เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 427 ความไร้เดียงสา

ตอนที่ 427 ความไร้เดียงสา

ตอนที่ 427 ความไร้เดียงสา


ตอนที่ 427 ความไร้เดียงสา

ณ คฤหาสน์ของบิทินี่ริมทะเลสาบทองคำ

บิทินี่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องทำงานอย่างสง่างาม โดยในวันนี้เธอสวมชุดราตรีของชนชั้นสูงในพันธมิตรมนุษย์ และถ้าหากว่าไม่ใช่เพราะปีกเล็ก ๆ คู่หนึ่งบนหลังของเธอ เธอก็คงจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นมนุษย์ผู้หญิงจากพันธมิตรอย่างแน่นอน

“สวัสดีค่ะพ่อ” บิทินี่ทักทายเบา ๆ

“วันนี้ลูกสวยมาก ลูกสวยกว่าพวกผู้หญิงในหนังสือเล่มนี้เสียอีก” ชิววี่กล่าวด้วยรอยยิ้มหลังจากเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือ

“พ่อกำลังอ่านนิตยสารของมนุษย์อยู่เหรอคะ? นี่ถ้าหากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปหนูคิดว่ามันก็คงจะทำให้พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์พ่ออีกครั้ง” บิทินี่กล่าวด้วยรอยยิ้ม

“อย่าลืมนะว่าลูกก็กำลังสวมชุดของพวกมนุษย์อยู่เหมือนกัน” ชิววี่กล่าวอย่างหยอกล้อ

บิทินี่เอามือขึ้นมาปิดปากและหัวเราะออกมาเบา ๆ ซึ่งแม้แต่การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้เธอก็เลียนแบบมาจากท่าทางของสตรีชนชั้นสูงของมนุษย์

มันเคยมีสุภาษิตกล่าวเอาไว้ว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แน่นอนว่าทั้งชิววี่และบิทินี่ต่างก็ชื่นชอบวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยความสง่างามของมนุษย์มากกว่าวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยความดิบเถื่อนของเซิร์ก

เห็นได้ชัดว่าวันนี้ทั้งคู่ต่างก็อารมณ์ดีมาก แล้วพวกเขาก็จัดงานฉลองขึ้นมาอย่างลับ ๆ และอาหารภายในงานก็เป็นอาหารที่ถูกทำขึ้นมาจากพ่อครัวที่เป็นมนุษย์

“พ่อได้ยินมาว่าวันนี้อูดี้ทุบโต๊ะอีกแล้วใช่ไหม?” ชิววี่ถาม

“ตอนนี้มีคนบอกว่ากระดานรายชื่อนักรบศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นกระดานรายชื่อแห่งความตายไปแล้ว และมิสตี้ก็พยายามหาข้ออ้างเพื่อหนีไปหลบซ่อนยังสถานที่อันห่างไกล ทำให้คนทั่วไปคิดว่านักรบศักดิ์สิทธิ์เป็นตัวตนที่ไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป เพราะถ้าหากว่าพวกเขายังหลบหนีด้วยความกลัวแล้วพวกเขาจะเอาความกล้าที่ไหนมาปกป้องพลเรือนในเผ่าพันธุ์ได้”

“อูดี้โกรธมากและพยายามส่งทหารไปจับตัวมิสตี้กลับมา หนูได้ยินมาว่าเขากำลังถูกลงโทษอย่างหนักที่ทำให้ชื่อเสียงของนักรบศักดิ์สิทธิ์ตกต่ำลงแบบนี้”

“เยี่ยมไปเลย! นักรบศักดิ์สิทธิ์เป็นองค์กรที่ได้รับการสนับสนุนจากอูดี้โดยตรง ในเมื่อตอนนี้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวนักรบศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว มันย่อมเป็นการลดทอนอำนาจของอูดี้ลงอย่างไม่ต้องสงสัย” ชิววี่กล่าวพร้อมกับตบต้นขาของตัวเองอย่างแรง

