- หน้าแรก
- จอมเวทนักเรียนดีเด่น
- บทที่ 29
บทที่ 29
บทที่ 29
บทที่ 29 - วิกฤตหมอกทมิฬ
༺༻
ทันทีที่หัวหน้าองครักษ์เอ่ยปาก หัวใจของทุกคนก็ดิ่งวูบ
สำหรับเหล่านักสำรวจ เป็นที่รู้กันดีว่าไม่ควรค้างแรมในป่า ยิ่งในป่าหมอกทมิฬที่ขึ้นชื่อเรื่องความอันตราย สถานการณ์เรียกได้ว่าเลวร้ายสุดขีด
"คุณมาร์แชล" บีแมนสบถทันทีที่อ้าปาก "สมองคุณคงโดนพิษเข้าไปด้วยแน่ๆ น้องชายผมเป็นเภสัชกร ทำไมไม่ให้เขาช่วยดูอาการให้หน่อยล่ะ?"
"ฉะ—ฉันไม่ได้อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้นี่นา"
มาร์แชลพูดไม่ออก รู้สึกหงุดหงิดอัดอั้นตันใจ
"ในเมื่ออีวานเป็นเภสัชกร ก็ควรให้เขาตรวจดูนายจริงๆ นั่นแหละ"
"บางทีอาจจะดีที่สุดถ้าใช้ดาบงัดมันออกมา แล้วดูว่าข้างในนั้นมีลูกตาอยู่จริงไหม"
"ใช้โล่ทุบมันซะ เลาะเนื้อส่วนเกินออกจากหน้า แล้วตานายจะได้มองเห็นทางสักที"
ความปากตรงจนเกินเหตุเป็นนิสัยปกติของทหารรับจ้าง และเมื่อรู้ตัวว่าติดกับดักสถานการณ์ภายนอกจนตกอยู่ในอันตราย พวกเขาก็พูดทุกอย่างที่คิดออกมา คำพูดประชดประชันถาโถมไม่หยุดหย่อน ทำให้ใบหน้าของมาร์แชลแดงก่ำราวกับหัวบีทรูท ซึ่งยิ่งทำให้เขาดูอัปลักษณ์หนักเข้าไปอีก
อีวานแตะจมูกตัวเอง รู้สึกเหมือนโดนด่าไปด้วยกลายๆ
"พอได้แล้ว" เลเดอร์พูดแทรกขึ้น ทำให้เหล่าทหารรับจ้างเงียบเสียงลง "นี่ไม่ใช่เวลามาลดการป้องกัน เดินหน้าต่อ ถึงเราจะออกจากป่าหมอกทมิฬไม่ได้ ก็ควรพยายามไปให้ใกล้ชายป่าที่สุดเท่าที่จะทำได้"
คำพูดของเขาเป็นความจริง ยิ่งเข้าไปในป่าหมอกทมิฬลึกเท่าไหร่ อันตรายก็ยิ่งซ่อนเร้นอยู่มากเท่านั้น ในทางกลับกัน ยิ่งใกล้ชายป่าก็ยิ่งปลอดภัย
"ถูกต้อง ถูกต้อง เลเดอร์พูดถูก!"
เหมือนคนจมน้ำที่คว้าฟางเส้นสุดท้าย มาร์แชลรีบตั้งสติแล้วเดินนำทางต่อ
ผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที เขาและลูกน้องสามคนก็ต้องหันหลังกลับเพราะไม่มีใครเดินตามมาเลย แม้แต่เลเดอร์ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้าง
เลเดอร์ถาม "นายมีความเห็นว่าไง?"
