- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 69 ผนังภาพวาด (3)
บทที่ 69 ผนังภาพวาด (3)
บทที่ 69 ผนังภาพวาด (3)
เมืองหลงเหอมีชัยภูมิที่โดดเด่น แม่น้ำเสวียนเหอไหลผ่านทางทิศใต้ เทือกเขาเฟิ่งซานทอดตัวอยู่ทางทิศเหนือ อีกทั้งยังเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมต่อระหว่างด่านในและนอกด่าน อาศัยท่าเทียบเรือที่เชื่อมต่อกับมณฑลจงหวน มันจึงกลายเป็นแหล่งรวมพ่อค้าจากทั่วทุกสารทิศมาแต่โบราณกาล
ท่าเรือริมน้ำมีคนงานตะโกนโหวกเหวกจอแจ ย่อมเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่ากุลีแบกหาม ในตลาดปลาเองก็เต็มไปด้วยชาวประมงและคนเรือที่ล่องมาค้าขายจากต่างถิ่น...
เมื่อคนมากหน้าหลายตา ทั้งพวกคนว่างงานที่คอยรับจ้างวิ่งซื้อของในตลาดมารวมตัวกัน นานวันเข้า ผู้คนร้อยพ่อพันแม่จากทุกชนชั้นก็เริ่มจับกลุ่มกัน ในสภาพแวดล้อมที่ปะปนไปด้วยดีเลวเช่นนี้ กลุ่มอิทธิพลสามพรรคเก้าสมาคมจึงถือกำเนิดขึ้นตามสถานการณ์
นอกจากอิทธิพลของพรรคต่างๆ แล้ว ยังมีพวกอันธพาลเกียจคร้าน วันๆ ไม่ทำมาหากิน ชื่นชอบการใช้ความรุนแรง รวมกลุ่มกันก่อเรื่องวิวาท สร้างความเดือดร้อนจนกลายเป็นขาใหญ่ในหมู่ชาวบ้าน
คนพวกนี้ไม่ได้สังกัดพรรคใด ชาวบ้านมักเรียกขานกันว่า ‘ชิงผี’ พูดให้เข้าใจง่ายก็คือพวกนักเลงหัวไม้และอันธพาลนั่นเอง
‘อู๋ซาน’ คือหนึ่งในนั้น เขาถือเป็นตัวตึงในบรรดาพวกชิงผี ผู้คนต่างมอบฉายาให้เขาว่า ‘อู๋ต้าต่าน’ (อู๋ผู้ใจกล้า)
อู๋ต้าต่านได้ชื่อว่าใจกล้า แต่จะเรียกว่าใจกล้าก็ไม่ถูกนัก ต้องเรียกว่าคนไม่มีหัวใจและหน้าด้านไร้ยางอายเสียมากกว่า เขาไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง วันๆ คอยช่วยพรรคต่างๆ ปล่อยกู้และทวงหนี้ บางครั้งก็ไปช่วยเก็บค่าคุ้มครองบ้าง
อู๋ซานไม่เคยร่ำเรียนวิชาวรยุทธ์ใดๆ เวลาไปเก็บค่าคุ้มครองเขาก็ไม่ได้ใช้กำลังฝีมือแต่อย่างใด
ปกติเขาจะพกมีดแหลมติดตัวไว้เล่มหนึ่ง เมื่อไปถึงร้านค้าของเหยื่อก็จะปักมีดลงบนโต๊ะดังปัง จากนั้นก็ชวนเถ้าแก่หรือเสี่ยวเอ้อคุยสัพเพเหระ ตีสนิทราวกับคนกันเอง
สุดท้าย อู๋ซานก็จะบอกกับเถ้าแก่ว่า “พี่ชาย ข้ามาร้านท่านวันนี้เพื่อมาขอเงิน พี่ชายท่านจะให้หรือไม่?”
เถ้าแก่เห็นเขามีมีด แต่ท่าทางยังดูเป็นมิตร ส่วนใหญ่จึงมักไม่ยอมให้
ทันใดนั้นสีหน้าของอู๋ซานก็เปลี่ยนเป็นดุร้ายราวกับพลิกฝ่ามือ ตวาดว่า “ไม่ยอมให้ใช่ไหม ได้ได้ได้!”
