เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 369 ก่อนออกเดินทาง

ตอนที่ 369 ก่อนออกเดินทาง

ตอนที่ 369 ก่อนออกเดินทาง


ตอนที่ 369 ก่อนออกเดินทาง

“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ? อย่าบอกนะว่าระบบเรดาร์ใกล้จะเสร็จอยู่แล้วแต่คุณแค่หาข้ออ้างยังไม่บอกเรื่องนี้กับกองทัพ นี่คุณคิดว่าทางกองทัพจะขโมยงานวิจัยของคุณไปจริง ๆ เหรอ?!” วิลเลียมกล่าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ

“ผมไม่ได้คิดแบบนั้นครับ แต่ผมต้องกลับไปจัดการธุระบางอย่างที่บริษัทจริง ๆ ผมสัญญาว่าหลังจากผมออกแบบผลิตภัณฑ์เสร็จสิ้นผมจะเริ่มทำการผลิตระบบเรดาร์ขึ้นมาในทันที และผมก็จะพยายามติดตั้งระบบเรดาร์ให้กับยานรบทุกลำก่อนที่ผมจะได้ออกเดินทาง” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับโบกมืออย่างเร่งรีบ

“ฉันจะเชื่อในสิ่งที่คุณพูดก็ได้ ตอนนี้ฉันได้เตรียมกองยานให้กับคุณแล้ว คุณยังมีอะไรที่ต้องการจะได้รับความช่วยเหลืออีกไหม?” วิลเลียมกล่าว

“จอมพลวิลเลียมช่วยเตรียมสินค้าให้ผมหน่อยได้ไหมครับ?” เซี่ยเฟยกล่าว

“ถึงแม้ว่าคุณจะได้รับคำสั่งจากกรมทหารให้ไปทำธุรกิจในดินแดนของเซิร์ก แต่คุณก็คงไม่คิดจะให้เราผลิตสินค้าไปให้คุณขายใช่ไหม?” วิลเลียมกล่าวพร้อมกับหางคิ้วที่เริ่มกระตุก

“สินค้าหลักของบริษัทควอนตัมคืออุปกรณ์เสริมพลังชาร์จ และถึงแม้ว่าผมจะต้องการแต่คุณก็คงจะไม่อยากให้ผมขายของพวกนี้ให้กับพวกเซิร์กใช่ไหมล่ะครับ” เซี่ยเฟยกล่าว

“ถ้าคุณกล้าขายฉันก็กล้าลงโทษคุณในข้อหาให้การสนับสนุนศัตรู” วิลเลียมกล่าว

“นี่ไงเหตุผลที่ทำให้บริษัทเล็ก ๆ ของผมไม่มีสินค้าที่จะส่งไปขายในดินแดนของเซิร์ก ผมเลยขอความช่วยเหลือจากคุณว่าให้ช่วยเตรียมสินค้าส่วนหนึ่งให้ผมนำไปขายในระหว่างการทำภารกิจ” เซี่ยเฟยกล่าว

วิลเลียมเริ่มนวดขมับด้วยความเครียด เพราะไม่ว่าเขาจะพูดอะไรสุดท้ายชายหนุ่มก็จะหาเหตุผลมาแย้งได้อยู่เสมอ

“โอเค เดี๋ยวทางกรมทหารจะทำการจัดเตรียมสินค้าเอาไว้ให้กับคุณเอง ว่าแต่คุณคิดจะขายอะไรให้กับพวกเซิร์ก?”

