เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 428 กลับบ้าน

ตอนที่ 428 กลับบ้าน

ตอนที่ 428 กลับบ้าน


ตอนที่ 428 กลับบ้าน

หลังจากที่รีบออกเดินทางมาจักจั่นขาวกับเซียวรั่วหยูก็ได้พบกับหงส์แดงและหยานหยานผู้ซึ่งเป็นสาวใช้ยืนข้างกายที่รออยู่ตรงประตู

“สวัสดีค่ะพี่หงส์แดง” จักจั่นขาวกล่าวทักทายด้วยความเคารพ

คิ้วของหงส์แดงเลิกขึ้นสูงเล็กน้อย ขณะที่ดวงตาของเธอจับจ้องมองไปยังหน้าอกของจักจั่นขาวที่เริ่มนูนออกมาตามช่วงวัยที่กำลังเติบโต

จักจั่นขาวรู้สึกแปลก ๆ กับแววตาของหงส์แดง แต่เธอก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก เพราะสำหรับเธอหงส์แดงเป็นเหมือนกับพี่สาวแท้ ๆ ที่เติบโตขึ้นมาด้วยกัน เธอจึงไม่คิดว่าแววตานั้นมันจะมีอะไรแอบแฝงอยู่อย่างมากมาย

อย่างไรก็ตามหงส์แดงกลับเผยรอยยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ และคิดว่าในเวลาไม่ช้าก็เร็วสาวงามทั้งสองคนนี้ก็คงจะเติบโตขึ้นเป็นลูกนกในกรงทองของเธอ

“เข้าไปข้างในกันเถอะค่ะ ท่านแม่รอพวกเราอยู่” จักจั่นขาวกล่าว

หงส์แดงพยักหน้าด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะเดินเข้าไปภายในห้องพร้อมกับจักจั่นขาว โดยปล่อยให้หยานหยานกับเซียวรั่วหยูรออยู่ด้านนอก

ภายในห้องมีบรรยากาศค่อนข้างสลัวและสิ่งตกแต่งภายในต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นสีชมพู นอกจากนี้มันยังมีกลิ่นหอมชวนเวียนหัวตลบอบอวลในอากาศ ซึ่งสามารถเร่งการหลั่งสารเอ็นโดรฟินออกมาได้

จักจั่นขาวขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะเธอไม่ชอบกลิ่นหอมในห้องนี้เลย เนื่องจากมันเป็นกลิ่นที่ค่อนข้างจะฉุนเกินไปเมื่อเทียบกับกลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกลิลลี่ในห้องของเธอ

กลางห้องถูกตั้งไว้ด้วยเตียงกลมขนาดใหญ่และมีผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่หลังม่านสีชมพู แล้วถึงแม้ว่าม่านนี้จะทำให้คนนอกมองเห็นหน้าตาของเธอไม่ได้อย่างชัดเจน แต่มันก็พอจะเผยให้เห็นรูปร่างโค้งเว้าของผู้หญิงหลังม่านได้ลาง ๆ

“สวัสดีค่ะท่านแม่” ทั้งจักจั่นขาวและหงส์แดงคุกเข่าลงข้างเตียงพร้อมกับก้มศีรษะลงเพื่อแสดงความเคารพ

ผู้หญิงบนเตียงลุกขึ้นมาเผยให้เห็นว่าใบหน้าของเธอได้สวมหน้ากากเอาไว้ แล้วเธอก็โบกมือเบา ๆ เป็นสัญญาณให้ทั้งสองคนลุกขึ้นมายืนได้

“พวกเราอยู่ที่นี่มานานหลายปีแล้ว มันถึงเวลาที่เราจะต้องกลับไปแล้ว หงส์แดง, จักจั่นขาวพวกลูกต้องคอยปกป้องในระหว่างที่แม่เปิดประตูมิติ ตอนนี้กลับไปเตรียมตัวได้แล้ว” ผู้หญิงบนเตียงพูดขึ้นมาเบา ๆ

