9 วินาที มันจะทำให้พวกเขาเสียสมาธิไปในระหว่างนั้นมากแค่ไหน” โอโร่กล่าว

“การโจมตีชนิดนี้คล้าย ๆ กับคำโบราณที่เคยบอกว่า ศัตรูที่มองไม่เห็นคือศัตรูที่น่ากลัวที่สุดสินะครับ” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ความสำคัญของวิชานี้ไม่ใช่เพียงแต่มันเป็นวิชาที่เอาไว้สำหรับการจู่โจมเท่านั้น แต่มันยังเป็นวิชาที่เอาไว้ฝึกทักษะเบื้องต้นในการควบคุมพลังกฎอย่างละเอียดอีกด้วย”

“สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการควบคุมพลังกฎโดยละเอียดไม่ใช่การปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา แต่เป็นการควบคุมพลังกฎเหล่านั้นให้จู่โจมอย่างอิสระตามความคิดของเราต่างหาก” โอโร่กล่าว

คำพูดนี้ทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกตกตะลึงในทันที เพราะมันเป็นแง่มุมในการใช้พลังที่เขาไม่เคยนึกถึงเมื่อก่อน

ก่อนหน้านี้เขารู้จักแต่วิธีการปลดปล่อยพลังกฎออกไปอย่างรุนแรงเท่านั้น แต่เขายังขาดการประยุกต์ใช้พลังกฎอย่างอิสระอย่างที่โอโร่ได้พูดเอาไว้จริง ๆ

“ฉันถามหน่อยว่าทำไมนายถึงใช้พลังกฎออกมาได้?” โอโร่ถาม

“นั่นก็เพราะว่าผมได้ฝึกการใช้พลังกฎ” เซี่ยเฟยกล่าวต่อไปโดยไม่ต้องคิด

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอถามใหม่ว่าพลังกฎในความหมายของนายมันคืออะไรกันแน่?” โอโร่ถามอีกครั้ง

“เออ…” เซี่ยเฟยชะงักค้างไปเล็กน้อย เพราะเขาไม่รู้จะตอบกลับไปว่าอะไรจริง ๆ

“เอาใหม่ ฉันรู้ว่านายคือคนที่ชอบยานรบมาก แล้วการใช้ยานรบมันเหมือนกับการใช้บลัดบิวเทียสไหม?” โอโร่ถามด้วยรอยยิ้ม

“ไม่เหมือนสิ การควบคุมยานรบทำได้ยากกว่าไม่เหมือนกับการควบคุมบลัดบิวเทียสที่สามารถควบคุมได้อย่างอิสระ”

“แล้วระหว่างบลัดบิวเทียสกับนิ้วทั้ง 10 นิ้วบนมือของนายล่ะ อะไรควบคุมได้ง่ายกว่า?” โอโร่ถาม

“มันก็ต้องเป็นนิ้วสิ ไม่ว่าผมจะสามารถควบคุมบลัดบิวเทียสได้อย่างอิสระมากแค่ไหน แต่มันก็ไม่มีทางควบคุมได้อย่างอิสระเหมือนกับนิ้วของผม ท้ายที่สุดนิ้วก็เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายที่ติดตัวผมมาตั้งแต่เกิด” เซี่ยเฟยตอบกลับ

“ใช่แล้ว การเรียนรู้พลังของกฎมันก็เหมือนกันนั่นแหละ พวกเราไม่ได้เรียนรู้พลังกฎเพื่อปลดปล่อยพลังพวกนั้นออกไปอย่างเดียว เป้าหมายสูงสุดของการเรียนพลังกฎคือการทำให้พลังนี้เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย นายควรจะต้องจดจำเอาไว้ว่านายคือพลังกฎและพลังกฎมันก็คือตัวนาย” โอโร่กล่าวพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง

“ฉันคือพลังกฎและพลังกฎก็คือฉัน!?” เซี่ยเฟยทวนคำพูดของโอโร่ออกมาโดยไม่รู้ตัว และทันใดนั้นมันก็ทำให้เขารู้สึกว่าเขามีความเข้าใจในการใช้พลังกฎอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

“จริง ๆ แล้วมันค่อนข้างจะเร็วเกินไปที่ฉันได้อธิบายเรื่องนี้ให้นายรู้ เพราะถึงนายจะรู้ไปการพยายามใช้พลังกฎให้เหมือนกับร่างกายของตัวเองมันก็ยังไม่ใช่สิ่งที่นายจะสามารถทำได้ในเร็ว ๆ นี้อยู่ดี ทางที่ดีนายควรค่อย ๆ เรียนรู้ไปอย่างช้า ๆ และทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ไม่จำเป็นจะต้องรีบร้อน” โอโร่กล่าว

“คุณเป็นคนของเผ่ามารไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมคุณถึงรู้เรื่องของเผ่าเทพเยอะขนาดนี้ หรือว่าคุณแอบเรียนรู้พลังกฎของทางฝั่งเผ่าเทพอย่างลับ ๆ ด้วย” เซี่ยเฟยกล่าวถามด้วยรอยยิ้ม

โอโร่คือจอมมารผู้ที่มาจากฝั่งของเผ่ามาร แต่เขากลับมีความรู้เรื่องกฎมิติและกฎสสารเยอะมาก แล้วมันก็ดูเหมือนกับว่าอดีตผู้นำเผ่าไลอ้อนฮาร์ทคนนี้จะรู้แม้กระทั่งกฎแห่งเวลาที่สูญหายไปเป็นเวลานานแล้ว เซี่ยเฟยจึงเริ่มสงสัยว่าทำไมโอโร่ถึงรู้เรื่องของทางฝั่งเผ่าเทพมากมายถึงระดับนี้

