เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 664 กฎแห่งความโกลาหลขั้นที่ 3

ตอนที่ 664 กฎแห่งความโกลาหลขั้นที่ 3

ตอนที่ 664 กฎแห่งความโกลาหลขั้นที่ 3


ตอนที่ 664 กฎแห่งความโกลาหลขั้นที่ 3

เซี่ยเฟยไม่เคยคิดเลยว่ากฎแห่งชีวิตที่โอโร่ถือครองอยู่นั้นจะเป็นกฎที่สาบสูญของเผ่ามาร และการที่เขาหยิบยื่นความช่วยเหลือให้อดีตจอมมารคนนี้ มันก็มีโอกาสที่จะทำให้เขาได้กลายเป็นศัตรูของมารทั้งเผ่าพันธุ์ด้วย

เซี่ยเฟยทำได้เพียงแต่ส่ายหัวและยอมรับความจริงเท่านั้น เพราะข้อตกลงระหว่างทั้งสองฝ่ายสิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้นไม่ว่าหลังจากนี้มันจะมีอะไรเกิดขึ้นมันก็เป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถที่จะควบคุมได้

“หากวัดกันตามหลักเหตุผล การที่คุณเป็นศัตรูกับเผ่ามารทั้งหมดแบบนี้เผ่ามารก็ควรจะขับไล่ตระกูลของคุณออกจากแดนมารด้วยไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมตระกูลไลอ้อนฮาร์ทถึงมีอยู่มาจนถึงปัจจุบัน?” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับนั่งลงบนพื้น

“นายรู้ไหมว่าตระกูลขนาดใหญ่มันคืออะไร?” โอโร่ถามพร้อมกับมองไปทางเซี่ยเฟย

“ตระกูลใหญ่ก็เป็นแค่ตระกูลที่ทรงพลังไม่ใช่เหรอ?” เซี่ยเฟยกล่าว

“ใช่ สาเหตุที่พวกเราถูกเรียกว่าตระกูลใหญ่นั่นก็เพราะว่าตระกูลของเรามีอิทธิพลต่อเผ่าพันธุ์มาก ดังนั้นถึงแม้ว่าฉันจะเป็นศัตรูกับเผ่ามารทั้งหมด แต่พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะจัดการกับฉันอย่างเปิดเผย มันจึงไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงการพยายามเข้าไปแตะต้องตระกูลของฉันเลยแม้แต่น้อย”

“ยิ่งไปกว่านั้นเผ่ามารที่ขาดตระกูลไลอ้อนฮาร์ทไป บางทีมันก็อาจจะเรียกว่าเผ่ามารไม่ได้เลยด้วยซ้ำ” โอโร่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่หยิ่งผยองแล้วมันก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมากนัก เพราะท้ายที่สุดตระกูลไลอ้อนฮาร์ทก็เป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่จนไม่มีใครสามารถที่จะสั่นคลอนได้นี่เอง

ในขณะที่ทางฝั่งของเผ่าเทพกลับมีการแบ่งแยกกันย่อย ๆ มากกว่านั้น เพราะเพียงแค่เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ถูกแบ่งออกเป็นตระกูลต่าง ๆ เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน แต่เผ่าไลอ้อนฮาร์ทกลับอยู่รวมกันเป็นปึกแผ่นหรือเป็นตระกูลเพียงแค่ตระกูลเดียว อิทธิพลของตระกูลพวกเขาจึงยิ่งใหญ่กว่าตระกูลของทางฝั่งมนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย

“เป็นยังไง? หลังจากรู้ความจริงแล้วนายรู้สึกเสียใจบ้างไหม?” โอโร่ถาม

“เสียใจ? ไม่ต้องห่วงผมไม่เคยเสียใจในเรื่องอะไรที่ผมเคยตัดสินใจไปอยู่แล้ว” เซี่ยเฟยกล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม

โอโร่มอบหมายให้เซี่ยเฟยคอยฝึกฝนวิชาการต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง ซึ่งสิ่งที่ชายหนุ่มจะต้องทำในแต่ละวันเรียกได้ว่าเขายุ่งมากจนแทบที่จะไม่มีเวลาส่วนตัว

อย่างไรก็ตามเซี่ยเฟยก็ยังสามารถฝึกฝนวิชาการต่อสู้ต่าง ๆ ด้วยความเร็วที่น่าอัศจรรย์ ทำให้ โอโร่ต้องคอยประมวลผลใหม่ทุกวันราวกับว่าพรสวรรค์ของชายหนุ่มคนนี้มันไม่มีจุดสิ้นสุดอยู่จริง ๆ

ระหว่างที่ทำการฝึกฝนวิชาต่าง ๆ อยู่นั้น เซี่ยเฟยก็มักที่จะแบ่งเวลามาฝึกฝนกฎแห่งความโกลาหลวันละประมาณ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการแบ่งเวลามาฝึกฝนแบบนี้ มันก็ดีกว่าการทุ่มเทฝึกฝนในคราวเดียว เพราะในบางครั้งเขาก็จำเป็นจะต้องใช้เวลาในการคิดพิจารณาเพื่อคอยพัฒนารูปแบบการฝึกฝนในวันถัดไป

วิ้ง!