คำสั่งนี้ทำให้จักจั่นขาวชะงักไปเล็กน้อย เพราะท้ายที่สุดเธอก็เพิ่งจะได้ยินเรื่องเกี่ยวกับความรัก เธอจึงยังไม่อยากกลับไปยังสถานที่ที่พวกเธอจากมา เพราะถ้าหากว่าเธอกลับไปยังสถานที่แห่งนั้นแล้วเธอก็อาจจะไม่สามารถหาคำตอบในเรื่องนี้ได้อีกเลย

“ท่านแม่พันธมิตรมนุษย์และเราต่างก็ล้วนแล้วแต่มีต้นกำเนิดจากจุดเดียวกัน ตอนนี้พันธมิตรกำลังถูกรุกรานอย่างหนัก และถ้าหากพวกเรากลับไปแบบนี้หนูก็เกรงว่า…” จักจั่นขาวกล่าวขึ้นมาเบา ๆ

“สักวันความอ่อนไหวจะกลับมาทำลายลูกในอนาคต จำเอาไว้ว่าในสังคมปลาใหญ่กินปลาเล็กเราไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันกับพันธมิตรอีกต่อไป และถึงแม้ว่าพันธมิตรจะถูกทำลายโดยเซิร์กจริง ๆ แต่เรื่องนี้มันก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรา แล้วถ้าหากว่าเรายื่นมือให้ความช่วยเหลือพันธมิตร มันย่อมเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาอย่างแน่นอน”

“แม่ไม่สามารถที่จะแบกรับความรับผิดชอบในเรื่องนั้นได้ ดังนั้นกลับไปเตรียมตัวซะแล้วพวกเราจะออกเดินทางในอีก 12 ชั่วโมงหลังจากนี้” หญิงบนเตียงกล่าวพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างหนัก

“ท่านแม่พวกเราเข้าใจแล้ว พูดตามตรงว่าครั้งนี้เราจากบ้านมานานเกินไปและหนูก็เริ่มคิดถึงบ้านของพวกเราแล้ว” หงส์แดงกล่าวพร้อมกับมองไปทางจักจั่นขาวด้วยรอยยิ้ม

“จักจั่นขาวลูกต้องเรียนรู้เรื่องพวกนี้จากหงส์แดงบ้างนะ ไม่อย่างนั้นตัวลูกก็คงจะโง่เขลามากเกินไป” หญิงบนเตียงกล่าว

คำตำหนินี้ทำให้จักจั่นขาวแอบรู้สึกผิดอยู่ภายในใจ แล้วเธอก็ทำได้เพียงแต่พยักหน้ารับอย่างเชื่อฟังเหมือนในยามปกติที่เธอมักจะทำอยู่เสมอ

หลังออกจากห้องหงส์แดงก็แอบบีบก้นของจักจั่นขาวและกล่าวขึ้นมาด้วยรอยยิ้มว่า

“เชื่อฟังคำพูดของแม่แล้วกลับไปดี ๆ จะดีกว่า เธอโชคดีแค่ไหนแล้วที่ได้สาวน้อยน่ารักราวกับดอกไม้ไปแบบนี้ สาวน้อยพวกนี้น่ารักกว่าพวกผู้ชายเป็นไหน ๆ”

เซียวรั่วหยูที่อยู่ใกล้ ๆ รีบก้มหน้าลงอย่างกะทันหัน เพราะสาวน้อยน่ารักที่หงส์แดงพูดถึงย่อมไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจากตัวเธอเอง

จักจั่นขาวไม่พูดจาตอบโต้อะไรกลับไปแล้วเธอก็รีบพาเซียวรั่วหยูกลับไปที่ห้องของเธอ จากนั้นเธอก็เดินไปหยุดอยู่ข้างบานหน้าต่างขนาดใหญ่ พร้อมกับจ้องมองไปยังพื้นที่อันห่างไกลด้วยแววตาที่ว่างเปล่า

