เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 131: มนตราอสูรขั้นที่ 3!

ตอนที่ 131: มนตราอสูรขั้นที่ 3!

ตอนที่ 131: มนตราอสูรขั้นที่ 3!


ตอนที่ 131: มนตราอสูรขั้นที่ 3!

หลังจากที่ทุกคนลงนามเรียบร้อยแล้วยานเดสทรอยเยอร์รุ่นแฟคซิลิเทเตอร์ก็เริ่มออกเดินทางสุดกำลัง โดยมีจุดมุ่งหมายไปยังซากปรักหักพังโบราณ

ยานลำนี้ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อทำการขนส่งนักเรียนทำให้พื้นที่พักผ่อนไม่เพียงแต่จะกว้างขวางเท่านั้น แต่นักเรียนแต่ละคนยังจะได้รับห้องพักที่แบ่งแยกออกเป็นสัดเป็นส่วนอีกด้วย

นอกจากนี้ภายในห้องยังมีห้องอเนกประสงค์อีกอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นห้องประชุม, ห้องอาหารหรือแม้กระทั่งห้องสันทนาการที่มีเครื่องเล่นต่าง ๆ อย่างครบครัน

เซี่ยเฟยขี้เกียจเกินกว่าจะเดินชมอุปกรณ์อันหรูหราที่ตกแต่งไปทั่วทั้งตัวยาน โดยเขาได้ขังตัวเองเอาไว้ในห้องและจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนวิชามนตราอสูรขั้นที่ 3

ประตูที่จะทะลุไปยังขั้นที่ 3 อยู่ใกล้แค่เอื้อมแต่เขายังไม่สามารถที่จะคลำหาประตูบานนั้นเจอได้

ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาพร้อมกับมองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนที่จะเตรียมการพักผ่อนแล้วค่อยตื่นมาเริ่มพยายามอีกครั้ง

ด้านนอกหน้าต่างมีเส้นแสงที่สวยงามเคลื่อนที่ผ่านตัวยานไปอย่างรวดเร็ว

“ขอพัก 15 นาที” เซี่ยเฟยแอบทำการบันทึกระยะเวลาการวาร์ปของยานลำนี้เอาไว้ในใจอย่างเงียบ ๆ โดยยานเดสทรอยเยอร์ของค่ายฝึกลำนี้จะใช้เวลาในการเคลื่อนที่ผ่านรูหนอน 15 นาทีซึ่งช้ากว่ายานลำอื่นมาก

ยกตัวอย่างเช่น แวมไพร์ที่ติดตั้งเครื่องยนต์แบล็คเซอร์เพนท์ 130 ได้ใช้เวลาในการเคลื่อนที่ผ่านรูหนอนประมาณ 10 นาทีเท่านั้น และระยะทางในการวาร์ประยะไกลก็สูงถึง 60,000 ปีแสง

เซี่ยเฟยสะบัดหัวอย่างแรงไล่ความรู้สึกที่อึดอัดภายในหัวออกไป

การฝึกฝนมนตราอสูรจำเป็นต้องใช้สมาธิที่สูงมากและการเพ่งสมาธิเป็นเวลานานมันก็ทำให้เขารู้สึกราวกับว่ามีน้ำทะเลนับแสนตันถูกอัดลงไปในสมองของเขา นอกจากนี้น้ำทะเลยังม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นคอยพัดโหมกระหน่ำในสมองของเขาตลอดเวลา จนทำให้เขาทั้งรู้สึกวิงเวียนศีรษะและเสียสมาธิในเวลาเดียวกัน

เซี่ยเฟยพยายามทำใจให้สบายไม่คิดถึงปัญหาอันแปลกประหลาดของเครื่องยนต์บนยานลำนี้ เพราะสิ่งที่เขากำลังต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือการพักผ่อนอย่างสงบ

