- หน้าแรก
- ใครว่าอาชีพช่างกลกระจอก
- บทที่ 24 หนี้รักของพ่อ ยัยขี้โวยวายหลั่นปิ่งเยว่
บทที่ 24 หนี้รักของพ่อ ยัยขี้โวยวายหลั่นปิ่งเยว่
บทที่ 24 หนี้รักของพ่อ ยัยขี้โวยวายหลั่นปิ่งเยว่
บทที่ 24 หนี้รักของพ่อ ยัยขี้โวยวายหลั่นปิ่งเยว่
เงินหนึ่งร้อยล้านเหรียญมังกรที่เพิ่งโอนเข้าบัญชีมาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ถูกเจิ้งมู่ใช้จ่ายไปเกือบเก้าสิบหกล้านในคราวเดียว เขาเหมาเก็บวัตถุดิบที่จำเป็นทั้งหมดจากศูนย์กลางการค้าขายวัสดุมอนส์เตอร์ของเมืองหยุนถงมาจนเกลี้ยง
นี่คือวิถีชีวิตประจำวันของสายดำรงชีพและสายสนับสนุน เมื่อสร้างผลงานที่ดีขึ้นมาได้ ก็กอบโกยกำไรครั้งใหญ่ แต่ในขณะเดียวกัน เวลาจะซื้อวัตถุดิบ ก็ต้องใช้เงินก้อนโตเช่นกัน
เมืองหยุนถงไม่ใช่เมืองใหญ่โตอะไร แต่คนอย่างเจิ้งมู่ที่มีพลังการใช้จ่ายสูงก็ไม่ใช่ว่าจะหายาก ทว่าที่เขาโดดเด่นกว่าคนอื่น ก็เพราะอายุยังน้อย หน้าตายังดูเป็นวัยรุ่นอยู่แท้ ๆ แต่กลับเดินสายนี้ได้อย่างมั่นคง
เมื่อเขาเดินออกจากศูนย์กลางการค้าและกลับไปถึงบ้าน ก็ไม่มีใครทันสังเกตหรือเกาะติดตามมา
เขาสั่งอาหารเดลิเวอรี่มื้อใหญ่ไว้ล่วงหน้า
พอเห็นว่าทักษะหมดเวลาคูลดาวน์ก็รีบหยิบวัตถุดิบสีน้ำเงินขึ้นมาใช้ทันที ไม่นานนัก โครงกระดูกที่จำเป็นสำหรับการสร้าง “หุ่นยนต์นักล่า” ก็ถูกแปรสภาพออกมา
“เฮ้อ… คูลดาวน์สามชั่วโมง ถึงจะตั้งนาฬิกาปลุกไว้ ก็ยังใช้เวลาครึ่งวันถึงจะสร้างเครื่องจักรได้แค่หนึ่งตัว แบบนี้มันช้าเกินไปจริง ๆ …”
เจิ้งมู่ส่ายหัว ถอนหายใจในใจ เขาได้แต่หวังว่าในอนาคต เมื่อเส้นทางสกิลของตนพัฒนาไปข้างหน้า ทักษะ“มือทองคำ” ของเขาจะพัฒนาขึ้นตามมาด้วย ที่สามารถใช้กับวัตถุดิบขั้นสูงได้ และคูลดาวน์สั้นลงบ้าง ไม่อย่างนั้น หากทุก ๆ สามชั่วโมงต้องรอที แบบนี้กี่ปีเขาจะสร้างกองทัพเครื่องจักรที่วาดฝันเอาไว้ได้กัน?
ขณะกำลังคิดเพลิน ๆ อยู่นั้น โทรศัพท์ก็ดังขึ้น เขานึกว่าอาหารมาส่ง แต่พอหยิบขึ้นมาดู กลับเป็นสายจากหลีเฉิงคุน
“ฮัลโหล?”