“ท่านหญิงพวกเรากำลังจะกลับไปที่บ้านที่คุณเคยพูดถึงเอาไว้แล้วใช่ไหม?” เซียวรั่วหยูกล่าวพร้อมกับน้ำตาที่ไหลนองหน้า เพราะคำพูดของหงส์แดงทำให้เธอตีความได้เพียงแค่แบบเดียวเท่านั้น

“จริง ๆ แล้วบ้านก็เป็นสถานที่ที่ไม่เลวนัก เพียงแต่มันไม่ใช่สถานที่ที่คึกคักและมีชีวิตชีวาเหมือนพันธมิตรมนุษย์เท่านั้นเอง” จักจั่นขาวกล่าวพร้อมกับใช้มือเช็ดน้ำตาเซียวรั่วหยูด้วยรอยยิ้ม

ทันใดนั้นเซียวรั่วหยูก็โผเข้าไปกอดจักจั่นขาวพร้อมกับหลั่งน้ำตาออกมาอย่างหนักโดยไม่สนใจถึงสถานะของเธอเลย โดยเธอได้ฝังหัวของเธอเอาไว้บนไหล่และส่งเสียงสะอื้นไห้ออกมาอย่างต่อเนื่อง

จักจั่นขาวชะงักไปชั่วขณะแต่เธอก็รีบใช้มือลูบหลังของเซียวรั่วหยูเบา ๆ เพราะท้ายที่สุดในอนาคตพวกเธอก็จำเป็นจะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ซึ่งเรื่องนี้ก็อาจจะเป็นโชคชะตาที่พวกเธอจะต้องพบเจอ

“ท่านหญิง เสี่ยวหยูยังไม่อยากไปบ้าน ตอนนี้พันธมิตรกำลังถูกยึดครองโดยพวกเซิร์ก แล้วฉันก็ยังไม่รู้ว่าครอบครัวของฉันเป็นยังไงบ้าง? นอกจากนี้พี่ชายเซี่ยเฟยยังกำลังต่อสู้อยู่ในดินแดนเซิร์กเพียงลำพัง เสี่ยวหยูยังไม่สามารถจากไปทั้ง ๆ ที่ยังเป็นห่วงเรื่องพวกนี้ได้”

แม้ว่าจักจั่นขาวจะไม่ค่อยเข้าใจแนวคิดเรื่องของครอบครัว แต่เธอก็พอจะทำความเข้าใจถึงความโศกเศร้าของเซียวรั่วหยูได้ แต่เนื่องจากเธอใช้ชีวิตมาอย่างไม่เคยปลอบใจใคร เธอจึงทำได้เพียงแต่กอดให้กำลังใจเซียวรั่วหยูเงียบ ๆ เท่านั้น

“อันที่จริงฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าความรักมันคืออะไรกันแน่…” จักจั่นขาวกล่าวพร้อมกับมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างครุ่นคิด

การแสดงความรักของเซี่ยเฟยได้เพาะเมล็ดพันธุ์ในจิตใจของจักจั่นขาวขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเมล็ดพันธุ์นี้จะส่งผลกระทบอะไรกับจักจั่นขาวได้มันก็คงจะไม่มีใครรู้ และถึงแม้ว่าเซี่ยเฟยจะยังคงดำเนินการภายในดินแดนเซิร์กอันห่างไกลเพียงลำพัง แต่การกระทำของเขากลับได้ประทับเงาลงในหัวใจอันบริสุทธิ์ทั้งสองดวงนี้แล้ว

แรงกดดันในปัจจุบันแทบที่จะทำให้เซี่ยเฟยไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นเลย แล้วมันก็ทำให้เขาจำเป็นจะต้องวางแผนการทุกอย่างด้วยความรอบคอบและทุกแผนการจะต้องผ่านการไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ท้ายที่สุดเขาก็อยู่ท่ามกลางดินแดนของศัตรูเพียงลำพัง และมันก็ไม่มีใครสามารถหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้กับเขาได้อย่างแน่นอน ดังนั้นคนเดียวที่จะสามารถช่วยเหลือเขาในสถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ได้ก็มีเพียงแต่การพึ่งพาพละกำลังของตัวเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