ชายหนุ่มหยิบผลเนตรนาคาออกมาจากแหวนแล้วโยนเข้าไปเคี้ยวในปากเหมือนกับกำลังเคี้ยวถั่ว จากนั้นความรู้สึกเย็นสดชื่นก็แผ่ซาบซ่านไปทั่วทั้งร่างกายพร้อมกับความเหนื่อยล้าที่เริ่มถูกขจัดออกไป

หลังจากทำการพักผ่อนเซี่ยเฟยก็กลับมานั่งขัดสมาธิเพื่อเตรียมพร้อมบุกทะลวงขั้นที่ 3 ของวิชามนตราอสูรอีกครั้ง

“ฉันไม่เชื่อว่าฉันจะไม่สามารถผ่านทะลุประตูบานนั้นไปได้” เซี่ยเฟยพูดกับตัวเองอย่างดื้อรั้น

การกระทำของชายหนุ่มในตอนนี้คล้ายกับว่าเขากำลังปีนเขา เพราะยิ่งเขาเข้าใกล้ยอดเขามากเท่าไหร่ร่างกายของเขาก็ยิ่งรู้สึกอ่อนล้ามากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าหากว่าเขาอดทนปีนขึ้นไปจนถึงยอดเขาได้ภาพที่ได้เห็นก็จะแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

เทคนิคพินิจใจเป็นเทคนิคที่แปลกประหลาดมาก เพราะมันสามารถทำการส่งคลื่นความคิดไปยังฝ่ายตรงข้ามผ่านดวงตาของผู้ฝึกฝนและทำการควบคุมอีกฝ่ายหนึ่งได้

ตอนนี้เซี่ยเฟยได้เรียนรู้เทคนิคเนตรมนตราจนถึงขั้นที่ 2 แล้ว สิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำในขณะนี้คือการเคลียร์อุปสรรคที่ซ่อนอยู่ภายในสมองของเขา จากนั้นเขาก็จะสามารถส่งคลื่นความคิดผ่านทางสายตาที่ใช้วิชาเนตรมนตราไปยังเป้าหมาย

พลังของวิชามนตราอสูรเป็นพลังที่อยู่เหนือเกินกว่าจินตนาการของคนโดยทั่วไปอย่างแท้จริง เพราะใครจะไปรู้ว่าพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ของพวกเขาจะมีความสามารถในการทำอะไรแบบนี้ได้ด้วย

นอกจากนี้ความน่ากลัวที่แท้จริงของวิชามนตราอสูรนั่นก็คือผู้ฝึกฝนสามารถทำการควบคุมอสูรร้ายที่แข็งแกร่งได้ผ่านความคิด

โดยปกติสมองของสัตว์ย่อมมีความแตกต่างจากสมองของมนุษย์ทำให้คลื่นไฟฟ้าภายในสมองย่อมมีความถี่ที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการรับส่งสัญญาณผ่านคลื่นสมองระหว่างคนกับสัตว์จึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

นอกจากนี้การพยายามเข้าใจพฤติกรรมของสัตว์ร้ายยังไม่ใช่เรื่องง่าย ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามนุษย์ผู้หญิงขยิบตาให้คุณ คนส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังพยายามยั่วยวนคุณอยู่ แต่ถ้าหากว่าจระเข้ได้มาขยิบตาให้กับคุณล่ะ คุณจะเข้าใจไหมว่ามันต้องการจะทำอะไรกับคุณ?

แน่นอนว่าคนทั่วไปคงไม่มีทางเข้าใจแน่ ๆ

ด้วยสายพันธุ์และพฤติกรรมที่แตกต่างกัน มันจึงทำให้การพยายามสื่อสารข้อมูลของสัตว์ที่มีสายพันธุ์แตกต่างกันเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นได้เลย

แต่วิชามนตราอสูรกลับทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้นี้ให้เป็นไปได้ด้วยวิธีการเฉพาะของมันเอง และเพื่อเริ่มต้นทำการสื่อสารผู้ฝึกฝนจึงจำเป็นที่จะต้องใช้เนตรมนตราให้ได้เสียก่อนเพื่อให้ดวงตาเป็นช่องทางส่งสัญญาณไปให้กับสัตว์

