- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 68 ผนังภาพวาด (2)
บทที่ 68 ผนังภาพวาด (2)
บทที่ 68 ผนังภาพวาด (2)
“เรื่องมีผีสิงหรือไม่นั้นยังบอกไม่ได้” เหอผิงกล่าวเรียบๆ “ข้าขอถามเจ้าก่อนว่าในจวนมีคนเข้าไปในหอเก๋งนั้นกี่คน”
“ไม่เกินสิบกว่าคนขอรับ ข้าเองก็ไม่ได้เข้าไป หากมีเรื่องภูตผีปีศาจหรือคำสาปแช่งจริง บุกเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้ามิใช่พาตัวเองไปซวยด้วยหรือ”
เหอฝูเซิงนั้นขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด พบเจอเรื่องราวใดล้วนไม่บุ่มบ่าม เขาบอกเหอผิงว่าคนสิบกว่าคนที่เข้าไปในหอเก๋งที่ร่ำลือว่าผีสิงนั้น ถูกเขาจัดให้พักแยกห้องเดี่ยว แยกกันอยู่ และมีคนเฝ้าดูอาการโดยเฉพาะ
“จนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปสามวันแล้ว คนเหล่านี้ไม่มีความผิดปกติอันใด”
“ทำได้ดีมาก”
เหอผิงพยักหน้า
หากเป็นตัวเขาเองก็คงตัดสินใจเช่นเดียวกัน สถานการณ์ของหอเก๋งผีสิงนั้นยังไม่กระจ่าง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการเคลื่อนไหวสะเปะสะปะในยามที่ข้อมูลไม่เพียงพอ การจัดการของเหอฝูเซิงนับว่าเหมาะสมยิ่งนัก
“นายน้อย ต่อไปจะจัดการกับหอเก๋งหลังนั้นอย่างไรดีขอรับ ท่านจะเปลี่ยนจวนหลังใหม่ หรือว่า... หรือว่าจะปิดตายมันไว้”
เหอฝูเซิงเสนอสองทางเลือก
“ปิดตายเอาไว้ชั่วคราว ออกคำสั่งห้ามใครเข้าไปในเรือนนั้นเด็ดขาด”
เหอผิงคิดในใจ หากหลายปีมานี้ไม่เคยเกิดเรื่องราวใหญ่โต อย่างน้อยมันคงไม่เกิดปัญหาขึ้นมากะทันหันในมือของเขา
“คนของเรามีจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนแก่และเด็กสตรี เป็นครอบครัวของเหล่ากุนซือ แขกผู้มีเกียรติ องครักษ์ และมือสังหารที่ยอมตายถวายชีวิตให้ข้า คนตั้งมากมายย้ายมาจากเมืองซุ่ยอัน การเดินทางเหนื่อยยากลำบาก จำต้องมีที่พักพิง... พักอยู่ที่นี่ไปก่อน อีกไม่กี่วันค่อยไปกว้านซื้อจวนอื่นเพิ่ม การจะจัดแจงที่ทางให้คนจำนวนมากขนาดนี้ให้เรียบร้อยไม่ใช่เรื่องง่าย”
“เรื่องนี้ข้าเข้าใจดีขอรับ” เหอฝูเซิงผงกศีรษะรัวๆ จากนั้นเขาก็โน้มตัวลงถามอีกประโยค
“นายน้อย ข้ายังมีอีกเรื่องต้องรายงาน ช่วงนี้ร้านค้าที่เราเปิดใหม่ไม่กี่แห่ง กิจการไม่ค่อยดีนักขอรับ”
เหอฝูเซิงเปลี่ยนไปพูดถึงอีกเรื่องหนึ่ง
“สาเหตุหลักคือคนท้องถิ่นบางกลุ่มลอบกลั่นแกล้งร้านเปิดใหม่ของเรา ที่นี่มีสามพรรคเก้าสมาคม... พรรคพนัน พรรคชา พรรคสุรา แล้วยังมีสมาคมซาไห่ สมาคมหูอู๋ สมาคมเซิ่งซือ... สมาคมเจ้าถิ่นพวกนี้สอดมือเข้ามาทุกเรื่อง ส่งคนมาสั่งให้เราทำตามธรรมเนียม ทุกวันขึ้นหนึ่งค่ำและสิบห้าค่ำต้องจ่าย ‘ค่าบำรุงรองเท้า’ ‘ค่าน้ำร้อนน้ำชา’ ‘ค่าคุ้มครอง’...”