“เรากำลังตกเป็นเป้าหมาย” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับกระชับหิมะโปรยภายในมือ

คำพูดนี้ทำให้อันธรู้สึกตกตะลึงทันทีและเขาก็รีบมองไปรอบ ๆ อย่างรวดเร็ว แต่เขาก็ไม่พบใครเลยแม้แต่คนเดียว

“ไม่มีทาง! ดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่ห่างไกลมากและนายก็เลือกเป้าหมายอย่างระมัดระวัง แล้วพวกเซิร์กจะสามารถหาร่องรอยของนายเจอได้ยังไง?”

เซี่ยเฟยไม่พูดอะไรตอบกลับไปเพียงแต่เสียบหัวของนักรบศักดิ์สิทธิ์ไว้ในกิ่งไม้ ก่อนที่เขาจะเดินกลับไปยังยานรบโดยไม่รีบร้อน

“ลองดูนั่นสิ” เซี่ยเฟยกล่าวขึ้นมาอย่างใจเย็น และเมื่ออันธหันมองไปยังทิศทางนั้นเขาก็ได้พบกับจุดสีดำขนาดเล็กหลาย ๆ จุดที่กำลังเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว

“รีบหนีไปเร็วเข้า! นี่มันเป็นกับดัก!!” อันธตะโกนอย่างตื่นตระหนก

“ฉันถูกคนที่ใช้พลังจิตระบุเป้าหมายเอาไว้แล้ว ดังนั้นถึงแม้ว่าฉันจะพยายามหนีไปแต่มันก็เป็นเพียงแค่เรื่องที่ไร้ประโยชน์” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับส่ายหัว

อันธรีบสังเกตร่างกายของเซี่ยเฟยอย่างระมัดระวัง แล้วเขาก็ได้พบกับโซ่วิญญาณที่กำลังพันรอบหัวใจของชายหนุ่มเอาไว้อย่างแน่นหนา และเขาก็ไม่ทันรู้ตัวเลยว่าโซ่วิญญาณพวกนี้พันธนาการร่างของเซี่ยเฟยเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่

พลังของคนที่ระบุเป้าเซี่ยเฟยเอาไว้ย่อมอยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เพราะถึงแม้อันธจะมีประสาทสัมผัสเกี่ยวกับพลังงานที่เฉียบคมมาก แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะตรวจจับอันตรายที่ใกล้เข้ามาได้ ยิ่งไปกว่านั้นเซี่ยเฟยยังมีประสาทรับสัมผัสที่ยอดเยี่ยมมากเช่นกัน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังถูกระบุเป็นเป้าหมายโดยที่เขาไม่รู้ตัวล่วงหน้ามาก่อนเลย

ขนอุยอ้าปากหาวและมองไปยังศัตรูที่กำลังเข้ามาใกล้ราวกับว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งในบรรดาสิ่งมีชีวิตที่อยู่ตรงนี้มันก็คงจะเป็นคนที่ใจเย็นมากที่สุด

ทูดี้, ลารี่, ยำมี่และหมิงจี้ต่างก็พุ่งเข้าหาเซี่ยเฟยจากทิศทางที่แตกต่างกัน โดยการเคลื่อนไหวของพวกเขาไม่เร็วมากนักคล้ายกับว่าพวกเขาจงใจที่จะเคลื่อนที่เพื่อกดดันการกระทำของเซี่ยเฟย

เซี่ยเฟยยังคงยืนอยู่นิ่ง ๆ ราวกับว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่จริง ๆ แล้วเขากำลังรู้สึกกระวนกระวายมากกว่าคนอื่น ๆ เสียอีก

ด้วยโซ่วิญญาณที่พันธนาการร่างกายเขาเอาไว้ มันจึงทำให้เขาไม่สามารถที่จะลงมือทำอะไรอย่างวู่วามได้จริง ๆ เพราะก่อนอื่นเขาต้องรู้ก่อนว่าโซ่วิญญาณประเภทนี้สามารถสร้างอันตรายให้กับร่างกายของเขาได้หรือไม่ และใครคือเป้าหมายที่เขาจำเป็นจะต้องกำจัดเป็นอันดับแรกเพื่อปลดโซ่ที่พันธนาการร่างเขาไว้