“ผมขอเป็นพวกของใช้ฟุ่มเฟือย, อาหาร, ของใช้ในชีวิตประจำวันหรืออุปกรณ์อะไรบางอย่างที่ค่อนข้างเตะตาชาวบ้านครับ” เซี่ยเฟยกล่าว

“สิ่งที่คุณพูดมามันแทบจะไม่มีค่าเลยนะ ถึงแม้ว่าคุณจะเอาของพวกนี้ไปขายในดินแดนของเซิร์กจริง ๆ แต่คุณก็แทบที่จะไม่ได้อะไรกลับมาเลย” วิลเลียมกล่าวขึ้นมาอย่างตกตะลึง

“ของพวกนั้นมันไม่จำเป็นจะต้องมีค่ามากนักหรอกครับ ตราบใดก็ตามที่มันเป็นสินค้าที่สามารถมอบเป็นของขวัญให้กับพวกผู้นำของเซิร์กได้ แค่นั้นมันก็ดีพอที่จะเป็นสินค้าให้กับผมได้แล้ว”

“ผมได้เรียนรู้หลังจากที่ผมได้หลงเข้าไปในเขตดาววิลเดอร์เนสว่าพวกชนชั้นสูงของพวกเซิร์ก ชอบใช้สินค้าที่โดดเด่นสะดุดตา และการขายสินค้าประเภทนี้ก็ทำให้พวกลักลอบขนสินค้ากลายเป็นเศรษฐีไปแล้วหลายราย” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“แล้วอาหารล่ะ? คุณเตรียมเอาไว้ให้กับใคร?” วิลเลียมถาม

“อาหารที่ผมพูดถึงไม่ใช่สินค้าเกษตรโดยทั่วไป แต่เป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงรสมาอย่างพิถีพิถันครับ”

“แม้ว่าเซิร์กส่วนใหญ่จะชอบกินพืชแต่พวกเขาก็ชอบกินอาหารของมนุษย์ด้วย ผมจึงวางแผนที่จะมุ่งเน้นการขายสินค้าไปให้กับชนชั้นสูง ดังนั้นสินค้าที่ผมต้องการจึงมุ่งเน้นไปที่รสนิยมของพวกเขาโดยเฉพาะ”

“ผู้นำของเซิร์กคือคนที่มีสติปัญญาสูงที่สุดในบริเวณนั้น ส่วนพวกเซิร์กชั้นล่างก็เป็นเพียงแค่เครื่องจักรที่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยปราศจากความคิด ดังนั้นการขายสินค้าครั้งนี้จะทำให้ผมสามารถเข้าถึงผู้นำของเซิร์กได้อย่างง่ายดายมากขึ้นกว่าเดิม แล้วมันก็ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผมสามารถลงมือทำภารกิจได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น”

วิลเลียมพยักหน้าอย่างเข้าใจหลังจากที่ได้ฟังคำอธิบายจากเซี่ยเฟย

“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันจะเตรียมทุกอย่างที่คุณต้องการเอาไว้ให้”

“ว่าแต่คุณบอกว่าการเดินทางครั้งนี้มีทีมนักธุรกิจเดินทางเข้าไปพร้อมกันทั้งหมดสามทีม แต่ผมยังไม่รู้เลยว่าทีมนักธุรกิจอีกสองทีมที่จะเดินทางไปพร้อมกับผมด้วยคือทีมของใคร?” เซี่ยเฟยถาม

“อีกสองทีมคือทีมของหลี่กวนและลูกชายจากบริษัทไฟร์สตาร์ไฟแนนซ์ กับทีมของจูซุเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซ” วิลเลียมกล่าว

“บริษัทไฟร์สตาร์ไฟแนนซ์เป็นยักษ์ใหญ่ทางการเงินอันดับ 1 ในพันธมิตรไม่ใช่เหรอครับ? แล้วทำไมพวกเขาถึงได้มาเข้าร่วมปฎิบัติการในครั้งนี้ด้วย?” เซี่ยเฟยถามขึ้นมาด้วยความตกตะลึง

“ธุรกิจหลักของตระกูลหลี่คือธุรกิจทางด้านการเงินจริง ๆ แต่พวกเขาก็มีธุรกิจในด้านอื่น ๆ อยู่ด้วย ในความเป็นจริงทางกรมทหารไม่ได้ตั้งใจที่จะให้ตระกูลหลี่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการปฎิบัติการในครั้งนี้เลย แต่คณะทูตของเซิร์กต้องการสร้างระบบการเงินเป็นของตัวเอง พวกเขาจึงเลือกบริษัทไฟร์สตาร์ไฟแนนซ์ขึ้นมาโดยเฉพาะ” วิลเลียมกล่าว