“นักรบมนุษย์คนนั้นแข็งแกร่งจริง ๆ แม้แต่ฮาซี่ก็ยังหยุดเขาเอาไว้ไม่ได้” บิทินี่กล่าวหลังจากยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบ

“คนคนนั้นแข็งแกร่งอย่างที่ลูกได้พูดเอาไว้จริง ๆ ถึงขนาดที่ว่าเขาสามารถลงมือสังหารในระหว่างที่ถูกไล่ตามโดยพวกทูดี้มาเป็นเวลานานมากกว่า 1 เดือน ดูเหมือนมนุษย์คนนี้จะสร้างความปวดหัวให้กับอูดี้ได้มากเลย” ชิววี่กล่าว

“หนูอยากรู้จริง ๆ ว่าคนที่ทำให้ประชาชนทั่วทั้งดินแดนตื่นตระหนก และทำให้อูดี้รู้สึกโกรธถึง 3 ครั้งแบบนี้จะเป็นตัวตนแบบไหนกันแน่?” บิทินี่กล่าวขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม จากนั้นสายตาของเธอก็จับจ้องมองไปยังระยะไกลโดยในแววตาของเธอได้สื่อความหมายถึงอะไรบางอย่างออกมา

“เท่าที่พ่อรู้มาระดับพลังของมนุษย์คนนี้น่าจะเทียบเท่ากับนักรบศักดิ์สิทธิ์ 10 อันดับแรกได้อย่างง่ายดาย แต่หลังจากที่ลูกศิษย์ของเลยูตี้ที่เชี่ยวชาญการติดตามได้ออกไปลงมือด้วยตัวเองแบบนี้ พ่อก็คิดว่าเขาคงจะแอบลงมือต่อไปได้อีกเพียงแค่ไม่นาน” ชิววี่กล่าว

“พ่อคิดว่าเขากำลังตกอยู่ในอันตรายงั้นเหรอคะ?” บิทินี่กล่าวขึ้นมาอย่างกระวนกระวาย

“ลูกศิษย์ของเลยูตี้ไม่ต่างไปจากสัตว์ประหลาด และถ้าหากว่าทั้งสองฝ่ายได้เผชิญหน้ากันจริง ๆ มันย่อมจะต้องเกิดการต่อสู้ที่ดุเดือดขึ้นมาอย่างแน่นอน” ชิววี่กล่าวพร้อมกับพยักหน้า

“คนของเราจะเข้าถึงตัวเขาก่อนทูดี้ได้ไหมคะ? มันคงจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายถ้าหากว่าคนคนนั้นรีบตายไปแบบนี้”

“นี่ลูกกำลังเป็นห่วงมนุษย์คนนั้นงั้นเหรอ?” ชิววี่กล่าวถามพร้อมกับมองไปยังลูกสาวด้วยแววตาแปลก ๆ

“มันเป็นความผิดของพ่อนั่นแหละ พ่อให้หนูอ่านหนังสือของมนุษย์ตั้งแต่ยังเด็ก จนบางครั้งหนูก็ยังไม่รู้ว่าหนูคือมนุษย์หรือเซิร์กกันแน่ นิยายของพวกมนุษย์จะให้ความเคารพกับวีรบุรุษมาก แล้วมันก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าหากว่าหนูจะรู้สึกเหมือนตัวละครในนิยายพวกนั้น” บิทินี่กล่าวพร้อมกับใบหน้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง

“ไม่ต้องมาโทษพ่อเลย” ชิววี่กล่าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ แต่ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นมืดมนก่อนที่เขาจะพูดออกมาเบา ๆ ว่า

“พ่อขอโทษที่ในช่วงหลายปีมานี้พ่อต้องให้ลูกไปอยู่กับไอ้เจ้าสารเลวอูดี้นั่น”

ทันใดนั้นพ่อลูกก็เงียบเสียงลงไปอย่างกะทันหัน ซึ่งหลังจากที่ชิววี่พยายามสงบสติอารมณ์แล้วเขาก็พูดเปลี่ยนเรื่องขึ้นมาว่า