เมื่อร่างทั้งสี่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ มันก็ทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกตกใจมาก เพราะเขาเริ่มสามารถมองเห็นใบหน้าของหมิงจี้ได้อย่างชัดเจน และไม่ว่าเขาจะพยายามมองยังไงแต่เด็กสาวคนนี้ก็เป็นมนุษย์อย่างแน่นอน

การพบมนุษย์ในดินแดนของศัตรูทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกสนใจมาก แต่ความสนใจพวกนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยเจตนาสังหารอย่างรวดเร็ว เพราะท้ายที่สุดในสายตาของเซี่ยเฟยทุกคนที่มุ่งเป้ามาที่เขาต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นศัตรู แน่นอนว่าศัตรูของเขาย่อมจะต้องถูกกำจัดไม่ว่าศัตรูจะเป็นเผ่าพันธุ์ไหนในจักรวาลก็ตาม

ขณะเดียวกันหมิงจี้ก็กำลังมองไปที่เซี่ยเฟยด้วยท่าทางแปลก ๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับมนุษย์ในระยะใกล้ขนาดนี้

ตั้งแต่จำความได้หมิงจี้ก็อาศัยอยู่ในดินแดนเซิร์กตั้งแต่แรกแล้ว เธอจึงมองไปยังเซี่ยเฟยด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่เมื่อชายหนุ่มได้จ้องมองมาเธอก็รีบก้มหน้าเพื่อหลบสายตาของอีกฝ่าย

ยำมี่ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าตามปกติ ก่อนที่เขาจะหยุดอยู่ห่างจากเซี่ยเฟยประมาณ 300 เมตร ในขณะที่คนอื่น ๆ ได้เคลื่อนที่เข้าไปใกล้หยุดอยู่ห่างจากเซี่ยเฟยเพียงแค่ไม่กี่สิบเมตรเท่านั้น

เซี่ยเฟยยังคงเฝ้าสังเกตการณ์โซ่วิญญาณที่พันธนาการอวัยวะภายในของเขาอย่างระมัดระวัง ซึ่งอย่างน้อยก่อนที่ศัตรูจะเริ่มลงมือ เขาก็ยังคงพยายามทำลายพันธนาการด้วยทุกวิถีทางที่เขาพอจะนึกออก

“ท่านผู้นำดูเหมือนว่าตอนนี้แม้แต่เราก็กำลังตกเป็นเป้าหมาย” ลารี่หันไปพูดกับทูดี้เบา ๆ หลังจากที่เขาสังเกตเครื่องสื่อสารที่อยู่บนแขน

แน่นอนว่าเซี่ยเฟยย่อมได้ยินบทสนทนาของลารี่เช่นเดียวกัน และมันก็ทำให้เขาคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตลกมาก เพราะนักล่าที่พยายามออกมาล่าเขากลับได้กลายเป็นเหยื่อที่ถูกล่าเสียเอง

“อะไรนะ?!” ทูดี้อุทานออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อหู เพราะเขาไม่เคยคิดว่าจู่ ๆ พวกเขาจะได้กลายเป็นเหยื่อแบบนี้

“เครื่องสื่อสารถูกตัดสัญญาณออกไปจนหมดแล้ว” ลารี่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

เซี่ยเฟยทำได้เพียงแต่ยักไหล่ให้กับสถานการณ์ในปัจจุบัน และเขายังคงมองไปยังภูเขาที่อยู่ห่างไกลออกไป โดยบนยอดเขานั้นมีร่างของชายร่างผอมกำลังเดินเข้ามาอย่างโดดเดี่ยว และที่สำคัญคือชายคนนี้คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

***************

จบบทที่ ตอนที่ 428 กลับบ้าน

คัดลอกลิงก์แล้ว