เขาชำเลืองมองเหล่าทหารรับจ้าง สุดท้ายสายตาก็ไปหยุดที่โกลว์ รองหัวหน้ากลุ่ม
โกลว์มองไปรอบๆ อย่างละเอียด ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า "หัวหน้า ไปทางนี้เถอะครับ" เขาชี้ไปในทิศทางที่เบี่ยงออกจากเส้นทางที่มาร์แชลเลือกประมาณสามสิบองศา
ท่ามกลางฝูงชน อีวานก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะแยกแยะทิศทางที่ถูกต้อง แต่ด้วยความขาดความรู้ในด้านนี้และไม่คุ้นเคยกับป่าหมอกทมิฬ เขาจึงเลือกที่จะสงบปากสงบคำอย่างฉลาด
"ไปกันเถอะ"
หลังจากหยุดนิ่งไปสองสามวินาที เลเดอร์ก็ส่งสัญญาณให้เดินทางต่อ ตามทิศทางที่โกลว์เลือก
คราวนี้ เลเดอร์เป็นคนนำทางโดยมีทุกคนตามหลังมาติดๆ ทำให้มาร์แชลและลูกน้องไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรีบตามมาให้ทัน
ไม่นานนัก แสงสว่างที่ส่องลอดผ่านเรือนยอดไม้ก็เริ่มหดหาย และเมื่อหมอกหนาขึ้น ทัศนวิสัยของกลุ่มก็ถูกบดบังอย่างหนัก แม้จะรู้ว่ายังอยู่ในเขตป่าหมอกทมิฬ แต่ก็ไม่รู้ว่าลึกเข้ามาแค่ไหนแล้ว
"หาที่ตั้งแคมป์"
เมื่อเลเดอร์ประกาศ กลุ่มคนก็จำใจยอมรับความจริงที่ต้องค้างแรมในป่าหมอกทมิฬ
กลุ่มทหารรับจ้างโล่ยักษ์ ซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมาทั่วทิศ มีประสบการณ์ในการตั้งแคมป์ในป่าโปร่ง พวกเขารีบหาพื้นที่ที่ค่อนข้างโล่งและราบเรียบ เริ่มตัดไม้ เคลียร์สิ่งกีดขวางรอบๆ และเตรียมท่อนซุง
พวกเขาผ่าไม้ ตอกหลักลงดิน และสร้างแนวรั้วไม้สองชั้นโดยมีท่อนซุงกลมๆ สอดอยู่ตรงกลาง ก่อตัวเป็นคอกล้อมอย่างรวดเร็วคล้ายกับคอกสัตว์
ทหารรับจ้างบางคนเสริมความแข็งแกร่งให้รั้วไม้จากด้านนอกด้วยหลักไม้ ขณะที่คนอื่นๆ เพิ่มไม้ปลายแหลมแนวทแยง เปลี่ยนแนวรั้วให้กลายเป็นแนวขวากหนาม และแขวนกระดิ่งเตือนภัยไว้ด้านนอกอีกชั้น บางคนใช้เสื้อผ้าทำคบเพลิงเตรียมไว้ใช้ภายหลัง
ใจกลางคอกไม้ มีกองไม้และกิ่งไม้ขนาดต่างๆ กองรวมกันไว้สำหรับก่อกองไฟ
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น รัตติกาลก็มาเยือนอย่างสมบูรณ์
ทุกคนเบียดเสียดกันอยู่ในคอกไม้ สร้างที่พักพิงง่ายๆ ให้ตัวเอง
กองไฟยังคงไม่ถูกจุด
มีคนถามขึ้น "เราควรจุดไฟไหม?"
เป็นคำถามที่น่าขบคิด ในป่าธรรมดาหรือที่โล่ง การจุดกองไฟย่อมช่วยไล่สัตว์ร้ายได้อย่างแน่นอน แต่ในป่าหมอก ไม่มีใครรู้ว่ามันจะดึงดูดตัวอะไรเข้ามาหรือเปล่า
"ฉันมีหินเรืองแสงอยู่ ท่านบารอนเคยให้ไว้ มันพอจะให้แสงสว่างได้บ้าง"
เมื่อหัวข้อนี้ถูกยกขึ้นมา มาร์แชลก็รู้สึกมีตัวตนขึ้นมาบ้างและหยิบหินที่เปล่งแสงสีเขียวออกมา
เขายื่นมือออกไปและเผยหินเรืองแสงให้ทุกคนเห็น
แต่ทว่า มือข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาจากความมืด ปรากฏขึ้นในแสงสีเขียว และในพริบตา แสงสว่างก็หายวับไป ทิ้งให้รอบข้างจมดิ่งสู่ความมืดมิดอีกครั้ง
"หินเรืองแสงไปไหนแล้ว?"
