- หน้าแรก
- ใครว่าอาชีพช่างกลกระจอก
- บทที่ 66 ช่างเจริญก้าวหน้าจริงๆ เจิ้งมู่ราชาปีศาจ! มอนสเตอร์ลึกลับกลางทะเลทราย
บทที่ 66 ช่างเจริญก้าวหน้าจริงๆ เจิ้งมู่ราชาปีศาจ! มอนสเตอร์ลึกลับกลางทะเลทราย
บทที่ 66 ช่างเจริญก้าวหน้าจริงๆ เจิ้งมู่ราชาปีศาจ! มอนสเตอร์ลึกลับกลางทะเลทราย
บทที่ 66 ช่างเจริญก้าวหน้าจริงๆ เจิ้งมู่ราชาปีศาจ! มอนสเตอร์ลึกลับกลางทะเลทราย
เวลาการทดสอบหนึ่งเดือน ล่วงเลยมากว่ายี่สิบวันแล้วแต่บรรยากาศในเขตกลางของทะเลทรายกลืนกระดูกกลับคึกคักผิดปกติ
“ฐานของพวกนาย…ก็ถูกหมอนั่นเล่นงานเหมือนกันเหรอ? ให้ตายสิ นี่มันครั้งที่เท่าไหร่แล้วกันแน่?”
“อย่าพูดเลยน่า! นักฆ่าไร้เงาระดับ S สาวงามเหอเซียงหยุนจากมหาวิทยาลัยฮั่นหลงของพวกเรา ตอนนั้นเธอโมโหจัด บอกว่าเจิ้งมู่ชอบรังแกแต่พวกที่มีคนน้อย เลยขอท้าดวลตัวต่อตัวกับเขา นายลองเดาสิว่าเกิดอะไรขึ้น?”
“ก็ต้องโดนปฏิเสธสิ! นายเคยเห็นนักเวทย์ดวลเดี่ยวกับนักฆ่าไหม? ถึงจะสวยแค่ไหนก็ไม่ควรรับหรอก!”
“ผิดแล้วล่ะ เจิ้งมู่ตอบตกลงทันที แถมยืนอยู่เฉยๆ ไม่ขยับไปไหน แต่ทุกครั้งที่เหอเซียงหยุนซ่อนตัวเข้ามาใกล้ๆ เขา …ยังไม่ทันได้ลงมือก็โดนเจิ้งมู่ตีก้นเข้าเต็มๆ!”
“ว่าไงนะ! เจิ้งมู่นี่มัน…ไม่รู้จักให้เกียรติสาวงามเลยหรือไง! เหอเซียงหยุนสวยราวเทพธิดาขนาดนั้น ยังกล้าลงมือกับเธอได้อีกเหรอ!”
เหล่าผู้เข้าสอบจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มารวมตัวกัน ต่างวิพากษ์วิจารณ์เสียงอื้ออึง
โดยมี “ช่างกลเจิ้งมู่” กลายเป็นศูนย์กลางของทุกการสนทนา
เมื่อข่าวลือแพร่ออกไปว่า เจิ้งมู่ถึงกับตีก้นเหอเซียงหยุนไปสิบแปดครั้งเต็มๆ จนเธอร้องไห้โฮ และประกาศว่าจะไม่มีวันลืมเขาไปตลอดชีวิต
ผู้เข้าสอบคนหนึ่งที่ชื่นชอบเหอเซียงหยุนราวเทพธิดาในใจ ถึงกับสะดุ้งลุกขึ้น น้ำเสียงสั่นเเละเต็มไปด้วยความโกรธ
“ไม่มีทาง! เจิ้งมู่จะทำแบบนั้นกับเทพธิดาของฉันได้ยังไง”
แต่เพื่อนข้างๆ กลับรีบโบกมือแก้ต่าง
“ใจเย็นๆ ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายขนาดนั้นหรอก…”
เขาโล่งอกไปนิด ก่อนที่อีกฝ่ายจะเติมประโยคที่เหลืออย่างหน้าตาย
“…ก็แค่ตีก้นเธอไปสิบแปดที จนเธอร้องไห้เองนั่นแหละ”
เสียงหัวใจแตกสลายดัง เพล้งงงงงง!
