เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24  หนี้รักของพ่อ  ยัยขี้โวยวายหลั่นปิ่งเยว่

บทที่ 24  หนี้รักของพ่อ  ยัยขี้โวยวายหลั่นปิ่งเยว่

บทที่ 24  หนี้รักของพ่อ  ยัยขี้โวยวายหลั่นปิ่งเยว่


บทที่ 24  หนี้รักของพ่อ  ยัยขี้โวยวายหลั่นปิ่งเยว่

เงินหนึ่งร้อยล้านเหรียญมังกรที่เพิ่งโอนเข้าบัญชีมาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ถูกเจิ้งมู่ใช้จ่ายไปเกือบเก้าสิบหกล้านในคราวเดียว เขาเหมาเก็บวัตถุดิบที่จำเป็นทั้งหมดจากศูนย์กลางการค้าขายวัสดุมอนส์เตอร์ของเมืองหยุนถงมาจนเกลี้ยง

นี่คือวิถีชีวิตประจำวันของสายดำรงชีพและสายสนับสนุน  เมื่อสร้างผลงานที่ดีขึ้นมาได้ ก็กอบโกยกำไรครั้งใหญ่ แต่ในขณะเดียวกัน เวลาจะซื้อวัตถุดิบ ก็ต้องใช้เงินก้อนโตเช่นกัน

เมืองหยุนถงไม่ใช่เมืองใหญ่โตอะไร แต่คนอย่างเจิ้งมู่ที่มีพลังการใช้จ่ายสูงก็ไม่ใช่ว่าจะหายาก ทว่าที่เขาโดดเด่นกว่าคนอื่น ก็เพราะอายุยังน้อย หน้าตายังดูเป็นวัยรุ่นอยู่แท้ ๆ แต่กลับเดินสายนี้ได้อย่างมั่นคง

เมื่อเขาเดินออกจากศูนย์กลางการค้าและกลับไปถึงบ้าน ก็ไม่มีใครทันสังเกตหรือเกาะติดตามมา

เขาสั่งอาหารเดลิเวอรี่มื้อใหญ่ไว้ล่วงหน้า

พอเห็นว่าทักษะหมดเวลาคูลดาวน์ก็รีบหยิบวัตถุดิบสีน้ำเงินขึ้นมาใช้ทันที ไม่นานนัก โครงกระดูกที่จำเป็นสำหรับการสร้าง “หุ่นยนต์นักล่า” ก็ถูกแปรสภาพออกมา

“เฮ้อ… คูลดาวน์สามชั่วโมง ถึงจะตั้งนาฬิกาปลุกไว้ ก็ยังใช้เวลาครึ่งวันถึงจะสร้างเครื่องจักรได้แค่หนึ่งตัว แบบนี้มันช้าเกินไปจริง ๆ …”

เจิ้งมู่ส่ายหัว ถอนหายใจในใจ เขาได้แต่หวังว่าในอนาคต เมื่อเส้นทางสกิลของตนพัฒนาไปข้างหน้า ทักษะ“มือทองคำ” ของเขาจะพัฒนาขึ้นตามมาด้วย ที่สามารถใช้กับวัตถุดิบขั้นสูงได้ และคูลดาวน์สั้นลงบ้าง ไม่อย่างนั้น หากทุก ๆ สามชั่วโมงต้องรอที แบบนี้กี่ปีเขาจะสร้างกองทัพเครื่องจักรที่วาดฝันเอาไว้ได้กัน?

ขณะกำลังคิดเพลิน ๆ อยู่นั้น โทรศัพท์ก็ดังขึ้น เขานึกว่าอาหารมาส่ง แต่พอหยิบขึ้นมาดู กลับเป็นสายจากหลีเฉิงคุน

“ฮัลโหล?”

“โว้ย! ในที่สุดนายก็รับโทรศัพท์สักที! เจิ้งมู่! นายอยู่ไหนน่ะ? อย่าบอกนะว่าคิดทำอะไรโง่ ๆ ไปแล้ว!”