“นอกเหนือจากการฝึกฝนแล้ว หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจคู่ต่อสู้ เผ่าเทพกับเผ่ามารเป็นศัตรูกันมานานมาก และสาเหตุที่ฉันรู้เรื่องพลังของทางฝั่งเทพอย่างละเอียด นั่นก็เพราะว่าฉันได้เจอคนใช้พลังพวกนี้มาทุกรูปแบบในระหว่างที่เราอยู่ในสนามรบ”

“การทำความเข้าใจพลังของศัตรูไม่เพียงแต่จะทำให้ฉันสามารถหาวิธีรับมือพลังพวกนี้ได้เท่านั้น แต่มันยังทำให้ฉันมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับพลังพวกนี้โดยละเอียดเป็นของแถมไปด้วย” โอโร่กล่าว

เซี่ยเฟยขมวดคิ้วขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะเดิมทีเขาคิดว่าพวกเผ่ามารไม่ได้มีความรู้เรื่องมิติและกฎสสาร แต่ในความเป็นจริงไม่เพียงแต่เผ่ามารจะเข้าใจกฎเหล่านี้เท่านั้น แต่พวกเขายังมีความรู้เกี่ยวกับกฎทั้งสองชนิดนี้ในระดับเดียวกันกับผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย

“ถึงพวกเราจะมีความรู้ความเข้าใจ แต่ส่วนใหญ่พวกเราก็ไม่คิดที่จะฝึกพลังพวกนี้ ยกเว้นกฎมิติที่มันช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับพวกเราได้” โอโร่กล่าวเสริม

“คุณกำลังจะบอกว่าทางฝั่งมารแอบเรียนรู้พลังของทางฝั่งเทพ แต่ทางฝั่งเทพไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับทางฝั่งมารเลย แบบนี้ทางฝั่งเทพไม่เสียเปรียบแย่เลยเหรอ? เพราะในความเป็นจริงกฎหลักของทางเผ่าเทพเหลืออยู่เพียงแค่กฎมิติและกฎสสารเท่านั้น ส่วนกฎแห่งเวลามันได้สูญหายไปจนหมดแล้ว” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว

“นายไปได้ยินเรื่องพวกนี้มาจากใคร ความจริงกฎมิติเป็นกฎที่ใช้ในทั้งสองเผ่าพันธุ์มาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ทางฝั่งเทพจัดประเภทของกฎมิติให้อยู่ในฝั่งของตัวเอง กฎหลักของทั้งสองฝ่ายมันจะได้ดูสมดุลย์”

“ส่วนเรื่องกฎแห่งเวลาที่ทางฝั่งของเผ่าเทพได้สูญหายไป ทางฝั่งของเผ่ามารก็ได้มีหนึ่งในกฎหลักที่ได้หายไปด้วยเหมือนกัน” โอโร่กล่าวพร้อมกับส่ายหัว

“กฎหลักอะไรที่หายไปล่ะครับ?” เซี่ยเฟยถามอย่างสนใจ

“กฎแห่งชีวิต”

“กฎแห่งชีวิต!? ถ้ากฎแห่งชีวิตหายไปแล้วคุณเอาอะไรให้แอวริลฝึกหรือว่าคุณกำลังหลอกผมอยู่?” เซี่ยเฟยรีบกล่าวขึ้นมาด้วยความโกรธ

โอโร่หัวเราะเสียงดังขึ้นมาในทันที เพราะเมื่อมันมีเรื่องเกี่ยวกับแอวริล เซี่ยเฟยมักจะสูญเสียความเยือกเย็นของตัวเองไปโดยเสมอ

“สำหรับเผ่ามารพวกเขาได้สูญเสียกฎแห่งชีวิตไปแล้วจริง ๆ แต่ฉันก็ไม่ได้บอกว่าฉันได้สูญเสียกฎแห่งชีวิตไปด้วยซะหน่อย” โอโร่กล่าวด้วยรอยยิ้มอันลึกลับ

“อย่าบอกนะว่าเหตุผลที่คุณถูกผนึกเอาไว้เป็นเพราะว่าคุณกุมความลับกฎแห่งชีวิตเอาไว้เพียงลำพัง ถ้าเป็นแบบนั้นคุณจะไม่กลายเป็นศัตรูของเผ่ามารทั้งหมดเลยเหรอ?” เซี่ยเฟยอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง

โอโร่พยักหน้ายอมรับอย่างไม่ค่อยเต็มใจมากนัก

“เดี๋ยวก่อนนะ! ถ้าคุณเป็นศัตรูของเผ่ามารทั้งหมด การที่ผมมาช่วยเหลือคุณ มันก็หมายความว่าผมได้กลายเป็นศัตรูของเผ่ามารทั้งหมดด้วยใช่ไหม?” ในที่สุดเซี่ยเฟยก็ตระหนักถึงปัญหาร้ายแรงได้ในทันที

***************

ดี! เป็นศัตรูทั้งเผ่าเทพเผ่ามารให้หมดไปเลยยยย

จบบทที่ ตอนที่ 663 ศัตรูของเผ่ามาร

คัดลอกลิงก์แล้ว