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขตที่เจิ้งมู่กวาดผ่านถูกทิ้งร้างไปจนหมด ผู้เข้าสอบจากมหาวิทยาลัยต่างๆ พากันหนีออกมา รวมตัวกันอยู่ที่เขตกลางเช่นเดียวกับตอนนี้
ข่าวลือมากมายทั้งจริงและเท็จจึงแพร่สะพัดไปทั่ว
บางคนล่ำลือว่า มือของเจิ้งมู่ชุ่มไปด้วยเลือดนับร้อยชีวิต และส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิง!
บางคนบอกว่าเขามีเครื่องจักรบินได้ คล้ายเรือเฟยหยุนที่คอยลาดตระเวนจากฟ้า ทำให้ทุกคนหนีไม่พ้นสายตาของเขา
บางคนยิ่งกล่าวเกินจริงไปถึงขั้นว่า…เจิ้งมู่ไม่ใช่ช่างกลระดับ A แต่เป็น ผู้ปลุกอาชีพระดับ S ที่ปลอมตัวมา!
ผลลัพธ์ก็คือ ความไม่สบายใจ ความหวาดกลัว ได้แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของทุกคน
แม้กระทั่งผู้ปลุกอาชีพระดับ S ที่หายากนัก ยังต้องมารวมตัวกันเพื่อหารือ
“ฉันสอบถามมาหลายคนแล้ว สิ่งที่ยืนยันได้คือ… อู๋ชุนกัง นักธนูเอลฟ์ระดับ S และ เหอเซียงหยุน นักฆ่าไร้เงาระดับ S ทั้งคู่ต่างพ่ายแพ้ให้เจิ้งมู่โดยตรง ไม่มีใครช่วยเขาเลย”
ซังลั่ว จอมเวทสายลมสีเหลือง กล่าวด้วยสีหน้าหนักใจ
ด้านหนึ่ง เจียงหลานหลาน หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มก็ได้หันไปกระซิบถามหลานชายที่อยู่ข้างๆ
“เสี่ยวเฟิง นายว่าเจิ้งมู่นั่น…จะไม่ชอบผู้หญิงหรือเปล่า? เหอเซียงหยุนสวยขนาดที่ฉันยังตะลึง เขายังกล้าตีก้นเธอต่อหน้าคนอื่นเนี่ยนะ ผู้หญิงที่ไหนจะไปชอบผู้ชายแบบนั้นกัน!”
เก๋อเฟิงอ้าปากค้าง ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี สุดท้ายก็ได้แต่กัดฟันพูดว่า “ไม่ว่ายังไง ฉันจะปกป้องน้าเล็กเอง ถ้ามันแย่จริงๆ ฉันจะขวางเขาไว้ เพื่อให้น้าเล็กรีบหนีไปก่อน!”
คนรอบๆ ต่างหันมามองน้าหลานคู่นี้อย่างงุนงง…
นี่พวกเธอกำลังวางแผนหนีงั้นเหรอ? แล้วศักดิ์ศรีของผู้ปลุกอาชีพระดับ S ล่ะ?!
แต่ที่จริงทั้งสองไม่ได้คิดจริงจังกับการทดสอบนี้เลย ด้วยอำนาจของตระกูลผสมกับสถานะของผู้ปลุกอาชีพระดับ S เเล้ว ก็ทำให้พวกเขามีสิทธิ์เลือกมหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งได้อยู่แล้ว
สำหรับเจียงหลานหลาน ที่ต้องมาทนแดดทนลมกลางทะเลทรายทั้งวัน เธอเบื่อเต็มที หากไม่ใช่เพราะอยากเห็น “ราชาปีศาจช่างกลเจิ้งมู่” ด้วยตาตนเอง เธอคงกดอุปกรณ์ป้องกันแล้วออกจากสนามสอบไปนานแล้ว
ซังลั่วแม้จะโกรธ แต่เพราะแรงกดดันจากชื่อเสียงของเจิ้งมู่ เขาจึงทำได้เพียงอดทนแล้วหันไปยังคนอื่นๆ
“พวกเรามีสองทางเลือก หนึ่ง, คะแนนของทุกคนตอนนี้ใกล้จะหมื่นแล้ว ตามกฎของปีก่อนก็ถือว่าผ่านการทดสอบแน่นอน ดังนั้นเราสามารถตรงไปยังจุดอพยพได้…แต่ก็มีโอกาสสูงมากที่จะถูกขัดขวางกลางทาง”
เขาชี้ขึ้นฟ้า
ทุกคนเงยหน้าตาม ก็เห็นนกอินทรีหลายตัวกำลังบินวนอยู่เบื้องบน
เป็นที่รู้กันแล้วว่าเจิ้งมู่มี “อินทรีลาดตระเวน”คอยจับตาดูพวกเขาอยู่
“อีกทางหนึ่ง…ก็คือรอให้เขามาล้อมโจมตี ใช้ระเบิดพิสดารของเขากำจัดเราไปทีละคน หรือไม่…ก็รวมพลังกันบุกโจมตีก่อนเลย!”