พริบตาต่อมา เขาก็ปักมีดลงบนต้นขาของตัวเองฉึกหนึ่ง
พอเห็นเลือดสาดกระเซ็น ทั้งเถ้าแก่และเสี่ยวเอ้อต่างก็หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ
อู๋ซานแสยะยิ้มเย็นชา กรีดมีดลงบนใบหน้าตัวเองอีกแผล เลือดสดๆ ไหลอาบ ดูน่าสยดสยองยิ่งนัก
“ถ้าท่านไม่ให้ เช่นนั้นข้าก็จะทิ้งชีวิตไว้ที่นี่แหละ!”
โดยมากเมื่อถึงขั้นนี้ เจ้าของร้านก็จนปัญญา ทั้งกลัวเลือด กลัวความอัปมงคล และกลัวเรื่องถึงโรงถึงศาล สุดท้ายจึงจำต้องควักเงินจ่ายเพื่อให้จบเรื่องไป
พวกชิงผีอย่างอู๋ซาน อาศัยความบ้าระห่ำเช่นนี้ข่มขู่ร้านค้าส่วนใหญ่ได้ หากเจอพวกที่ไม่กลัวเรื่อง เขาก็ยังมีนายจ้างหนุนหลัง ซึ่งก็คือวิธีการอันโหดเหี้ยมของพวกสามพรรคเก้าสมาคม ดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘มังกรพลัดถิ่นมิอาจสู้งูเจ้าที่’ หากคิดจะทำมาค้าขายในเมืองหลงเหอ ย่อมหลีกเลี่ยงอุปสรรคเหล่านี้ไม่พ้น
ในบรรดาชิงผีแห่งเมืองหลงเหอ อู๋ซานนับว่าเป็นคนดังคนหนึ่ง ถือเป็น ‘ขาใหญ่’ พอตัว นอกจากชื่อเสียงเรื่องความ ‘ใจกล้า’ แล้ว ทุกคนต่างรู้ดีว่าเขาผีพนันเข้าสิงอย่างหนัก
พอมีเงินเขาก็จะเข้าบ่อน พอเสียพนันก็กู้หนี้ยืมสิน เดิมทีบ้านอู๋ซานพอจะมีฐานะอยู่บ้าง แต่กลับถูกเขาถลุงจนหมดเกลี้ยง พ่อแม่ตรอมใจตาย ภรรยาต้องรับจ้างเย็บปักถักร้อยเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว
แต่ไม่นานนัก พออู๋ซานเสียพนันในบ่อนอีก เขาก็ตัดสินใจนำภรรยาไปจำนำขัดดอก เพื่อหาทุนมาถลุงเล่นต่อ
วันหนึ่ง เงินที่ได้จากการจำนำภรรยาก็หมดเกลี้ยง เขาโมโหจนเอาเงินเศษสุดท้ายไปซื้อเหล้ามาขวดหนึ่ง แล้วนอนดื่มแก้กลุ้มรับลมเย็นอยู่ริมสะพานหิน
กระทั่งฟ้ามืดสนิท อู๋ซานเมามายไม่ได้สติ นอนหลับใหลอยู่บนแผ่นหินเขียวริมสะพาน กลางดึกคืนนั้นเขาพลันได้ยินเสียงคนเรียกชื่อ
“เจ้าคืออู๋ซาน อู๋ต้าต่านใช่หรือไม่”
เงาร่างหนึ่งสวมชุดคลุมสีดำรองเท้าดำกำลังก้มมองดูเขาอยู่
“ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเจ้า เขาว่ากันว่าทั้งเมืองหลงเหอ เจ้าคือผู้ที่ใจกล้าบ้าบิ่นที่สุด?”
“แกเป็นตัวบ้าอะไร?”
อู๋ซานขยี้ตา พลางหาวหวอดใหญ่
“มาหาท่านปู่ของเจ้ามีธุระอะไร?”
“ในเมื่อเจ้าใจกล้าขนาดนี้ กล้าพนันกับข้าสักตาหรือไม่”
ชายชุดดำผู้นั้นไม่โกรธเคือง กลับยิ้มร่าแล้วกล่าวว่า “เจ้าตามข้าไปที่แห่งหนึ่ง หากเจ้าสามารถอยู่ที่นั่นได้ตลอดทั้งคืน เงินห้าสิบตำลึงนี่ก็จะเป็นของเจ้าทันที”
ในมือของเขาปรากฏถุงเงินขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ ชายผู้นั้นเปิดถุงเงินออก เผยให้เห็นก้อนเงินสีขาวแวววาวอยู่ด้านใน
อู๋ซานราวกับถูกแสงเงินแยงตา จนต้องเบิกตากว้างจ้องมอง
“เจ้าบอกว่าพนันก็แค่พนันว่าให้ข้าไปที่แห่งหนึ่ง แล้วอยู่ที่นั่นหนึ่งคืนงั้นรึ?”