หลังจากนั้นผู้ฝึกฝนก็จำเป็นที่จะต้องดัดแปลงคลื่นสมองของตัวเองให้กลายเป็นคลื่นพิเศษที่สามารถทำการสื่อสารกับสัตว์ได้ และตอนนี้เซี่ยเฟยก็กำลังติดปัญหาในการดัดแปลงคลื่นสมองของตัวเองอยู่

จารึกมนตราอสูรได้ระบุเอาไว้ว่าสมองของมนุษย์ทุกคนมีอวัยวะที่สามารถสื่อสารกับสัตว์ร้ายได้ แต่เนื่องจากมันเป็นอวัยวะที่ไม่ได้ใช้งานมันจึงค่อย ๆ เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา

วิธีการของจารึกมนตราอสูรได้เข้าไปทำการฟื้นฟูอวัยวะที่เสื่อมสภาพนี้ให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง และมันก็จะทำให้มนุษย์สามารถสื่อสารกับสัตว์ร้ายได้โดยตรง

น่าเสียดายที่ในปัจจุบันเซี่ยเฟยยังไม่สามารถฟื้นฟูอวัยวะได้อย่างสมบูรณ์ขนาดนั้น และสิ่งที่เขาจะต้องทำคือการฟื้นฟูอวัยวะขึ้นมา 3 จุดเพื่อให้เขาสามารถใช้การสื่อสารเบื้องต้นได้สำเร็จ

วิธีการนี้คล้ายกับท่าทางก่อนที่มนุษย์จะคิดภาษาพูดขึ้นมา เพราะมนุษย์ในสมัยโบราณได้อาศัยเพียงแค่ท่าทางง่าย ๆ ในระหว่างการสื่อสารเท่านั้น และแม้แต่ในปัจจุบันมนุษย์ก็ยังคงใช้ภาษากายเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารอยู่ดี

หากคุณทำการโบกมือให้คนอื่นพวกเขาก็จะรู้ว่าคุณกำลังพยายามบอกลา ถ้าหากคุณชูนิ้วหัวแม่มือออกมาคนอื่นก็จะรู้ว่าคุณกำลังชมเชยพวกเขา แต่ถ้าหากว่าคุณเผลอยื่นนิ้วกลางออกไปพวกเขาก็อาจจะเข้ามารุมกระทืบคุณแทน…

วิชามนตราอสูรในขั้นที่ 3 คือการทำให้มนุษย์และสัตว์ร้ายสามารถสื่อสารกันด้วยภาษากายง่าย ๆ และถึงแม้ว่าข้อมูลที่สื่อสารออกมาจะไม่ชัดเจนนัก แต่อย่างน้อยพวกสัตว์ก็จะสามารถเข้าใจในสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อได้

เพียงแต่ว่าการสื่อสารที่กล่าวมาไม่ใช่การสื่อสารแบบธรรมดาที่เกิดการเคลื่อนไหวจริง ๆ แต่เป็นการสื่อสารผ่านสายตาซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษของวิชามนตราอสูร

ขณะเดียวกันแม้แต่ภาษาก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มันจึงทำให้ข้อมูลที่ต้องรับส่งมีอยู่อย่างมากมายและทำให้การส่งข้อมูลด้วยสายตาไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก เพราะมันจำเป็นจะต้องแปลงคลื่นสมองของมนุษย์ให้กลายเป็นคลื่นที่สัตว์สามารถเข้าใจได้

ตอนนี้เซี่ยเฟยได้ฟื้นฟูอวัยวะสื่อสารภายในสมองขึ้นมาได้ 2 ใน 3 จุดแล้วและตราบใดก็ตามที่เขาสามารถฟื้นฟูอวัยวะจุดสุดท้ายได้สำเร็จ เขาก็จะผ่านพ้นวิชามนตราอสูรขั้นที่ 3