พอพูดถึงตรงนี้ เหอฝูเซิงก็เริ่มมีน้ำโหขึ้นมา
“แค่นั้นยังไม่พอ พวกมันยังจ้างพวกอันธพาลกุ๊ยข้างถนนมาหาเรื่องถึงหน้าร้าน เคราะห์ดีที่คนของฉีไป๋อีขัดขวางไว้ได้ทัน”
“ข้ารู้แล้ว”
เหอผิงยิ้มบางๆ
ชาวเมืองหลงเหอนิสัยซื่อสัตย์สุจริต การจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นก็อยู่ในความคาดหมายของเขา ความจริงแล้วโลกใบนี้ก็เป็นเช่นนี้ การทำการค้าจำเป็นต้องมีเส้นสายเครือข่ายทั้งในโลกสีขาวและสีดำ
“เรื่องนี้ยุ่งยากอยู่บ้าง พวกเราไม่มีสายลับแฝงตัวในจวนที่ว่าการเจ้าเมือง ไม่เหมือนเมื่อก่อนตอนอยู่เมืองซุ่ยอันที่มีเส้นสายมากมาย…”
เหอผิงกำลังครุ่นคิดก็ได้ยินเสียงของฉีไป๋อีดังขึ้น
“คุณชายท่านกลับมาแล้ว ข้ามีเรื่องจะรายงานพอดี”
ฉีไป๋อีสวมชุดผ้าไหม ปกศีรษะด้วยผ้าโพกสีแดงเข้ม คาดเข็มขัดเตี๋ยเสีย นี่เป็นเครื่องแต่งกายที่กำลังนิยมในหมู่จอมยุทธ์ผู้กล้า ต่างจากพวกนักเลงปลายแถวในอดีต ตอนนี้ฐานะของเขาคือหัวหน้าองครักษ์แห่ง ‘ตระกูลหมี่’ การแต่งกายจึงต้องให้สมฐานะ
ฉีไป๋อีเดินเข้ามาแล้วพยักหน้าให้เหอฝูเซิงเล็กน้อย ประสานมือคารวะ กล่าวเสียงทุ้มว่า “เรื่องที่คุณชายให้ข้าไปสืบเมื่อคราวก่อน ได้ความแล้วขอรับ”
“เรื่องของเหอจงเหิงผู้นั้นใช่หรือไม่ ลองว่ามา?”
เหอผิงสะบัดพัดจีบสีดำกางออกดังพรึ่บ กล่าวเรียบๆ ว่า “ข้ารู้ว่าคนผู้นี้เป็นมือปราบของทางการ และรู้ว่าเขามีความแค้นกับคนของค่ายธงดำ แต่รายละเอียดนั้นยังไม่ชัดเจนนัก เจ้าลองเล่ามาเถอะ”
“ขอรับ”
ฉีไป๋อีรายงานเรื่องราวที่สืบมาได้ให้เขาทราบอย่างละเอียดครบถ้วนทุกประการ
เหอจงเหิงเป็นคนของหมู่บ้านซีหลี่เขตเมืองหลงเหอ ปัจจุบันเป็นหัวหน้ามือปราบในจวนที่ว่าการเจ้าเมือง เขามีสหายสนิทสองคน คนหนึ่งชื่อฉินอิงหาว อีกคนชื่อหลัวเจิ้ง ทั้งสามเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน
การที่เหอจงเหิงได้เป็นหัวหน้ามือปราบก็เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่เดือนนี้ เขามีญาติผู้ใหญ่อยู่ในจวนที่ว่าการ อาศัยเส้นสายฝากฝังจึงได้รับตำแหน่ง
แน่นอนว่าตัวเขาเองก็มีภูมิหลังอยู่บ้าง เคยร่ำเรียนวิชาในสถาบันถ่ายทอดวิชาการทหารอันเลื่องชื่อ ชำนาญการใช้พลองและทวน ทั้งหมัดมวยขี่ม้ายิงธนูก็เชี่ยวชาญ พี่น้องร่วมสาบานทั้งสองของเขา เคยฝึกวรยุทธ์ในสำนักคุ้มภัยแห่งหนึ่งในด่านใน ชำนาญแส้ ค้อน ดาบ และกระบี่ ฝีมือไม่ธรรมดา
“สถาบันถ่ายทอดวิชาการทหาร ข้าจำได้ว่าเป็นตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ที่มีชื่อเสียงในเขตเมืองหลวง มีความสัมพันธ์หยั่งรากลึกซับซ้อนกับกองทัพ นายทหารจำนวนไม่น้อยล้วนเคยเรียนที่นั่น เช่นนี้ก็แปลว่าเบื้องหลังเหอจงเหิงมีสายสัมพันธ์กับขั้วอำนาจฝ่ายทหาร”
เหอผิงพึมพำกับตนเอง
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น เพียงแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดเหอจงเหิงจึงทิ้งภูมิหลังทางทหารของตนเอง แล้วหนีมาเป็นมือปราบชั้นผู้น้อยในเมืองหลงเหอ เรื่องนี้ชวนให้ขบคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจจริงๆ?”