แต่กู่หมิงที่กอดดาบยื่นอยู่เงียบๆ มาตลอด กลับส่ายหน้าเย็นชา
“ห้าวันก่อน เขาโผล่ที่เขตมหาวิทยาลัยจินไห่ สามวันก่อนเป็นเขตของมหาวิทยาลัยฮั่นหลง เมื่อวานไปโผล่ที่เขตของมหาวิทยาลัยเสวียนฮวา…แล้วพวกนายคิดว่าวันนี้เขาอยู่ที่ไหน? พวกเราไม่มีสายสืบหรือการสอดแนมระดับนั้นหรอก ทะเลทรายกว้างใหญ่ขนาดนี้ จะไปหายังไงเจอ?”
บรรยากาศพลันมืดครึ้ม
ทันใดนั้นหวังหลงที่เงียบมานานกลับพูดขึ้น “ฉันมี ‘วิธีที่สาม’ …แต่ไม่รู้ว่าพวกนายจะกล้าเดินไปด้วยหรือเปล่า”
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เขา
หวังหลงจึงค่อยๆ อธิบาย “พวกนายก็รู้ ฉันคือผู้ปลุกอาชีพระดับ S ‘นักเลียนแบบสัตว์’ อาชีพนี้ทำให้ฉันมีสัมผัสกลิ่นรุนแรงกว่าคนทั่วไปนับร้อยเท่า ต่อให้เป็นมอนสเตอร์ที่อยู่ไกลออกไปหนึ่งถึงสองกิโลเมตร ฉันก็ยังจับการมีอยู่ของมันได้…”
เขาหยุดไปชั่วครู่ ก่อนพูดเสียงทุ้ม
“ไม่ว่าจะอยู่บนพื้น…หรือซ่อนอยู่ใต้ดินก็ตาม”
กู่หมิงขมวดคิ้ว “พูดมาตรงๆ เถอะ นายไปเจออะไรมากันแน่?”
หวังหลงพยักหน้า หยิบแผนที่จากอกเสื้อออกมากาง บนกระดาษปรากฏวงกลมสีแดงสดเด่นชัด
“ตรงนี้ ในการรับรู้ของฉัน ใต้ดินแถบนี้มีช่องว่างขนาดใหญ่ และที่นั่น…มีกลิ่นของมอนสเตอร์น่าสะพรึงอยู่! ตามการประเมินของฉัน อย่างน้อยมันต้องอยู่ที่เลเวล 40 ขึ้นไป แน่นอน!”
ซังลั่วขมวดคิ้ว สีหน้าหนักใจ
“นายกำลังจะบอกว่า…ให้เราใช้มอนสเตอร์ เลเวล 40 นั่นไปสู้กับเจิ้งมู่ที่จะโผล่มาอย่างนั้นเหรอ? อย่าลืมนะว่า ถ้าเกิดพลาดขึ้นมา มันไม่ใช่สิ่งที่เราจะรับมือได้เลย มอนสเตอร์ระดับนั้นอาจทำให้พวกเราลำบากไปใหญ่”
เขาหยุดนิด ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ “เจิ้งมู่น่ะ อย่างน้อยยังหยุดมือเมื่ออุปกรณ์ป้องกันถูกเปิดใช้งาน แต่มอนสเตอร์เลเวล 40 …ไม่เพียงไม่หยุด มันยังบดขยี้เกราะป้องกันของเราเหมือนเศษกระดาษด้วยซ้ำ”
หวังหลงเพียงยักไหล่ ราวกับไม่แยแส “ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกของพวกนายแล้วล่ะ จะไปที่จุดอพยพเลยก็ได้ ไม่มีปัญหา สำหรับฉัน…ฉันไม่อาจมั่นใจว่าจะเอาชนะเจิ้งมู่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องถอนตัวหลบหนีล่ะก็ ฉันมีความมั่นใจเต็มร้อย”
สายตาเขากวาดไปรอบๆ อย่างเย้ยหยัน “แค่พวกนายยอมรับให้ได้ก็แล้วกัน ว่าผู้ปลุกอาชีพระดับ S อย่างพวกนาย ถูกช่างกลระดับ A กดหัวอยู่ใต้เท้า…ฉันก็ไม่มีอะไรจะพูด”
คำพูดนี้เหมือนค้อนหนักทุบใจ ทุกคนเงียบงันไปชั่วครู่ ก่อนที่แววตาของพวกเขาจะเปลี่ยนไปทีละน้อย
สุดท้าย ซังลั่วก็กัดฟันลุกขึ้นยืนเป็นคนแรก “ลองดูสักตั้ง! อย่างน้อยในทะเลทรายตอนนี้ ฉันยังพอได้เปรียบบางอย่าง บางที…เราอาจจะควบคุมมอนสเตอร์ตัวนั้นได้ชั่วคราวก็ได้!”