หินเรืองแสงถูกฉกไป และเมื่อมาร์แชลรอสักพักโดยไม่ได้คืน และไม่รู้ว่าใครเป็นคนเอาไป เขาก็รู้สึกตกใจระคนงุนงง
"เงียบ"
"เล--"
"ตื่นตัวไว้ พรุ่งนี้เช้าค่อยคุยเรื่องอื่น"
ความมืดมิดหนาทึบจนมองเห็นเพียงเค้าโครงลางๆ ของคนที่อยู่ตรงข้าม แยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร
เมื่อขาดการสนับสนุนจากเลเดอร์ มาร์แชลทำได้เพียงหุบปากอย่างหมดหนทางและถอนหายใจ ช่วงนี้ไม่มีอะไรเป็นใจสักอย่าง แม้แต่คุณหนูลิซ่าที่เคยแสดงความสนใจในตัวเขา ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนใจไปแล้ว
ภายในรั้วไม้ มีเสียงเคี้ยวเบาๆ ดังขึ้นขณะที่ทุกคนทานเสบียงแห้งของตน
อีวานก็เช่นกัน เขาเลียนแบบบีแมน วางโล่ไว้ด้านข้างรั้วไม้และนั่งลงข้างๆ กัดเนื้อกวางตากแห้งในมือ
เขาสงสัยว่า ในเมื่อสร้างรั้วไม้ได้ ทำไมไม่สร้างกระท่อมไม้ไปเลย เหมือนรายการเอาชีวิตรอดในป่าที่เคยดู ด้วยแรงของทุกคน มันไม่ใช่เรื่องยากเลย
ไม่สิ คิดผิดแล้ว ในโลกนี้มีปีศาจต้นไม้และภูตดอกไม้ เป็นไปได้มากว่าจะถูกขังไว้ข้างในโดยไม่มีทางหนี เขาขำความคิดตัวเองนิดหน่อย โลกนี้ต่างออกไปแล้ว ประสบการณ์จากโลกก่อนเอามาใช้ดื้อๆ ไม่ได้
'เฮ้อ ซวยจริงๆ ภารกิจแรกก็เจอเรื่องยุ่งยากขนาดนี้' เขาถอนหายใจในใจ หวังว่าจะผ่านคืนนี้ไปได้อย่างสงบสุข
ทันใดนั้น มือข้างหนึ่งจากด้านหลังก็แตะตัวเขาเบาๆ และยัดบางอย่างลงในกระเป๋าเสื้อ อีวานล้วงเข้าไปโดยไม่คิด มันคือก้อนหิน ขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าหัวแม่มือ เขาพอจะเดาออก
เขาค่อยๆ แง้มช่องเล็กๆ และแอบมองเข้าไปในกระเป๋า เป็นไปตามคาด มันคือหินเรืองแสงของหัวหน้าองครักษ์
อีวานยิ้มเงียบๆ รู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ข้างหลังเขามีพ่ออยู่ทั้งคน
ค่ำคืนไม่สงบสุข เสียงจากป่าดงดิบดังมาเป็นระลอก เสียงร้องเหมือนเด็กทารก เสียงถอนหายใจของคนแก่ และเสียงสวดมนต์ประหลาด บังคับให้ทุกคนต้องตื่นตัวตลอดเวลา
"กริ๊ง~"
อาจจะผ่านไปสี่หรือห้าชั่วโมง เสียงกระดิ่งใสๆ ก็ทำลายบรรยากาศเดิมลง
ทุกคนเข้าใจว่ามีบางอย่างเข้ามาใกล้ น่าจะเป็นสัตว์ร้ายขนาดเล็ก
อาจจะตกใจเสียงกระดิ่ง ความเคลื่อนไหวจึงเงียบไปสักพัก พวกเขาคิดว่ามันไปแล้ว จนกระทั่งเสียงกระดิ่งดังมาจากอีกทิศทางหนึ่ง ทำให้ทุกคนเพิ่มความระมัดระวัง หลายคนเตรียมพร้อมด้วยโล่ในมือข้างหนึ่งและดาบในอีกข้าง
มีเสียงชัดเจนว่าบางอย่างกระโดดลงมานอกรั้วไม้ ตามด้วยสัตว์ร้ายพุ่งเข้ามาภายในรั้ว
อีวานสังเกตเห็นพ่อของเขาขยับตัว เสียงดาบตัดผ่านอากาศดังขึ้นหลายครั้ง คนที่เตรียมพร้อมอยู่จัดการกับสัตว์ร้ายผู้บุกรุก แล้วโยนซากของมันกลับเข้าไปในป่า
"แมวภูเขาที่ไม่ดูตาม้าตาเรือ"
เลเดอร์กลับเข้าประจำที่ อีวานได้ยินเสียงเขา ดูเหมือนจะไม่ได้ใช้แรงอะไรมาก
ผ่านไปอีกหลายชั่วโมง เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงดึกสงัด
ในระหว่างนั้น มีสัตว์หลงเข้ามาบ้าง บางตัวตกใจเสียงกระดิ่งหนีไป บางตัวโง่เขราบุกเข้ามาในรั้วไม้ ก็ถูกสังหารด้วยความร่วมมือของเหล่าทหารรับจ้าง
อีวานไม่ได้ลงมือเพราะเขาและทหารรับจ้างยังขาดการประสานงาน การเคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้าอาจทำร้ายพวกเดียวกันได้ง่ายๆ
เขาคิดว่าคงจะเป็นแบบนี้ไปจนเช้า
จู่ๆ ทุกอย่างรอบตัวก็เงียบสงัด และเสียงประหลาดเหล่านั้นก็ไม่ได้ยินอีกเลย
༺༻