ในที่สุดอักขระกฎแห่งความโกลาหลตัวที่ 3 ภายในพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ของเซี่ยเฟยก็ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเสร็จสมบูรณ์ หรือมันก็หมายความว่าในที่สุดเขาก็สามารถใช้พลังกฎแห่งความโกลาหลได้จนถึงขั้นที่ 3 แล้ว

สดชื่น!

หลังจากการพัฒนาครั้งนี้เซี่ยเฟยก็รู้สึกสบายตัวไปทั่วทั้งร่าง ซึ่งความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นมามันก็ยิ่งช่วยทำให้ความมั่นใจของเขาเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นสองเท่า

เซี่ยเฟยสูดลมหายใจเข้าไปลึก ๆ เพื่อดื่มด่ำไปกับความรู้สึกที่หาได้ยากนี้ เพราะหลังการเลื่อนระดับแต่ละครั้งเขาจะรู้สึกเหมือนกับตัวเองกำลังล่องลอยอยู่ในสวนสวรรค์ ก่อนที่ความรู้สึกนี้จะหายไปในเวลาเพียงแค่ไม่นาน

หลังจากฝึกฝนเสร็จเซี่ยเฟยก็ได้ตรวจดูไมโครคอมพิวเตอร์ และได้เห็นว่ามอร์โรว์ได้แจ้งมาว่าสิ่งที่เขาต้องการได้รับการจัดการเรียบร้อยแล้ว

เซี่ยเฟยไม่ชอบถูกขัดจังหวะในระหว่างที่เขาทำการฝึกซ้อม ดังนั้นถึงแม้ว่าแอวริลจะต้องการพบกับเขาในระหว่างที่เขากำลังฝึกซ้อมอยู่ เธอก็ทำได้เพียงแต่ทิ้งข้อความเอาไว้เท่านั้น

ถึงแม้ว่าการทำแบบนี้มันจะดูเหมือนคนเอาแต่ใจอยู่เล็กน้อย แต่การเข้ามาขัดขวางในระหว่างการฝึกฝนมันก็เป็นเรื่องที่อันตรายมากจริง ๆ ชายหนุ่มจึงต้องการที่จะป้องกันเรื่องอันตรายทุกวิถีทางเท่าที่เขาจะพอควบคุมได้

เซี่ยเฟยค่อย ๆ ลุกยืนขึ้นและมุ่งหน้าตรงไปยังห้องทดลองของมอร์โรว์

“ไม่น่าเชื่อว่าจะเร็วขนาดนี้ สมแล้วที่นายเป็นหัวหน้าวิศวกรของเผ่าจักรกล” เซี่ยเฟยพูดยกย่องมอร์โรว์ทันทีที่พวกเขาได้พบหน้ากัน

นี่คือหนึ่งในวิธีการที่หัวหน้าสมควรจะปฏิบัติต่อลูกน้อง โดยเฉพาะลูกน้องที่มีความดื้อรั้นอย่างมอร์โรว์ เพราะอย่างน้อยการกล่าวชมเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ มันก็จะช่วยเป็นกำลังใจให้กับเหล่าบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาได้

มอร์โรว์รู้สึกยินดีมากที่เขาได้รับความชื่นชมจากเซี่ยเฟย เพราะท้ายที่สุดชายหนุ่มคนนี้ก็มีรากฐานที่ดีมากทั้งในด้านของเครื่องกลและอิเล็กทรอนิกส์

ยิ่งไปกว่านั้นเซี่ยเฟยยังได้ครอบครองทักษะการคิดวิเคราะห์ที่น่าอัศจรรย์ จนสามารถระบุความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเรื่องต่าง ๆ ได้ในเวลาเพียงแค่ไม่นาน

“ฉันได้ทำการทดสอบทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ระบบเรดาร์แบล็คแบทรุ่นใหม่นี้สามารถที่จะใช้จากในแหวนมิติได้เลย และขนาดของมันก็ถูกบีบอัดให้เล็กมากที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้แล้ว” มอร์โรว์กล่าวขณะนำตารางการทดสอบออกมายืนให้เซี่ยเฟยดู

“ผลลัพธ์ออกมาดีมาก ขอบคุณสำหรับความพยายามของนายนะ” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

“เป็นเกียรติมากที่ฉันช่วยเหลือคุณได้ อย่างน้อยเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของฉันในฐานะวิศวกร” มอร์โรว์กล่าว