“ถูกต้อง”
“ใต้หล้านี้มีเรื่องง่ายดายปานนั้นด้วยรึ?”
“ย่อมไม่มี”
ชายชุดดำหัวเราะหึหึ “ข้าจะบอกให้ก็ได้ว่าที่นั่นมีผีสิง อู๋ต้าต่านเจ้ากล้าไปหรือไม่?”
“ผีสิง?”
อู๋ซานแค่นเสียงเย็น กล่าวอย่างเย้ยหยัน “ต่อให้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ข้ายังไม่กลัว นับประสาอะไรกับผีสาง?”
“ดี เช่นนั้นเราก็ตกลงกันตามนี้”
ชายชุดดำแสยะยิ้ม กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “แต่เจ้าจงจำไว้ให้ดี หากรับปากข้าแล้ว ห้ามกลับคำกลางคันเป็นอันขาด”
“เฮอะ”
อู๋ซานแค่นเสียงอย่างไม่ยี่หระ
“ข้าอู๋ซานพูดคำไหนคำนั้น ถ่มน้ำลายรดฟ้าไม่มีกลืนคืน... แต่ว่าเจ้าต้องเอาเงินมาให้ข้าก่อน”
“ได้”
ชายชุดดำโยนถุงเงินให้เขา แล้วชี้มือไปทางด้านหลัง ไม่รู้ว่ามีเกี้ยวหลังหนึ่งปรากฏขึ้นตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่
“เชิญเลย ท่านอู๋!”
...
อู๋ซานหาวหวอด เขาหันมองไปรอบๆ อย่างงุนงง กวาดสายตาสำรวจห้องนี้อยู่นาน
ที่นี่น่าจะเป็นหอเก๋งสองชั้น มีบันไดไม้ทอดตรงสู่ชั้นสอง รอบด้านไม่มีหน้าต่างแม้แต่บานเดียว ผนังทั้งสี่ด้านประดับด้วยผ้าไหมทอผืนใหญ่ ภาพวาดพู่กัน และฉากกั้น ห้องนี้ไม่มีเตียง มีเพียงโต๊ะแปดเหลี่ยมและเก้าอี้หนึ่งตัว
บนโต๊ะวางขนมโก๋ กาน้ำ และถ้วยกระเบื้องหยาบๆ เอาไว้
อู๋ซานรินน้ำให้ตัวเอง ในใจรู้สึกทะแม่งใจพิกลอย่างประหลาด
เพียงแต่บอกไม่ถูกว่าตรงไหนที่ผิดปกติ เขาได้แต่ชำเลืองมองประตูทางเข้าโดยสัญชาตญาณ
ประตูไม้สาลี่เหล็กปิดสนิทแน่นหนา ชายชุดดำผู้นั้นบอกไว้ก่อนไปว่าประตูจะถูกล็อคและจะเปิดออกก็ต่อเมื่อถึงรุ่งเช้า
“คนพวกนั้นคงไม่ได้หลอกข้ามา เพื่อแค่จะขังไว้ในห้องนี้หรอกกระมัง?”
อู๋ซานไม่ได้กลัวผี แต่ตอนนี้เขาเริ่มบ่นพึมพำกับตัวเอง รู้สึกเสียใจภายหลังขึ้นมาบ้างแล้ว
หากอีกฝ่ายมีเจตนาร้าย หลอกเขามาฆ่าทิ้งในจวนหลังนี้ เขาจะไปร้องเรียนกับใครได้
“คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอก! เงินตั้งห้าสิบตำลึงพูดยังไงก็ให้จริง อีกอย่างข้าอู๋ซานก็เป็นแค่ไอ้ตัวจนกรอบคนหนึ่ง มันจะหวังผลอะไร?”