หวังหลงเห็นดังนั้น ก็ดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ รีบลุกขึ้นตาม “สถานที่นั่นฉันเป็นคนค้นพบเอง ถึงจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นของมอนสเตอร์ แต่จนถึงตอนนี้มันยังไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรออกมาเลย…เหมือนกำลังหลับใหลอยู่ ถ้าเรารอให้เจิ้งมู่ปรากฏตัวที่นั่น แล้วค่อยปลุกมันขึ้นมา…”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น คนอื่นๆ ก็ลุกขึ้นยืนตามทีละคน พยักหน้าเห็นด้วย
ในเวลาเดียวกัน
เจิ้งมู่นั่งเอนตัวอยู่บนเก้าอี้ในรถฐานทัพที่กำลังเคลื่อนที่ ดื่มชาบ่ายหอมกรุ่นที่หายากนัก ทว่าความอารมณ์ดีก็พลันหายไป เมื่อเห็นสายตาตำหนิของหลั่นปิ่งเยว่ที่จ้องเขาไม่วางตา
“เฮ้…จะมองอะไรนักหนา? มองจนตาเข ตาเหล่แล้วนะ”
หลั่นปิ่งเยว่หัวเราะเยาะทันที “กินของไม่ล้างมือ…เสียดายมากสินะ?”
เจิ้งมู่: “???”
พอคิดตามได้ เขาก็ถึงบางอ้อ “เดี๋ยวก่อน! เธอหมายถึงเรื่องนั้นเหรอ? ฉันบอกแล้วว่าเป็นเรื่องบังเอิญ…”
“บังเอิญสิบแปดครั้งติดกันน่ะเหรอ?”
เจิ้งมู่ถึงกับนิ่งไป ก่อนถอนหายใจ “ก็ได้ ฉันยอมรับว่าหลังจากนั้นฉันก็อยากต่ออีกหน่อย แต่โทษฉันไม่ได้หรอก ใครจะไปรู้ว่ามัน…ให้ความรู้สึกดีขนาดนั้น?”
สีหน้าของหลั่นปิ่งเยว่จืดลงทันที แต่เจิ้งมู่กลับยิ้มกวน “ปิ่งเยว่…เธอกำลังหึงฉันอยู่ใช่ไหม?”
คำถามกะทันหันทำให้หลั่นปิ่งเยว่ชะงัก หน้าแดงระเรื่อทันที “หึง!? ใครจะไปหึงนายกันเล่า! เจ้าชู้ ชิ!”
เธอสะบัดเสียงแล้วรีบวิ่งหนีไป ทิ้งให้เจิ้งมู่ยิ้มมุมปากแปลกๆ “คิดว่าฉันตาบอดรึไง…ถึงขั้นนี้แล้ว ยังจะทำตัวเย็นชาอยู่อีก?”
ไม่นาน หลีเฉิงคุนก็เดินเข้ามา พลันได้ยินประโยคหยอกล้อของเจิ้งมู่พอดี จึงอึ้งไปทันที
ในใจเขาคิดว่า การกระทำของหัวหน้าในช่วงไม่กี่วันนี้…มันเกินคาดไปไกลจริงๆ โดยเฉพาะกับเหอเซียงหยุน สาวสวยคนนั้น
ไม่ใช่แค่เขา แม้แต่คนรอบข้างที่เฝ้ามองอยู่ก็แทบพูดไม่ออก
“หัวหน้า ตอนนี้ผู้เข้าสอบที่เหลือทั้งหมดมุ่งไปยังเขตกลางแล้ว ดูเหมือนพวกเขาจะเตรียมเปิดศึกใหญ่กับเรา”
เจิ้งมู่เพียงยิ้มเบาๆ “นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการหรอกเหรอ? ถ้าเเบบนั้นก็ไปเขตกลางกันเลย ถึงเวลาแล้วที่เราจะได้เจอกับผู้เข้าสอบจากมหาวิทยาลัยเซิ่งชิงและเป่ยอู๋อย่างเป็นทางการเสียที!”