หลังได้รับอุปกรณ์สื่อสารรุ่นใหม่เซี่ยเฟยก็กลับเข้าไปในห้องฝึกอีกครั้ง จากนั้นเขาก็เปิดแหวนมิติและนำโลงศพของโอโร่ออกมาทางด้านนอก

“นั่นมันอะไร?” โอโร่ถามอย่างสงสัยขณะเฝ้าดูเซี่ยเฟยติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารเชื่อมกับโลงศพน้ำแข็งของเขา

“นี่คืออุปกรณ์สื่อสารที่จะช่วยให้คุณติดต่อมาหาผมได้แม้ว่าแหวนมิติจะยังปิดอยู่ ท้ายที่สุดถึงแม้ทักษะของคุณจะดีมาก แต่วันหนึ่งพวกเราก็อาจจะถูกใครดักจับการสื่อสารผ่านเสียงของคุณก็ได้”

“แต่อุปกรณ์ชิ้นนี้เป็นการสื่อสารผ่านการสั่นปราศจากเสียงด้วยความถี่ที่ถูกเข้ารหัสเป็นอย่างดี มันจึงไม่มีใครสามารถถอดรหัสสัญญาณที่ถูกส่งออกมาจากเครื่องสื่อสารได้แน่นอน”

“ในเมื่อคุณคือศัตรูของเผ่ามารทั้งหมด ผมก็จำเป็นจะต้องระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าหากว่ามันมีใครรับรู้ถึงตัวตนของคุณเข้า ผมก็คงจะต้องพบกับปัญหาใหญ่อีกครั้ง” เซี่ยเฟยกล่าว

เครื่องสื่อสารที่ติดตั้งลงบนโลงน้ำแข็งของโอโร่มีขนาดเล็กมาก ส่วนทางฝั่งของเซี่ยเฟยก็มีชิ้นโลหะขนาดประมาณเม็ดถั่วเหลืองถูกวางเอาไว้ที่หลังใบหู ซึ่งการติดตั้งเครื่องสื่อสารในครั้งนี้มันก็จะทำให้ทั้งสองสามารถสื่อสารกันได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

โอโร่ไม่ได้พูดอะไรออกมามากนัก แต่เขาก็ยังคิดว่าอุปกรณ์สื่อสารชิ้นนี้เป็นอุปกรณ์ที่น่าทึ่งมาก เพราะมันสามารถช่วยให้เขาสื่อสารออกมาจากแหวนมิติได้โดยตรง

“เซี่ยเฟย นายคงไม่คิดที่จะซ่อนตัวอยู่ที่นี่ตลอดชีวิตใช่ไหม? นายมีแผนที่จะจัดการกับคนพวกนั้นยังไงบ้าง?” โอโร่ถาม

“ผมไม่คิดที่จะซ่อนตัวตลอดไปหรอก ความจริงผมมีแผนการในใจอยู่แล้วและอีกสองวันผมจะแจ้งให้เพื่อนของผมที่อยู่ในดินแดนกฎเริ่มดำเนินการ แต่ก่อนหน้านั้นผมยังขาดแคลนทางด้านกำลังคน เพราะการไปเผชิญหน้ากับศัตรูด้วยตัวคนเดียวมันคงจะเป็นเรื่องที่โง่เขลามากเกินไป” เซี่ยเฟยกล่าว

“เฉินตงก็เป็นตัวเลือกที่ดีนะ” โอโร่กล่าว

“เฉินตงมีความสามารถมากจริง ๆ แต่ผมเกือบจะทำให้อนาคตของเขาถึงทางตันไปครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้ผมเลยไม่สามารถเอาเขาไปเข้าร่วมแผนการได้จริง ๆ แต่ถึงแม้ว่าผมจะชักชวนเขาไปด้วยแต่เขาเพียงคนเดียวมันก็ยังไม่พออยู่ดี” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับส่ายหัว

“แล้วทำไมนายไม่หาคนเพิ่มล่ะ?” โอโร่กล่าวถาม

“ผมก็อยากจะหาคนเพิ่มอยู่หรอก แต่การหานักสู้ที่มีความสามารถมันเป็นเรื่องง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?” เซี่ยเฟยกล่าวถามกลับไปอย่างสงสัย

“ก็ลองไปดูที่ดินแดนเนรเทศสิ” โอโร่กล่าวอย่างเคร่งขรึม

คำตอบนี้ทำให้เซี่ยเฟยชะงักค้างไปในทันที

บริเวณขอบนอกของดินแดนกฎเป็นสถานที่ตั้งของดินแดนเนรเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เหล่าบรรดาผู้ที่ถูกเนรเทศจากดินแดนสูงสุดทั้งสองเนรเทศออกมา จนทำให้พวกเขากลายเป็นกองกำลังฝ่ายที่ 3 ที่มีความแข็งแกร่งรองลงมาจากเผ่าเทพและเผ่ามาร