เมื่อได้ยินน้ำเสียงร้อนรนแต่แฝงความเป็นห่วงของเพื่อน เจิ้งมู่พลันรู้สึกอบอุ่นในใจ

“ฉันอยู่บ้าน จะทำเรื่องโง่ ๆ อะไรได้ล่ะ กำลังรออาหารมาส่งอยู่”

แต่ทันใดนั้น เสียงตะโกนของหลีเฉิงคุนก็ดังขึ้นจากปลายสาย ตามมาด้วยเสียงหญิงสาวที่คุ้นหู

“งั้นก็อยู่บ้านรอเลย พวกเรากำลังไปหาเดี๋ยวนี้!”

แล้วสายก็ถูกตัดไปทันที

เจิ้งมู่ถึงกับยกมือกุมขมับ เสียงนั้นเขาจำได้ดี  คนคนนั้นก็คือ หลั่นปิ่งเยว่ …

เขาหันไปมองรูปถ่ายบนโต๊ะบูชา พลางพึมพำเบา ๆ

“พ่อเอ๋ยพ่อ… ตอนนั้นผมก็เตือนแล้ว ว่าถ้าจะรักก็รักไปเถอะ แต่สุดท้ายดูสิ ชิงอี๊ต้องรอคอยทั้งชีวิต ไม่ได้อะไรเลยสักนิด… ส่วนลูกชายอย่างผม ต้องเจอกับการจ้องจับผิดของยัยหลั่นปิ่งเยว่ ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ดูผิดไปหมด”

เขาเงยหน้าขึ้น ถอนหายใจยาว ชัดเจนแล้วว่าความรักพันกันยุ่งเหยิงในรุ่นพ่อแม่ ท้ายที่สุดก็ยังตกมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลานอยู่ดี

ไม่นานนัก เสียงออดเดลิเวอรี่ก็ดังขึ้นพร้อม ๆ กับที่หลั่นปิ่งเยว่กับหลีเฉิงคุนเดินทางมาถึง ทั้งคู่ดูเหน็ดเหนื่อยเต็มที คงเพิ่งกลับมาจากการออกไปเก็บเลเวลในทุ่งรกร้างแล้วรีบตรงมาที่นี่

หลั่นปิ่งเยว่เห็นเจิ้งมู่ใส่ชุดอยู่บ้าน หน้าตาสบาย ๆ ไม่มีเค้าความกังวลใจอย่างที่คิด เธอก็ถึงกับขมวดคิ้ว

กลิ่นอาหารหอมฟุ้งกระจายออกมาจากถุงเดลิเวอรี่

“ฮึม! ฉันบอกแล้วว่าไม่ต้องห่วงคนอย่างเขาหรอก เขากินอิ่มนอนหลับสบาย คงลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยพูดว่าจะสอบเข้า ‘มหาวิทยาลัยเซิ่งชิง’!”

เธอสะบัดเสียงเย็นชา ผลักประตูเดินเข้ามาในบ้านทันที สายตาไปสะดุดกับรูปถ่ายบนโต๊ะบูชา ใบหน้าเธอยิ่งแข็งกระด้างขึ้นไปอีก

ก็เพราะผู้ชายในรูปนี่แหละ ที่ทำให้แม่บุญธรรมที่เต็มไปด้วยหัวใจโรแมนติกของเธอเสียวัยสาวไปอย่างสูญเปล่า! คิดแล้วสายตาที่หันกลับมามองเจิ้งมู่ จึงเต็มไปด้วยความเย็นชา

“ถ้าไม่ใช่เพราะผู้หญิงคนนั้นโทรมาบอกให้ฉันมาดูนาย ฉันคงไม่มีวันยอมมาเหยียบที่นี่หรอก!”

เจิ้งมู่เพียงยักไหล่ไม่ใส่ใจ ขณะที่หลีเฉิงคุนถอดรองเท้า เเล้วเดินเข้ามากระซิบเบา ๆ

“เจิ้งมู่ นายอย่าไปสนใจที่เธอพูดเลย จริง ๆ ไม่มีใครโทรหาเธอหรอก เธอแค่อยากมาเพราะเป็นห่วงนายต่างหาก”