“โว้ย! ในที่สุดนายก็รับโทรศัพท์สักที! เจิ้งมู่! นายอยู่ไหนน่ะ? อย่าบอกนะว่าคิดทำอะไรโง่ ๆ ไปแล้ว!”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงร้อนรนแต่แฝงความเป็นห่วงของเพื่อน เจิ้งมู่พลันรู้สึกอบอุ่นในใจ
“ฉันอยู่บ้าน จะทำเรื่องโง่ ๆ อะไรได้ล่ะ กำลังรออาหารมาส่งอยู่”
แต่ทันใดนั้น เสียงตะโกนของหลีเฉิงคุนก็ดังขึ้นจากปลายสาย ตามมาด้วยเสียงหญิงสาวที่คุ้นหู
“งั้นก็อยู่บ้านรอเลย พวกเรากำลังไปหาเดี๋ยวนี้!”
แล้วสายก็ถูกตัดไปทันที
เจิ้งมู่ถึงกับยกมือกุมขมับ เสียงนั้นเขาจำได้ดี คนคนนั้นก็คือ หลั่นปิ่งเยว่ …
เขาหันไปมองรูปถ่ายบนโต๊ะบูชา พลางพึมพำเบา ๆ
“พ่อเอ๋ยพ่อ… ตอนนั้นผมก็เตือนแล้ว ว่าถ้าจะรักก็รักไปเถอะ แต่สุดท้ายดูสิ ชิงอี๊ต้องรอคอยทั้งชีวิต ไม่ได้อะไรเลยสักนิด… ส่วนลูกชายอย่างผม ต้องเจอกับการจ้องจับผิดของยัยหลั่นปิ่งเยว่ ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ดูผิดไปหมด”
เขาเงยหน้าขึ้น ถอนหายใจยาว ชัดเจนแล้วว่าความรักพันกันยุ่งเหยิงในรุ่นพ่อแม่ ท้ายที่สุดก็ยังตกมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลานอยู่ดี
ไม่นานนัก เสียงออดเดลิเวอรี่ก็ดังขึ้นพร้อม ๆ กับที่หลั่นปิ่งเยว่กับหลีเฉิงคุนเดินทางมาถึง ทั้งคู่ดูเหน็ดเหนื่อยเต็มที คงเพิ่งกลับมาจากการออกไปเก็บเลเวลในทุ่งรกร้างแล้วรีบตรงมาที่นี่
หลั่นปิ่งเยว่เห็นเจิ้งมู่ใส่ชุดอยู่บ้าน หน้าตาสบาย ๆ ไม่มีเค้าความกังวลใจอย่างที่คิด เธอก็ถึงกับขมวดคิ้ว
กลิ่นอาหารหอมฟุ้งกระจายออกมาจากถุงเดลิเวอรี่
“ฮึม! ฉันบอกแล้วว่าไม่ต้องห่วงคนอย่างเขาหรอก เขากินอิ่มนอนหลับสบาย คงลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยพูดว่าจะสอบเข้า ‘มหาวิทยาลัยเซิ่งชิง’!”
เธอสะบัดเสียงเย็นชา ผลักประตูเดินเข้ามาในบ้านทันที สายตาไปสะดุดกับรูปถ่ายบนโต๊ะบูชา ใบหน้าเธอยิ่งแข็งกระด้างขึ้นไปอีก
ก็เพราะผู้ชายในรูปนี่แหละ ที่ทำให้แม่บุญธรรมที่เต็มไปด้วยหัวใจโรแมนติกของเธอเสียวัยสาวไปอย่างสูญเปล่า! คิดแล้วสายตาที่หันกลับมามองเจิ้งมู่ จึงเต็มไปด้วยความเย็นชา
“ถ้าไม่ใช่เพราะผู้หญิงคนนั้นโทรมาบอกให้ฉันมาดูนาย ฉันคงไม่มีวันยอมมาเหยียบที่นี่หรอก!”