คำพูดของโอโร่เป็นการบอกเซี่ยเฟยว่าถ้าหากเขาต้องการกำลังคน การเริ่มต้นหาคนจากดินแดนเนรเทศถือได้ว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

“ในดินแดนเนรเทศมีทั้งทาส, ทหารรับจ้างและนักสู้ที่ต้องการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของตัวเองกระจายตัวกันอยู่อย่างมากมาย อย่างน้อยการพึ่งพาคนพวกนั้นมันก็พอที่จะทำให้เราตอบโต้ศัตรูของนายกลับไปได้”

“ขอแค่นายมีเงินค่าจ้างให้พวกเขามากพอ นายก็จะสามารถรวบรวมกองกำลังได้อย่างมากมาย ยิ่งไปกว่านั้นในแดนเนรเทศมันก็มีนักสู้ที่ทรงพลังซ่อนอยู่เต็มไปหมด ฉันเชื่อว่าการเดินทางไปที่นั่นย่อมทำให้นายได้รับกองกำลังที่น่าพอใจกลับมาอย่างแน่นอน” โอโร่กล่าว

“ถ้าพวกเขาแข็งแกร่งขนาดนั้นแล้วทำไมสองเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดถึงไม่กำจัดพวกเขาทิ้งซะล่ะ?” เซี่ยเฟยถาม

“มันไม่ใช่ว่าทั้งสองเผ่าพันธุ์ไม่ต้องการจะจัดการกับคนพวกนั้น แต่ว่าพวกเขาทำไม่ได้ต่างหาก หากเผ่าเทพกับเผ่ามารต้องการที่จะจัดการกับผู้คนในดินแดนเนรเทศจริง ๆ พวกเขาก็จำเป็นจะต้องรวมกำลังกันกวาดล้างพวกตระกูลที่ถูกเนรเทศทั้งหมดในครั้งเดียว”

“ไม่อย่างนั้นถึงแม้ว่าพวกเขาจะสามารถจัดการกับดินแดนเนรเทศได้ แต่คนที่ลงมือก็คงจะได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก และมันก็จะเป็นการเปิดเผยให้อีกเผ่าพันธุ์หนึ่งเข้ามาจัดการในระหว่างที่พวกเขากำลังอ่อนแอ” โอโร่กล่าวอธิบาย

“แบบนี้นี่เอง แม้ว่าดินแดนเนรเทศจะเป็นหอกข้างแคร่ของเผ่าเทพกับเผ่ามาร แต่พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะจัดการกับดินแดนแห่งนี้ได้ ถ้าผมเดาไม่ผิดพวกเขาก็คงจะใช้ประโยชน์จากดินแดนเนรเทศในการสร้างปัญหาให้กับดินแดนของศัตรูด้วย เหมือนกับที่ผมได้พบกับพวกเชพเพิร์ดในงานชุมนุมมังกรฟ้า” เซี่ยเฟยกล่าวหลังจากรับรู้ได้ถึงเหตุผลเบื้องหลังของดินแดนกฎอันยิ่งใหญ่

“ถูกต้อง ทั้งเผ่าเทพและเผ่ามารต่างก็ส่งของขวัญให้กับหัวหน้าตระกูลขนาดใหญ่ในดินแดนของศัตรูทุกปี เพื่อป้องกันไม่ให้ตระกูลพวกนั้นเข้ามาสร้างปัญหาในดินแดนของพวกเขาเอง” โอโร่กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ในที่สุดเซี่ยเฟยก็เข้าใจแล้วว่าการคงอยู่ของดินแดนเทพ, ดินแดนมารและดินแดนเนรเทศเป็นเหมือนกับสามก๊กที่คอยถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน จนทำให้ไม่มีใครสามารถเปิดสงครามกับอีกฝ่ายอย่างซึ้ง ๆ หน้าได้

“การเดินทางไปยังดินแดนเนรเทศคงไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ยากคือการรับสมัครคนจากที่นั่นมากกว่า เพราะถึงยังไงผมก็ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับดินแดนเนรเทศเลย” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“มันไม่ใช่เรื่องง่ายก็จริง แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยากด้วยเหมือนกัน ในเมื่อฉันกล้าที่จะแนะนำนายแบบนี้ ฉันย่อมรู้วิธีที่จะคอยช่วยเหลือนายอยู่แล้ว” โอโร่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ภาคภูมิใจ

“โอเค ผมยอมรับข้อเสนอของคุณ หลังจากจัดการเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเราจะมุ่งหน้าไปยังดินแดนเนรเทศกัน” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น

***************

พี่เฟยจะไปหาพรรคพวกแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 664 กฎแห่งความโกลาหลขั้นที่ 3

คัดลอกลิงก์แล้ว