อู๋ซานจ้องมองเปลวเพลิงในตะเกียงบนโต๊ะ ยิ่งรู้สึกระแวงสงสัย เขาเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่งจึงล้วงมีดแหลมออกมาจากอกเสื้อ
ในใจคิดว่าไม่ว่าเจ้าคนชุดดำนั่นคิดจะทำอะไร ในเมื่อมีมีดอยู่ในมือ ยังจะต้องกลัวมันอีกรึ
แสงไฟริบหรี่ราวเมล็ดถั่ว
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไปทีละน้อย
อู๋ซานเริ่มง่วงงุน เขาเก็บมีดไว้ในอกเสื้อ เตรียมจะฟุบหลับบนโต๊ะ แต่ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินความเคลื่อนไหวบางอย่าง
ชั่วพริบตานั้น อู๋ต้าต่านลืมตาโพลง ผุดลุกขึ้นยืนตัวตรง คว้ามีดออกจากอกเสื้อทันที ต้องรู้ก่อนว่าห้องนี้ไม่มีหน้าต่าง ประตูใหญ่ก็ถูกล็อค ทั้งตึกนี้ไม่มีคนนอก แล้วเสียงนี้มาจากไหนกัน
ฟู่ว...
เสียงนั้นดังแว่วมาจากด้านหลัง ราวกับเสียงเสียดสีของผืนผ้า
อู๋ซานหันขวับ กระชับมีดในมือ เดินตรงไปยังทิศทางของเสียง ตรงนั้นคือผนังด้านหนึ่ง
บนผนังมีผ้าไหมแขวนปิดบังอยู่ เขาออกแรงกระชากผ้าผืนนั้นลงมา ฉับพลันรูม่านตาก็หดเกร็ง
“นะ... นี่มันอะไรกัน?”
อู๋ซานก้าวถอยหลังไปหลายก้าว เขาอยากจะหนี แต่กลับพบว่าขาของตัวเองขยับไม่ได้
“ขาข้า?”
เขาก้มลงมอง พบว่าเท้าทั้งสองข้างที่สวมรองเท้าฟาง ดูราวกับกำลังหลอมละลาย นิ้วเท้าทั้งห้าเละเทะเหมือนโคลนเลน
อู๋ซานกรีดร้องโหยหวน ล้มฟุบลงกับพื้น เขากดขาตัวเองไว้ แม้ขาจะเปลี่ยนสภาพไปเช่นนี้ แต่เขากลับไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ มีเพียงความชาหนึบ ราวกับความรู้สึกที่ขาได้หายไปจนหมดสิ้น
ทันใดนั้นเขาเหลือบไปเห็นฝ่ามือของตนเอง เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกคำรบ มือของเขาบิดเบี้ยว หลอมละลาย จนเสียรูปทรงไปนานแล้ว
แย่แล้ว!
จบกัน!
สมองของอู๋ซานสับสนวุ่นวาย เขารู้สึกว่ากระดูกของตนเริ่มอ่อนยุ่ย ร่างกายล้มลงกองกับพื้นอย่างควบคุมไม่ได้ จากนั้นร่างทั้งร่างของเขาก็ละลายและพังทลายลงด้วยความเร็วที่เหนือสามัญสำนึก กลายเป็นกองของเหลวบางอย่าง
เจ้าสิ่งประหลาดก้อนนั้นค่อยๆ ถูกพื้นดูดซึม กลายเป็นเงาเลือนรางกลุ่มหนึ่ง เงานั้นขยับแขนขา เลื่อนไถลจากพื้นมุ่งหน้าสู่ผนังห้องอย่างช้าๆ ไม่นานนักมันก็ขึ้นไปอยู่บนผนังและค่อยๆ ปรากฏโครงร่างชัดเจนขึ้น
ใบหน้าคน เครื่องหน้า จมูก คิ้ว และดวงตาค่อยๆ ปรากฏขึ้น ต่อมาร่างทั้งร่างของอู๋ซานก็ไปปรากฏอยู่บนผนัง รวมไปถึงเสื้อผ้าที่สวมใส่ มีดแหลมในมือ และถุงเงินที่เหน็บอยู่ที่เอว ทั้งหมดล้วนถูกวาดโครงสร้างออกมา ราวกับถูกตวัดด้วยพู่กันที่มองไม่เห็น
สุดท้าย อู๋ซานก็ได้กลายเป็นหนึ่งในใบหน้านับสิบที่อยู่บนผนังกำแพงนั้น เรียงรายอยู่ร่วมกับภาพวาดมนุษย์คนอื่นๆ
ฉากอันน่าสยดสยองภายในห้องนี้ ถูกดวงตาข้างหนึ่งที่ซ่อนอยู่บนคาน ซึ่งใสกระจ่างราวกับลูกแก้ว จ้องมองอย่างชัดเจน และบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดเอาไว้จนหมดสิ้น