“ตอนนี้แขนซ้ายของอูดี้อย่างทาดินี่กำลังยุ่งอยู่กับการบัญชาการกองทัพเพื่อจัดการพันธมิตรมนุษย์ และแขนขวาอย่างสมาพันธ์นักรบศักดิ์สิทธิ์ก็กำลังสูญเสียความเชื่อมั่นอย่างหนัก พ่อคิดว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เรารอคอยกันมานานแล้ว”

“หลังจากนี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่าชานี่จะสามารถโน้มน้าวมนุษย์คนนั้นให้เข้าร่วมแผนการของเราได้หรือไม่ และตราบใดก็ตามที่เราได้นักฆ่าที่มีฝีมือ มันก็ถึงเวลาที่เราจะต้องกำจัดอูดี้ลงไปสักที”

“ครั้งนี้พ่อให้อาชานี่ออกไปลงมือด้วยตัวเองเลยงั้นเหรอคะ?” บิทินี่อุทานขึ้นมาด้วยความตกใจเล็กน้อย

“พ่อไม่สามารถไว้วางใจคนอื่นให้ทำงานสำคัญแบบนี้ได้จริง ๆ” ชิววี่กล่าว

“แม้ว่าอาชานี่จะมีความแข็งแกร่งอยู่ในอันดับที่ 3 ของนักรบศักดิ์สิทธิ์ แต่มนุษย์คนนั้นก็เจ้าเล่ห์มาก หนูคิดว่าอาชานี่อาจจะสู้มนุษย์คนนั้นในแง่ของเล่ห์กลไม่ได้” บิทินี่กล่าว

“ถึงยังไงเป้าหมายของพวกเราก็คือเป้าหมายเดียวกัน พ่อเชื่อว่านักรบมนุษย์คนนั้นย่อมฉลาดพอที่จะยืนเคียงข้างทางฝั่งเรา ไม่อย่างนั้นมันก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะจัดการกับอูดี้ด้วยตัวเอง ลูกไม่จำเป็นจะต้องกังวลมากนัก เพราะถึงแม้ว่าคนคนนี้จะใช้การไม่ได้แต่พ่อก็ยังพอจะมีทางเลือกอื่น” ชิววี่กล่าว

“แล้วถ้าเลยูตี้เข้ามายุ่งเรื่องนี้ล่ะคะ?” บิทินี่กล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว

“เลยูตี้เป็นนักพรตที่แยกตัวออกไปจากสังคมของเซิร์กนานแล้ว ดังนั้นเขาจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในเผ่าเว้นแต่ว่ามันจะมีความจำเป็นจริง ๆ และถึงแม้ว่าอูดี้จะตายแต่เขาก็คงจะไม่รู้สึกอะไรเหมือนกับที่เซิร์กคนอื่น ๆ ถูกฆ่าตายในช่วงเวลานี้ สิ่งเดียวที่พ่อรู้สึกกังวลคือลูกศิษย์ที่เป็นมนุษย์ของเขาว่ากันว่าผู้หญิงคนนั้นมีระดับพลังที่สูงมาก และพ่อคงจะต้องเอาเธอเข้ามาร่วมคำนวณในแผนการในครั้งนี้ด้วย” ชิววี่กล่าว

“อูดี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยไว้วางใจลูกศิษย์ของเลยูตี้นัก เขาเลยส่งยำมี่ให้ออกเดินทางไปพร้อมกับทีมของทูดี้ด้วย ถ้าหากว่าหนูเดาไม่ผิดอูดี้จะต้องวางแผนอะไรบางอย่างอยู่แน่ ๆ และยำมี่ก็คงจะเริ่มลงมือถ้าหากว่าสถานการณ์อยู่เหนือเกินกว่าการควบคุมของพวกเขาแล้ว” บิทินี่กล่าว

“มันมีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ? แต่ช่างมันเถอะสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องทำมีเพียงแค่การเชื่อใจชานี่เท่านั้น พ่อเชื่อว่าด้วยประสบการณ์ที่เขามีเขาย่อมปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้” ชิววี่กล่าว

ในระหว่างที่พวกบิทินี่กำลังคิดหาแผนการดึงอูดี้ลงจากบัลลังก์ กระป๋องก็ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองอย่างขยันขันแข็ง

กระป๋องไม่เชื่อว่าแอวริลเสียชีวิตแล้ว เขาจึงส่งวิดีโอการใช้ชีวิตประจำวันของเซี่ยเฟยกลับไปยังพันธมิตรทุก ๆ 2-3 วันเพื่อให้แอวริลและมนุษย์ได้รู้ว่าเซี่ยเฟยกำลังทำอะไรอยู่ในดินแดนของศัตรู

สำหรับมนุษยชาติที่กำลังพยายามดิ้นรนต่อสู้กับความสิ้นหวัง การเคลื่อนไหวของเซี่ยเฟยได้สร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขามีความกระตือรือร้นในการทำสงครามกับเซิร์กมากขึ้นกว่าเดิม และในตอนนี้พวกเขาก็มักที่จะรับชมวิดีโอการใช้ชีวิตของเซี่ยเฟยจนกลายเป็นนิสัย ซึ่งพวกเขาก็คาดหวังว่าเซี่ยเฟยจะสังหารเซิร์กมากขึ้นกว่านี้และชายหนุ่มก็ไม่เคยทำให้พวกเขารู้สึกผิดหวัง

ทันทีที่วิดีโอการสังหารฮาซี่ถูกเผยแพร่ออกไป มันก็ทำให้มนุษย์ทั่วทั้งพันธมิตรตกอยู่ในความโกลาหล

แม้แต่คนธรรมดาก็สามารถมองเห็นได้อย่างง่ายดายว่าฮาซี่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะสามารถจัดการได้ง่าย ๆ แต่เซี่ยเฟยก็ยังสามารถตัดศีรษะของเซิร์กผู้นี้ได้สำเร็จ และฉากการต่อสู้ก็ทำให้พวกเขารู้สึกตื่นเต้นมากกว่าการรับชมภาพยนตร์ที่มีเอฟเฟคอลังการงานสร้าง

วิดีโอนี้ทำให้ชื่อเสียงของเซี่ยเฟยในพันธมิตรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการ และในปัจจุบันชื่อเสียงของเขาก็เทียบเท่ากับจอมพลไทสันซึ่งเป็นผู้นำของพันธมิตรในตอนนี้ไปเรียบร้อยแล้ว

ณ ยานบัญชาการมรกต

จักจั่นขาวยังคงนั่งขดตัวอยู่บนโซฟาและคิดเกี่ยวกับเรื่องของเซี่ยเฟยซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สิ่งที่น่าตกใจที่สุดสำหรับเธอไม่ใช่เรื่องที่เซี่ยเฟยสังหารใครลงไปบ้าง แต่มันเป็นภาพในขณะที่เซี่ยเฟยกำลังประกาศเรียกหาแอวริลมากกว่า

จักจั่นขาวคิดไม่ออกว่าความรักคืออะไรกันแน่ แล้วทำไมความรักถึงทำให้คนคนหนึ่งเศร้าสร้อยได้ถึงเพียงนี้ ถึงขนาดที่ทำให้คนคนหนึ่งยอมเสี่ยงชีวิตไปแก้แค้นเนื่องมาจากว่าเขายึดมั่นในความรัก

เซียวรั่วหยูเปิดประตูเข้ามาเบา ๆ ก่อนที่เธอจะเดินมาอยู่เคียงข้างจักจั่นขาว

“นั่งลงสิ” จักจั่นขาวกล่าว

“ไม่ทราบว่านายหญิงมีอะไรให้ฉันรับใช้คะ?” เซียวรั่วหยูกล่าวพร้อมกับนั่งลงบริเวณมุมโซฟา