คำแนะนำจากจารึกได้ระบุว่าเขาจำเป็นจะต้องสะสมพลังจิตในสมองให้กลายเป็นเส้นด้ายที่คอยเคลื่อนไหวในจิตใจของเขาอย่างรวดเร็ว

ในเวลาเดียวกันเส้นด้ายพลังจิตที่เขาได้สร้างขึ้นมาก็จะทำการรวบรวมพลังงานในสมองโดยอัตโนมัติและเขาก็จำเป็นจะต้องควบคุมพลังงานนี้เข้าไปทำการฟื้นฟูอวัยวะที่เสื่อมสภาพไป

ไม่กี่นาทีต่อมาเซี่ยเฟยก็รู้สึกว่าเขาสามารถรวบรวมพลังงานได้เพียงพอแล้ว เขาจึงทำการอัดฉีดพลังงานในสมองเป็นจำนวนมากเพื่อทำการฟื้นฟูอวัยวะในจุดที่ 3!!

พลังงานในสมองของเขาเริ่มไหลเร็วขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดในสมองราวกับว่าหัวของเขากำลังจะระเบิด เนื่องมาจากพลังงานที่เขาได้ปลดปล่อยออกมานี้ได้เข้าไปรบกวนการทำงานของสมองตามปกติ ทำให้กระแสไฟฟ้าที่คอยวิ่งในสมองเริ่มเกิดอาการไม่เสถียร

เซี่ยเฟยหลับตาแน่นและกัดฟันพร้อมกับพยายามพยุงร่างของตัวเองเอาไว้

ทันใดนั้นพลังงานในสมองที่เริ่มอ่อนแอก็กลายเป็นคมมีดพุ่งออกไปยังจุดที่ล็อกแน่นทางด้านขวาของสมอง!

ตูม!

ความรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างได้ระเบิดขึ้นในสมองของเขาและถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้มีเสียงเกิดขึ้นจริง ๆ แต่ผลกระทบที่ชายหนุ่มได้รับมันก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนกับมีระเบิดถูกจุดปะทุอยู่ในสมองของเขาจริง ๆ

คลื่นกระแทกขนาดใหญ่ได้กระจายไปทั่วทั้งสมองในทันทีและมันก็ทำให้เหมือนก็มีฝุ่นควันลอยอยู่ทั่วทั้งอากาศ

เหตุการณ์นี้ทำให้ร่างของเซี่ยเฟยไม่สามารถทรงตัวได้อีกต่อไป ก่อนที่ร่างของเขาจะล้มลงไปบนเตียงอย่างรุนแรง

การใช้พลังในสมองครั้งนี้ทำให้ชายหนุ่มตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแอมากและมันก็ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าร่างกายของเขากำลังว่างเปล่า

หลังจากนั้นไม่นานเซี่ยเฟยก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับพยายามใช้จิตเพ่งสมาธิในการตรวจสอบสมองของตัวเอง

“ฉันดูให้แล้ว นายยังไม่สามารถผ่านพ้นมันไปได้” อันธปรากฏตัวขึ้นบนเตียงพร้อมกับกล่าวออกมา

เนื่องจากนักฆ่าคนนี้เป็นวิญญาณเขาจึงสามารถตรวจสอบอวัยวะทุกอย่างภายในร่างกายของเซี่ยเฟยได้อย่างรวดเร็ว

ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นมาจากเตียง

ความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องไม่ได้ทำให้ความอดทนของเขาหมดลงเท่านั้น แต่มันยังทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดและบ้าคลั่งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

“ดื้อจริง ๆ” อันธถอนหายใจก่อนที่จะกลับเข้าไปภายในสร้อย

เขารู้อยู่แล้วว่าเซี่ยเฟยเป็นคนที่ดื้อรั้นและเมื่อชายหนุ่มได้ตัดสินใจ เขาก็จะไม่มีวันหยุดจนกว่าเขาจะผ่านอุปสรรคนี้ไปได้