เจิ้งมู่เพียงยักไหล่ไม่ใส่ใจ ขณะที่หลีเฉิงคุนถอดรองเท้า เเล้วเดินเข้ามากระซิบเบา ๆ
“เจิ้งมู่ นายอย่าไปสนใจที่เธอพูดเลย จริง ๆ ไม่มีใครโทรหาเธอหรอก เธอแค่อยากมาเพราะเป็นห่วงนายต่างหาก”
“ฉันว่านะ… ร้อยทั้งร้อยก็เพราะห่วงนายนั่นแหละ” เขาพึมพำเสียงเบา
เจิ้งมู่เหลือบมองหลั่นปิ่งเยว่ที่นั่งลงอย่างไม่เกรงใจ เปิดกล่องอาหารแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย เขาย่อมเข้าใจสาเหตุความเย็นชาของเธอ แต่ไม่อยากพูดให้ยืดยาว จึงหันไปชวนเพื่อนมานั่งกินด้วยกัน
“โห! ฉันเพิ่งเห็น นายสั่งอะไรมาตั้งเยอะ? เดี๋ยวนะ… นี่มันร้าน ‘เซิ่งจวี้เคอ’ นี่หว่า! นายบ้าไปแล้วเหรอเจิ้งมู่? มื้อนี้น่ะ อย่างน้อยก็เกือบแสน!”
หลีเฉิงคุนที่เพิ่งจับตะเกียบ หันไปเห็นโลโก้ร้านอาหารก็หน้าเปลี่ยนสีทันที
“นี่อย่าบอกนะว่า… นายตั้งใจสั่งไว้เป็น ‘มื้อสุดท้าย’ ! …โธ่โว้ย! นายคิดจะฆ่าตัวตายแล้วหรือไง! ทำไมถึงทำอะไรไม่คิดแบบนี้วะ!”
เขาร้องลั่นด้วยความตกใจ แต่เจิ้งมู่กลับหัวเราะขำ
“ฮ่า ๆ ๆ มื้อสุดท้ายอะไรกัน ฉันกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเซิ่งชิงนะ คนแบบฉันไม่มีวันเลือกตายโง่ ๆ แบบนั้นหรอก”
ระหว่างที่พูด เขาก็เหลือบเห็นหลั่นปิ่งเยว่ มือที่กำตะเกียบอยู่เงียบ ๆ ก็ผ่อนแรงลงเล็กน้อย
เจิ้งมู่หัวเราะในใจ แม้ว่าเธอจะกลายเป็น “ผู้มีอาชีพ” ไปแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นยัย ขี้โวยวายคนเดิมไม่มีเปลี่ยน
หลีเฉิงคุนมองอาหารบนโต๊ะอย่างจริงจัง หลายอย่างเป็นเมนูที่ทำจากวัตถุดิบมอนเตอร์ ซึ่งต้องใช้คนที่อยู่ในสายดำรงชีพเป็นคนปรุงให้กินเท่านั้นถึงจะกินได้ เขาจึงขมวดคิ้วถามขึ้น
“แล้วอาหารพวกนี้… มันยังไงกันแน่?”
เจิ้งมู่ยิ้มบาง ๆ คราวนี้เขาไม่คิดจะปิดบังอีกแล้ว จึงตบมือหนึ่งที
เเละเเล้วสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นมาจากในห้อง ร่างใหญ่เหมือนหอคอยเหล็กเดินออกมาอย่างไร้สีหน้า
หลั่นปิ่งเยว่หันขวับ ดวงตาหดแคบในทันที ร่างกายตอบสนองโดยอัตโนมัติ ใช้สกิลตรวจสอบในทันที
【ชื่อ: หุ่นยนต์รบรูปร่างเลียนเเบบมนุษย์ T-800】
【ประเภท: สิ่งประดิษฐ์จักรกล (ผลงานของช่างกลเจิ้งมู่)】
【ระดับ: ระดับยอดเยี่ยมสีฟ้า】
【ความทนทาน: 800/800】
【พลังโจมตี: 40-800】
【พลังป้องกัน: 700】
เมื่อได้รับอนุญาตจากเจิ้งมู่ ข้อมูลบางส่วนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ พอเห็นคำว่า “ผลงานของช่างกลเจิ้งมู่” สว่างวาบขึ้นมา ถึงเธอจะเก่งเรื่องการเก็บสีหน้าเพียงใด ก็ยังเผยความตกตะลึงออกมาอย่างชัดเจน
“นี่นาย… ถึงขั้นสร้างสิ่งมีชีวิตจักรกลที่พลังเเห่งโลกยอมรับได้แล้วงั้นเหรอ!”