ทันใดนั้น บนท้องฟ้า อินทรีลาดตระเวนก็เพิ่มขึ้นจำนวนมากอย่างฉับพลัน
ทุกคนต่างรู้ในทันทีว่าเจิ้งมู่กำลังมาเเล้ว!
“ไม่มีเวลาแล้ว! ออกเดินทางเดี๋ยวนี้!”
หวังหลงกับพวกรีบเร่งเคลื่อนพล การเคลื่อนไหวของผู้ปลุกอาชีพระดับ S ห้าคนรวมกัน ย่อมดึงดูดสายตาของฝ่ายเจิ้งมู่ในทันที
“หัวหน้า! ชัดเจนว่าพวกนั้นกำลังจะไปที่จุดอพยพเเล้ว!” หลีเฉิงคุนรีบรายงาน
เจิ้งมู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนสั่งออกมาเสียงเข้ม “เปลี่ยนเส้นทาง! มุ่งหน้าสู่จุดอพยพเต็มกำลัง!”
และในขณะเดียวกันนั้นเอง บนเรือเฟยหยุนที่ลอยเหนือฟ้า ชายชราผมขาวได้มองภาพบนจอแล้วหัวเราะเสียงดัง
“ฮึๆ…เจ้าหนุ่มนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ กล้าจะดักสกัดผู้เข้าสอบทุกคนถึงที่จุดอพยพ แบบนี้สิถึงจะเรียกว่ามีของ!”
พลเอกฉินจือกับหลิวเว่ยฉีที่ยืนอยู่ข้างหลัง สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล โดยเฉพาะหลิวเว่ยฉี่ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ จะดึงดูดบุคคลสำคัญที่ร่ำลือกันว่าหลบไปฝึกตนมาหลายปีให้โผล่ออกมาได้
“ท่านหลี่ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจิ้งมู่…ทั้งหมดมันเริ่มจากมหาวิทยาลัยเซิ่งชิงต่างหาก”
ชายชราโบกมือห้ามด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องอธิบาย คนเเก่อย่างฉันไม่ได้จะมาหาเรื่องหรอก เจ้าหนุ่มนี่มีดีมากทีเดียว เหมาะจะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเตรียมทหารตะวันตกเฉียงใต้ของพวกนาย…ในทางหนึ่ง มหาวิทยาลัยเซิ่งชิงก็ทำเรื่องที่ดีทีเดียว”
หลิวเว่ยฉี: “…”
เกียรติแบบนี้…ใครมันจะอยากได้กันเล่า!
ทว่าทันใดนั้น ภาพบนจอกลับดึงความสนใจของทุกคน
“เอ๊ะ? ทำไมหวังหลงกับพวกถึงหยุดกลางทาง ไม่ได้ไปที่จุดอพยพ?”
เมื่อภาพขยายเข้าใกล้ ชายชราก็เลิกคิ้วเล็กน้อย
เห็นหวังหลงคำรามเสียงต่ำ ก่อนจะใช้สกิลเลียนแบบสัตว์ แปลงกายเป็น ตัวนิ่มยักษ์ แล้วเริ่มขุดทรายอย่างบ้าคลั่ง คนอื่นๆ ต่างรีบช่วยเหลือ
“นี่พวกเขากำลัง…ขุดสมบัติในทะเลทรายอยู่งั้นเหรอ?”
ทุกคนต่างงุนงงไปหมด
พวกนั้นทำงานกันอย่างรวดเร็วและมุ่งมั่น เพียงครึ่งวันก็ขุดหลุมขนาดใหญ่ลึกลงไปหลายเมตร
จนกระทั่ง
เคร้ง!!