คำอธิบายนี้ถึงกับทำให้เซี่ยเฟยพูดไม่ออก เพราะเขาไม่สามารถนึกภาพได้จริง ๆ ว่าแมลงตัวใหญ่จะนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เพื่อซื้อขายหุ้นได้ยังไง และเงื่อนไขของทางคณะทูตเซิร์กในครั้งนี้ก็บอกได้คำเดียวว่าเป็นเงื่อนไขที่โหดเหี้ยมสำหรับฝ่ายพันธมิตรจริง ๆ

การเดินทางไปปฎิบัติภารกิจพร้อมกับหลี่โม่ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเซี่ยเฟย แต่การตัดสินใจของกรมทหารก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ ดังนั้นสิ่งเดียวที่เขาพอจะทำได้ในเวลานี้คือเขาจะต้องระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

“ในเมื่อพวกเขาตั้งเงื่อนไขให้พันธมิตรต้องส่งบริษัทชั้นนำเข้าไปในดินแดนของพวกเขาแบบนี้ มันก็แสดงว่าพวกเซิร์กควรจะยื่นเงื่อนไขที่ทัดเทียมกลับมาให้ทางฝั่งพันธมิตรด้วยใช่ไหมครับ?” เซี่ยเฟยถาม

“ทางราชาอูดี้ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของเต็นท์ทองคำคนปัจจุบันเสนอเงื่อนไขให้ เจ้าหญิงรูซี่นำทีมนักธุรกิจของเซิร์กมาช่วยพันธมิตรพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านอุตสาหกรรมเมืองแร่” วิลเลียมกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

‘เจ้าหญิงจากเต็นท์ทองคำ? พวกเขาไม่กลัวว่าเจ้าหญิงจะถูกจับเป็นตัวประกันในพันธมิตรหรือยังไง’ เซี่ยเฟยพูดกับตัวเองภายในใจ

“สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ก็ไม่ต่างไปจากทางฝ่ายเรา เพราะถึงแม้ภายนอกจะดูเหมือนคุณถูกส่งไปทำธุรกิจ แต่จริง ๆ แล้วพวกคุณก็กำลังถูกส่งไปเพื่อเป็นตัวประกัน” วิลเลียมกล่าว

“แต่สิ่งที่น่าเศร้ามากยิ่งกว่าคือพวกผมต้องแบกรับภารกิจที่จะต้องพิชิตพวกผู้นำในเต็นท์ทองคำด้วยน่ะสิครับ” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างเซ็ง ๆ

“นั่นมันยังไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าที่สุดหรอก เพราะเรื่องน่าเศร้าที่สุดคือภารกิจนี้มันเป็นความคิดของนายเอง” วิลเลียมกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ไม่กี่นาทีหลังจากตัดระบบการสื่อสาร วิลเลียมก็ส่งข้อมูลกองยานและรายชื่อของลูกเรือไปให้กับเซี่ยเฟย

การเดินทางในครั้งนี้ถูกกำหนดอย่างชัดเจนว่านอกเหนือจากยานของนักธุรกิจจะมียานรบที่มีระดับไม่เกินยานครุยเซอร์เข้าร่วมเดินทางได้เพียงแค่ 10 ลำเท่านั้น แน่นอนว่ายานบรรทุกสินค้าที่ไม่มีระบบอาวุธย่อมไม่ถูกควบคุมภายใต้ข้อกำหนดนี้

เหตุผลหลักที่พันธมิตรกับเซิร์กกำหนดเงื่อนไขนี้ขึ้นมา นั่นก็เพราะพวกเขาไม่ต้องการให้กองยานที่แข็งแกร่งรุกล้ำเข้าไปในดินแดนของตัวเอง เพราะท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายก็รู้ดีอยู่แล้วว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นเพียงแค่เรื่องตบตา เพราะความเป็นจริงมันคือการแลกเปลี่ยนสายลับเข้าไปยังดินแดนของศัตรู