ฉีไป๋อีเองก็สงสัยในเรื่องนี้เช่นกัน แต่เขาเรียบเรียงความคิดแล้วกล่าวต่อว่า “เหอจงเหิงเป็นคนซื่อตรง น้องร่วมสาบานทั้งสองก็ไม่ต่างกัน ล้วนเป็นพวกเลือดร้อน ไม่ถนัดใช้เล่ห์เหลี่ยมเพทุบาย ทั้งสามคนเข้ารับราชการจึงเข้ากับพวกเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ไม่ได้และถูกกีดกัน”
เหอจงเหิงเป็นคนนิสัยซื่อตรงเด็ดเดี่ยว น้องร่วมสาบานทั้งสองฝึกวรยุทธ์มาแต่เล็ก ไม่เคยถูกขัดเกลานิสัยในสังคมที่แปดเปื้อน ทั้งสองจึงเหมือนกับเขาที่เป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา เปี่ยมด้วยความยุติธรรม เป็นคนประเภทนัยน์ตาไม่อาจยอมรับเม็ดทราย ยอมหักไม่ยอมงอ
สภาพการณ์ในเมืองหลงเหอนั้นเน่าเฟะ ตั้งแต่เบื้องบนลงสู่เบื้องล่างล้วนฟอนเฟะไปหมด พวกเจ้าหน้าที่ทางการต่างสมคบคิดเป็นพวกเดียวกับกลุ่มสามพรรคเก้าสมาคมมานานแล้ว
เหอจงเหิงรู้เข้ามีหรือจะทนดูได้ เขาพาน้องร่วมสาบานทั้งสองออกปฏิบัติการทันที ทั้งปราบปรามบ่อนพนัน จับโจรผู้ร้าย จัดการพวกพ่อค้าปลาที่ใช้อิทธิพลข่มขู่ตลาดอย่างหนัก หนำซ้ำยังพาคนไปพังธุรกิจค้ามนุษย์ของหอนางโลมจนพินาศ
พวกเขาทำกันอย่างสะใจ แต่การทำตามอำเภอใจเช่นนี้ ย่อมล่วงเกินตั้งแต่เจ้าเมือง เสมียน ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ระดับล่าง แม้แต่ลูกน้องของเหอจงเหิงเองก็ยังลอบเคียดแค้นที่คนผู้นี้มาตัดเส้นทางทำมาหากินของพวกเขา
“สามเดือนก่อน มีจอมโจรชื่อซุนหลงปล้นร้านแลกเงินในเมือง ระหว่างหลบหนีถูกเจ้าหน้าที่ปิดล้อมไว้ที่วัดบนภูเขาแถวนั้น และยังจับตัวเจ้าหน้าที่คนหนึ่งไปเป็นตัวประกัน เหอจงเหิงกับน้องร่วมสาบานอีกสองคนบุกเข้าไปช่วย ใครจะรู้ว่าเจ้าหน้าที่ด้านนอกกลับเฉื่อยชา ไม่ยอมเข้าไปช่วยหนุน สุดท้ายแม้ซุนหลงจะถูกจับได้ แต่ฉินอิงหาวน้องร่วมสาบานของเหอจงเหิงกลับต้องตายด้วยน้ำมือของซุนหลง”
ฉีไป๋อีกล่าวต่อ “เจ้าเมืองหลงเหอแซ่เก่อ เป็นขุนนางหน้าโง่ที่โลภมาก ค่ายธงดำส่งคนมาติดสินบนเขา ทำให้จอมโจรซุนหลงถูกตัดสินจำคุกเพียงสามเดือน โดยอ้างว่าซุนหลงไม่ใช่โจรและเจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิ์จับกุม ส่วนเรื่องฆ่าคน ก็อ้างว่าซุนหลงป้องกันตัวเกินกว่าเหตุ”
“คดีนี้ตัดสินได้น่าสนใจจริงๆ ไม่รู้ว่าท่านเจ้าเมืองผู้นี้ยังจะหน้าด้านได้กว่านี้อีกรึไม่?”
เหอผิงเองก็หัวเราะออกมา
“เช่นนั้น เหอจงเหิงเสียท่าในครานี้ก็น่าจะเริ่มเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ไปหาเรื่องใครแล้วกระมัง?”
“ไม่เลยขอรับ”
ฉีไป๋อีกล่าวช้าๆ “หลังจากฉินอิงหาวน้องร่วมสาบานตายไป เหอจงเหิงยิ่งหนักข้อขึ้น การไล่จับคนร้ายยิ่งรุนแรงกว่าเดิม หึ คนผู้นี้ตอนนี้แทบจะตัวคนเดียว แต่กลับคิดจะงัดข้อกับจวนที่ว่าการทั้งเมือง!”
“คนผู้นี้น่าสนใจจริงๆ”
เหอผิงหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง
“จริงสิ ข้าได้ยินเหอฝูเซิงบอกว่ามีพวกอันธพาลมาหาเรื่องร้านค้าที่เราเปิดในเมือง ข้าได้ยินว่าเจ้าเป็นคนจัดการขวางไว้ มีเรื่องนี้ใช่หรือไม่?”
“มีขอรับ”
ฉีไป๋อีพยักหน้า
“ข้าเดาว่าอันธพาลพวกนี้คงถูกสมาคมท้องถิ่นจ้างมา ในบรรดาพวกมันน่าจะมีพวกระดับหัวหน้าอยู่บ้าง”
เหอผิงเอ่ยปากอย่างไม่ช้าไม่เร็ว “ช่างบังเอิญเสียจริง หอเก๋งหลังเรือนมีผีสิง ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ามันกินคนอย่างไร... เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เจ้าหาทางจับตัวคนพวกนั้นมา โยนเข้าไปทดสอบดูสักหน่อย บางทีอาจจะได้เบาะแสอะไรบ้าง”