“ฉันไม่เข้าใจ ทำไมเพื่อนร่วมดาวบ้านเกิดของเธอถึงออกล่าสังหารอย่างบ้าคลั่งเพื่อปลอบโยนคนรักของเขา? คนตายก็คือคนตายไม่ใช่เหรอ? ทำไมเซี่ยเฟยถึงต้องทำอะไรมากมายเพื่อคนตายคนหนึ่งด้วย?” จักจั่นขาวกล่าวถามขึ้นมาอย่างไร้เดียงสา

เมื่อฟังคำถามเซียวรั่วหยูก็ขมวดคิ้วอย่างสับสนเช่นเดียวกัน เพราะท้ายที่สุดเธอก็เป็นเพียงแค่เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ถูกนำตัวมายังสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่เธอมีอายุเพียงแค่ประมาณ 12 ปี และเธอก็ยังไม่เคยเรียนรู้สิ่งที่เรียกว่าความรักเลยแม้แต่นิดเดียว

ขณะเดียวกันจักจั่นขาวก็อยู่บนยานลำนี้มาตั้งแต่เกิด ซึ่งถ้าหากว่าเซียวรั่วหยูเปรียบเสมือนกับกระดาษขาวที่บริสุทธิ์ จักจั่นขาวก็คงจะเป็นอากาศที่มีความบริสุทธิ์มากยิ่งกว่า

“ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันค่ะ พี่ชายเซี่ยเฟยอาจจะคิดว่าแอวริลกำลังเฝ้าดูการกระทำของเขาอยู่บนสวรรค์ แล้วมันก็เป็นแรงผลักดันให้เขาเริ่มทำการเคลื่อนไหวแบบนี้” เซียวรั่วหยูกล่าว

“สวรรค์? สวรรค์คือที่ไหน?”

“บนดาวของฉันมีตำนานเล่าว่าวิญญาณของคนดีที่เสียชีวิตจะล่องลอยไปอาศัยอยู่บนสวรรค์”

“มันมีสถานที่แบบนั้นด้วยเหรอ?”

“อาจจะมีก็ได้มั้งคะ” เซียวรั่วหยูกล่าวตอบพร้อมกับเอียงศีรษะ

“แล้วถ้าฉันตาย ฉันจะได้ไปอยู่บนสวรรค์ไหม?” จักจั่นขาวกล่าวถาม

ความไร้เดียงสาของเด็กสาวทั้งสองคนนี้อาจจะทำให้ผู้คนหัวเราะก็ไม่ออกร้องไห้ก็ไม่ได้ เพราะถึงแม้ว่าทั้งคู่จะพูดคุยกันเป็นเวลานาน แต่พวกเธอก็ไม่สามารถที่จะหาข้อสรุปทั้งในเรื่องของสวรรค์และความรักได้เลยแม้แต่นิดเดียว

“ฉันไม่รู้ว่าทำไม แต่ฉันรู้สึกอิจฉาผู้หญิงที่ชื่อว่าแอวริล เธอคิดว่าถ้าฉันตายเซี่ยเฟยจะรู้สึกเสียใจหรือเปล่า?” จักจั่นกล่าวถามด้วยแววตาที่สดใส

“คงจะไม่ค่ะ เพราะพี่ชายไม่รู้จักกับนายหญิง” เซียวรั่วหยูกล่าวตอบ

“อ่า นั่นสินะ” จักจั่นขาวพึมพำกับตัวเอง ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็ทำให้แม้แต่เซียวรั่วหยูก็อดที่จะส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ เพราะจักจั่นขาวเป็นหญิงสาวที่ไร้เดียงสาและน่ารักมาก

แต่ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างสีม่วงสว่างขึ้นมาภายในห้อง

“แม่มีภารกิจงั้นเหรอ? พวกเรารีบไปกันเถอะ” จักจั่นขาวกล่าว

***************

จบบทที่ ตอนที่ 427 ความไร้เดียงสา

คัดลอกลิงก์แล้ว