กรงเล็บของหวังหลงกระแทกเข้ากับอะไรบางอย่างที่แข็งราวกับหิน ทำให้แรงสะท้อนดีดกลับจนเขาผงะ
ทุกคนรีบมองตามเสียงนั้นไป ก็เห็นบางสิ่งโผล่พ้นออกมาจากทราย คล้ายหัวขนาดยักษ์ของมอนสเตอร์ที่ไม่รู้จัก
หวังหลงดวงตาเบิกโพลง ความตื่นเต้นและความปรารถนาในฐานะนักเลียนแบบสัตว์พุ่งขึ้นทันใด
เขาเช็ดเหงื่อ แล้วแปลงร่างใหม่อีกครั้ง ขุดต่อไปอย่างบ้าคลั่ง
อีกเพียงสองชั่วโมง พวกเขาก็เผยให้เห็นร่างของมอนสเตอร์รูปร่างพิสดาร น่าสะพรึง
เจียงหลานหลานเบ้หน้า ถอนหายใจเบาๆ “โอ้…นี่มันแมลงอะไรเนี่ย?”
บนใบหน้าของสาวงามปรากฏร่องรอยความขยะแขยงอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งที่ทำให้เจียงหลานหลานยิ่งยอมรับไม่ได้ก็คือ รูปปั้นตรงหน้านั้นช่างคล้ายกับหนอนยักษ์มหึมา ปากที่เบิกกว้างเผยความน่าสะพรึงกลัว ราวกับพร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง ความรู้สึกขยะแขยงแผ่ซ่านเข้ามาจนเธอแทบหายใจไม่ออก
"นี่มันอะไรกัน? สกิลตรวจสอบของฉันต่ำเกินไป มองไม่เห็นข้อมูลอะไรเลย!"
ซังลั่วเริ่มสีหน้าเคร่งเครียด ความกังวลฉายชัดบนใบหน้า เขาหวั่นใจว่าวินาทีต่อไปอาจมีศัตรูที่พวกเขาไม่อาจต้านทานได้โผล่มาจากใต้ดิน
กู่หมิงยกดาบขึ้นมาอย่างเงียบๆ ดวงตาแข็งกร้าว "หวังหลง…มอนสเตอร์ที่นายพูดถึงอยู่ที่ไหนกันแน่?"
แต่คำตอบที่ได้ กลับทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที สีหน้าของหวังหลงเต็มไปด้วยความสะใจ เขาหันกลับมามองทุกคน พลางหัวเราะในลำคอ
"มอนสเตอร์งั้นหรือ? ฮะฮะ…พวกนายไม่เห็นหรือไง? มันอยู่ตรงนี้นี่แหละ!"
สายตาของเขาเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้ "ฉันรู้สึกได้ถึงพลังที่น่าสะพรึง…แค่เลเวล 40 น่ะไม่พอหรอก อย่างน้อยก็ต้องเลเวล 50 ขึ้นไปเเล้ว !"
พูดจบ เขาก็เดินตรงไปยังมอนสเตอร์ที่สูงสี่ถึงห้าเมตรนั้น ใช้สองมือสัมผัสมันอย่างหลงใหล ปากยังส่งเสียง "จุ๊ จุ๊" ราวกับพยายามปลอบประโลมสิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวตรงหน้า
เจียงหลานหลานหน้าซีด เธอดึงแขนเก๋อเฟิงทันที " ไปกันเถอะ! คนคนนี้มันวิปริตแล้ว เรารีบไปจุดอพยพดีกว่า…"
สิ้นเสียง ด้านหลังของเธอก็พลันปรากฏวิญญาณร้ายสองดวงที่น่าสยดสยองยื่นกรงเล็บออกมาจับทั้งเธอและเก๋อเฟิง เตรียมจะพุ่งทะยานขึ้นฟ้า
ทว่า
ครืนนนนน!!!
พื้นดินก็ได้สั่นสะเทือนรุนแรงอย่างกะทันหัน หลุมทรายขนาดใหญ่เริ่มพังทลาย ทรายจำนวนมหาศาลถาโถมไหลลงมาจากทุกทิศทาง
"ถอยเร็ว!!!"
ซังลั่วคำรามสุดเสียง ก่อนจะสะบัดมือหนึ่งครั้ง ใช้สกิลน้ำตกทรายควบคุมกระแสทรายที่ไหลทะลักให้แยกออกเป็นสองข้าง เพื่อเปิดเส้นทางหนี
แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะพุ่งตัวขึ้น เสียงกรีดร้องที่แทงทะลุใจทุกคนก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง
นั่นคือเสียงของ หวังหลง!
"อ๊ากกกก!!! ช่วยด้วย!!!"