“ฉันว่านะ… ร้อยทั้งร้อยก็เพราะห่วงนายนั่นแหละ” เขาพึมพำเสียงเบา

เจิ้งมู่เหลือบมองหลั่นปิ่งเยว่ที่นั่งลงอย่างไม่เกรงใจ เปิดกล่องอาหารแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย เขาย่อมเข้าใจสาเหตุความเย็นชาของเธอ แต่ไม่อยากพูดให้ยืดยาว จึงหันไปชวนเพื่อนมานั่งกินด้วยกัน

“โห! ฉันเพิ่งเห็น นายสั่งอะไรมาตั้งเยอะ? เดี๋ยวนะ… นี่มันร้าน ‘เซิ่งจวี้เคอ’ นี่หว่า! นายบ้าไปแล้วเหรอเจิ้งมู่? มื้อนี้น่ะ อย่างน้อยก็เกือบแสน!”

หลีเฉิงคุนที่เพิ่งจับตะเกียบ หันไปเห็นโลโก้ร้านอาหารก็หน้าเปลี่ยนสีทันที

“นี่อย่าบอกนะว่า… นายตั้งใจสั่งไว้เป็น ‘มื้อสุดท้าย’ ! …โธ่โว้ย! นายคิดจะฆ่าตัวตายแล้วหรือไง! ทำไมถึงทำอะไรไม่คิดแบบนี้วะ!”

เขาร้องลั่นด้วยความตกใจ แต่เจิ้งมู่กลับหัวเราะขำ

“ฮ่า ๆ ๆ มื้อสุดท้ายอะไรกัน ฉันกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเซิ่งชิงนะ คนแบบฉันไม่มีวันเลือกตายโง่ ๆ แบบนั้นหรอก”

ระหว่างที่พูด เขาก็เหลือบเห็นหลั่นปิ่งเยว่ มือที่กำตะเกียบอยู่เงียบ ๆ ก็ผ่อนแรงลงเล็กน้อย

เจิ้งมู่หัวเราะในใจ  แม้ว่าเธอจะกลายเป็น “ผู้มีอาชีพ” ไปแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นยัย ขี้โวยวายคนเดิมไม่มีเปลี่ยน

หลีเฉิงคุนมองอาหารบนโต๊ะอย่างจริงจัง หลายอย่างเป็นเมนูที่ทำจากวัตถุดิบมอนเตอร์ ซึ่งต้องใช้คนที่อยู่ในสายดำรงชีพเป็นคนปรุงให้กินเท่านั้นถึงจะกินได้ เขาจึงขมวดคิ้วถามขึ้น

“แล้วอาหารพวกนี้… มันยังไงกันแน่?”

เจิ้งมู่ยิ้มบาง ๆ คราวนี้เขาไม่คิดจะปิดบังอีกแล้ว จึงตบมือหนึ่งที

เเละเเล้วสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นมาจากในห้อง ร่างใหญ่เหมือนหอคอยเหล็กเดินออกมาอย่างไร้สีหน้า

หลั่นปิ่งเยว่หันขวับ ดวงตาหดแคบในทันที ร่างกายตอบสนองโดยอัตโนมัติ ใช้สกิลตรวจสอบในทันที

【ชื่อ: หุ่นยนต์รบรูปร่างเลียนเเบบมนุษย์ T-800】

【ประเภท: สิ่งประดิษฐ์จักรกล (ผลงานของช่างกลเจิ้งมู่)】

【ระดับ: ระดับยอดเยี่ยมสีฟ้า】

【ความทนทาน: 800/800】

【พลังโจมตี: 40-800】

【พลังป้องกัน: 700】

เมื่อได้รับอนุญาตจากเจิ้งมู่ ข้อมูลบางส่วนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ พอเห็นคำว่า “ผลงานของช่างกลเจิ้งมู่” สว่างวาบขึ้นมา ถึงเธอจะเก่งเรื่องการเก็บสีหน้าเพียงใด ก็ยังเผยความตกตะลึงออกมาอย่างชัดเจน

“นี่นาย… ถึงขั้นสร้างสิ่งมีชีวิตจักรกลที่พลังเเห่งโลกยอมรับได้แล้วงั้นเหรอ!”

จบบทที่ บทที่ 24  หนี้รักของพ่อ  ยัยขี้โวยวายหลั่นปิ่งเยว่

คัดลอกลิงก์แล้ว