ความล้มเหลวเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกหงุดหงิดจนอยากจะเป็นบ้า

เมื่อ 2 เดือนก่อนเป็นช่วงเวลาที่เขาเริ่มต้นฝึกฝนวิชามนตราอสูรในขั้นที่ 3 จนกระทั่งเมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนเขาก็รู้สึกว่าเขาใกล้จะผ่านพ้นวิชาขั้นที่ 3 ไปได้เสียที แต่จนกระทั่งตอนนี้เขาก็ยังไม่สามารถเอาชนะมันได้

ในความคิดของเซี่ยเฟยอุปสรรคทั้งหมดที่ขัดขวางความก้าวหน้าของเขาคือศัตรูและศัตรูทั้งหมดต้องถูกทำลาย!!

ทั่วทั้งจักรวาลมีคนดื้อรั้นอยู่อย่างมากมาย แต่เซี่ยเฟยน่าจะเป็นบุคคลเพียงคนเดียวที่มองอุปสรรคในสมองของตัวเองเป็นศัตรู

ชายหนุ่มเคี้ยวผลเนตรนาคาอีกครั้งก่อนที่จะเริ่มเปิดการโจมตีในสมองราวกับลมพายุ

“คราวนี้แกตายแน่!” เซี่ยเฟยตะโกนออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว

อย่างไรก็ตามในครั้งนี้เขาก็ไม่ได้รวบรวมพลังอย่างเช่นเคย แต่เขากำลังรวบรวมพลังอย่างบ้าคลั่งโดยหวังจะทำลายอุปสรรคในครั้งเดียว

ชายหนุ่มได้ตัดสินใจแล้วว่าในเมื่อศัตรูดื้อรั้นมากขนาดนี้ เขาก็จะใช้การโจมตีที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิมในการทำลายศัตรู!

ส่วนเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่เขาได้เตรียมใจเอาไว้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามันเป็นการเตรียมใจในระดับของคนบ้า!!

ไม่น่าเชื่อว่าในตัวของเซี่ยเฟยเพียงคนเดียวจะมีทั้งความสงบและบ้าคลั่งอยู่ในคนคนเดียวกัน ซึ่งมันก็อาจจะเป็นสัญชาตญาณของนักสู้

พลังงานในสมองถูกสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จากตอนแรกที่มีพลังเปรียบกับหยดน้ำได้ถูกสะสมจนกลายเป็นแม่น้ำสายหนึ่ง

“หายไปซะ!” เซี่ยเฟยหลับตาแน่นพร้อมกับตะโกนออกมาด้วยใบหน้าอันดุร้าย

ตูม!

การโจมตีในครั้งนี้ราวกับสายฟ้าผ่าลงไปใส่ภูเขาและทำให้อุปสรรคที่สร้างปัญหาให้กับชายหนุ่มมาเป็นเวลานานถูกทำลายจนไม่เหลืออะไรเลย!

ในที่สุดเขาก็ฝึกฝนวิชามนตราอสูรขั้นที่ 3 สำเร็จแล้ว!!

คลื่นกระแทกอันรุนแรงได้กระจายไปทั่วทั้งสมองของชายหนุ่มอย่างบ้าคลั่งจนทำให้เซี่ยเฟยล้มตัวลงไปนอนสลบอยู่บนเตียง

อันธรีบออกมาจากสร้อยด้วยความตื่นตระหนก แต่หลังจากที่เขาเฝ้ามองเซี่ยเฟยอย่างระมัดระวังเป็นเวลานานเขาก็ได้เผยรอยยิ้มแปลก ๆ ออกมา

“ที่แท้ไอ้บ้านี่ก็แค่หลับไป ฉันคิดว่าจะได้นายมาเป็นวิญญาณเป็นเพื่อนซะแล้ว!”

***************

ความพยายามไม่เคยทรยศใครถ้าบ้าพอ! 5555

จบบทที่ ตอนที่ 131: มนตราอสูรขั้นที่ 3!

คัดลอกลิงก์แล้ว