แน่นอนว่าเซี่ยเฟยย่อมเดินทางด้วยเบโอเนท ซึ่งเหตุผลที่เขาเลือกยานลำนี้นั่นก็เพราะว่ามันมีพลังทำลายล้างที่ดีไม่ด้อยไปกว่ายานประจัญบาน นอกจากนี้การที่เขาอยู่บนยานที่ไม่โดดเด่นย่อมลดความสนใจของพวกเซิร์กลงไป และถ้าหากว่าพวกเซิร์กตั้งใจที่จะเริ่มจู่โจมจริง ๆ พวกเขาก็คงจะมุ่งความสนใจไปยังกองยานของนักธุรกิจที่เหลืออีกสองกองมากกว่า

“ยานครุยเซอร์รุ่นฟิวรี่ 3 ลำ, ยานครุยเซอร์รุ่นไทแรนท์ 3 ลำรวมกับเบโอเนทของนาย แบบนี้กองยานของนายก็มียานครุยเซอร์อยู่เพียงแค่ 7 ลำเองน่ะสิ นายไม่คิดว่ากำลังรบโดยรวมของมันอ่อนแอเกินไปหน่อยงั้นเหรอ? ทำไมนายถึงไม่เพิ่มยานครุยเซอร์ให้ครบทั้ง 10 ลำไปเลย” อันธกล่าวถามอย่างสงสัย

“การเดินทางครั้งนี้มีกองยานเดินทางไปพร้อมกันทั้งหมด 3 กองยาน และฉันก็ไม่ต้องการที่จะทำตัวเด่นสะดุดตาในดินแดนของศัตรู นายลองคิดดูสิว่าการมียานครุยเซอร์ 7 ลำกับ 10 ลำ ในดินแดนของศัตรูมันเป็นเรื่องแตกต่างกันตรงไหน เพราะท้ายที่สุดกองยานของศัตรูย่อมมีขนาดใหญ่กว่ากองยานของเราอยู่ดี”

“ท้ายที่สุดยานทุกลำก็จะถูกทำลายทั้งหมดเหมือนกันสินะ” อันธกล่าวพร้อมกับพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

“รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงเลือกยานฟิวรี่มา 3 ลำกับเลือกยานไทแรนท์มาอีก 3 ลำ?”

“ทำไม?”

“นั่นก็เพราะยานรุ่นหนึ่งสามารถปล่อยโดรนออกมาได้เป็นจำนวนมาก ส่วนยานอีกรุ่นก็มีเกราะหนาและทนทานเมื่อต้องถูกโจมตี ดังนั้นถ้าหากว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดี ฉันก็จะให้ยานรบทั้งหกลำนี้คอยถ่วงเวลาศัตรูเอาไว้ให้กับฉัน”

“แล้วระหว่างนั้นนายจะทำอะไร?”

“หนีน่ะสิถามได้!” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

อันธถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ และถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าชายหนุ่มมีนิสัยที่ชอบทำอะไรอย่างระมัดระวัง แต่เขาก็ไม่คิดเลยว่าเซี่ยเฟยได้พิจารณาสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดก่อนที่เขาจะได้ออกเดินทางแล้ว

ปัจจุบันเซี่ยเฟยกำลังสนทนากับแฮร์ริสในหน้าจอสื่อสารอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 24 ชั่วโมง

ท้ายที่สุดถึงแม้ว่าทางกองทัพจะไม่กระตุ้นเขา แต่เซี่ยเฟยก็ตั้งใจจะจัดการระบบเรดาร์แบล็คแบทให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนออกเดินทางอยู่แล้ว เพราะเขากำลังจะเดินทางเข้าไปในดินแดนที่เต็มไปด้วยอันตราย ดังนั้นถ้าหากว่าเขาไม่สามารถติดต่อกลับมายังพันธมิตรได้เขาก็คงจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายมาก

“นี่คือพิมพ์เขียวของระบบสลับขั้วสัญญาณ นายต้องเอามันไปปรับใช้กับระบบเรดาร์แบล็คแบทแล้วค่อยส่งมาให้ฉันทำการตรวจสอบอีกที” เซี่ยเฟยสั่งการ

พิมพ์เขียวนี้ทำให้แฮร์ริสรู้สึกตกใจมาก เพราะมันเป็นพิมพ์เขียวที่ใช้เทคโนโลยีสูงกว่าระดับที่เขาได้คาดการณ์เอาไว้เสียอีก ที่สำคัญคือมันดูไม่เหมือนกับพิมพ์เขียวที่สามารถหาพบได้โดยทั่วไป

“พิมพ์เขียวนี่มันดูไม่เหมือนพิมพ์เขียวของระบบสลับขั้วสัญญาณในอุปกรณ์ทั่วไปเลย คุณไปเอามันมาจากไหนกันแน่?” แฮร์ริสกล่าวถามอย่างงุนงง

“กรมทหาร” เซี่ยเฟยกล่าวตอบอย่างเฉยเมย

แฮร์ริสพยักหน้ารับอย่างเข้าใจและเขาก็เริ่มรู้สึกว่าอำนาจของเซี่ยเฟยในปัจจุบันสูงกว่าในตอนที่เขาเพิ่งพบกันมาก ถึงขนาดที่ชายหนุ่มสามารถไปเอาพิมพ์เขียวที่เป็นความลับของกรมทหารมาให้กับเขาได้

“อย่าลืมเก็บสำเนาเอาไว้ใช้อ้างอิงในอนาคตด้วยล่ะ” เซี่ยเฟยกล่าวสั่งขึ้นมาอีกครั้ง

แฮร์ริสพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไร

ข้อมูลที่กองทัพได้มาไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทุกอย่าง เซี่ยเฟยจึงจำเป็นจะต้องเลือกข้อมูลที่เหมาะสมเพื่อนำไปปรับใช้กับการพัฒนาระบบเรดาร์แบล็คแบท

โชคดีที่แฮร์ริสมีความรู้พื้นฐานที่ดีอยู่แล้วเขาจึงช่วยให้เซี่ยเฟยประหยัดเวลาไปได้เยอะมาก โดยทั้งสองคนได้แบ่งงานกันอย่างชัดเจน ซึ่งแฮร์ริสมีหน้าที่รับผิดชอบในการออกแบบสินค้าเบื้องต้น ส่วนเซี่ยเฟยมีหน้าที่ในการแก้ไขการออกแบบสินค้าให้ออกมามีปัญหาน้อยที่สุด

หลังจากเวลาได้ผ่านพ้นไปพอตเตอร์ก็ได้เข้าร่วมการวิจัยในครั้งนี้ด้วย โดยชายชราได้สร้างแบบจำลองพิเศษขึ้นมาในคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการทดสอบระบบเรดาร์ในสภาวะจำลอง

4 วันต่อมา

“การทดลองเป็นยังไงบ้างครับ?” เซี่ยเฟยถามอย่างจริงจัง

“ระบบเรดาร์เสถียรมากและมันก็ไม่ถูกรบกวนจากคลื่นกระแทกของระเบิดนิวเคลียร์ด้วยซ้ำ” พอตเตอร์กล่าวพร้อมกับขยี้ดวงตาที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเนื่องมาจากการอดนอน

“แล้วผลการทดลองกับระบบจำลองหลุมดำล่ะ?” เซี่ยเฟยหันไปถามแฮร์ริส

“มีโอกาส 99.37% ที่ระบบเรดาร์จะสามารถทะลุผ่านหลุมดำไปได้ ในที่สุดพวกเราก็ทำสำเร็จแล้ว นี่คือสิ่งประดิษฐ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ฉันเคยสร้างมาเลย!” แฮร์ริสตะโกนขึ้นมาอย่างตื่นเต้น

***************

จบบทที่ ตอนที่ 369 ก่อนออกเดินทาง

คัดลอกลิงก์แล้ว