เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 กฎเกณฑ์

บทที่ 22 กฎเกณฑ์

บทที่ 22 กฎเกณฑ์


บทที่ 22 กฎเกณฑ์

อันที่จริง หากกู้เฉินจะใช้สถานะ ผู้ลาดตระเวนแห่งหน่วยจิ้งเทียน บีบบังคับให้พวกเขาร่วมมือ ก็ใช่ว่าซุนหลี่และคนอื่นๆ จะมีหนทางขัดขืนได้

แต่นั่นย่อมเป็นวิธีการที่เลวร้ายที่สุด เพราะหากทำเช่นนั้น ซุนหลี่และพรรคพวกย่อมเกิดความไม่พอใจ ต่อหน้าแสร้งทำเป็นเชื่อฟัง แต่ลับหลังอาจแอบอู้งาน ถ่วงเวลาจนทำให้ภารกิจล่าช้า

ซ้ำร้าย หากเป็นคนประเภทซุนหลี่ มีความเป็นไปได้สูงที่จะลอบแทงข้างหลัง สร้างอุปสรรคขัดขวางการทำงาน

อีกทั้ง เมืองหนิง มีประชากรนับแสนคน กำลังคนของที่ว่าการอำเภอในขณะนี้ขาดแคลนอย่างหนัก กู้เฉินจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากตระกูลใหญ่เหล่านี้ ถึงจะสามารถตรวจค้นเมืองได้อย่างทั่วถึง

และนี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงที่กู้เฉินเรียกพวกเขามาประชุมในวันนี้

ทว่าเห็นได้ชัดว่าซุนหลี่มองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง จึงจงใจขัดขวางไม่ให้กู้เฉินสมปรารถนา

เมื่อได้ยินวาจาเมื่อครู่ของกู้เฉิน ซุนหลี่ยังคงนิ่งเงียบ แต่ซุนฉางจื้อผู้เป็นบุตรชายที่นั่งอยู่ด้านข้างกลับลุกขึ้นยืน ขมวดคิ้วมุ่นพลางกล่าวถามกู้เฉินว่า "ใต้เท้ากู้ วาจาเมื่อครู่ของท่านหมายความว่าอย่างไร?"

"ก็หมายความตามตัวอักษรนั่นแหละ" กู้เฉินตอบกลับเรียบๆ

ซุนฉางจื้อกล่าวต่อ "ใต้เท้ากู้ ท่านคิดจะบีบบังคับให้พวกเราร่วมมือกระนั้นหรือ?"

กู้เฉินสีหน้าเรียบเฉย ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ เพียงเอ่ยว่า "แล้วถ้าใช่ จะทำไม?"

ซุนฉางจื้อหน้าถอดสี กล่าวเสียงเข้ม "ใต้เท้ากู้ การกระทำเช่นนี้ต่างอะไรกับโจรป่า? อาศัยอำนาจในมือข่มเหงผู้อื่นตามใจชอบ หากท่านคิดจะใช้กำลังบังคับตรวจค้นทั้งเมือง แม้ตระกูลซุนของเราจะยอมกล้ำกลืนความไม่พอใจนี้ไว้ แต่ในใจย่อมไม่ยินยอมพร้อมใจแน่ และข้าเชื่อว่าตระกูลอื่นๆ ก็คงคิดเช่นเดียวกัน"

บรรดาผู้นำตระกูลอื่นๆ ที่ได้ฟังต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย เพื่อแสดงจุดยืนของตน

เจ็ดตระกูลใหญ่แห่งเมืองหนิงมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นดุจพี่น้อง ร่วมเป็นร่วมตาย กู้เฉินเป็นเพียงคนนอก หากผลประโยชน์ของพวกเขาถูกรุกล้ำ ย่อมต้องรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อต่อต้านศัตรู

เมื่อเห็นว่าได้รับแรงสนับสนุนจากผู้นำตระกูลเจ้าและคนอื่นๆ ซุนหลี่และซุนฉางจื้อก็ยิ่งได้ใจ ซุนฉางจื้อจึงกล่าวต่อว่า "การตรวจค้นทั่วทั้งเมืองไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จได้ในวันสองวัน ไม่รู้ต้องสิ้นเปลืองกำลังคนและเวลาไปมากเท่าใด อีกทั้งเรื่องนี้ยังสุ่มเสี่ยงที่จะสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วเมือง หากใต้เท้ากู้ไม่มีคำอธิบายที่เหมาะสม ข้าเกรงว่าชาวเมืองหนิงนับแสนคนคงไม่ยอมเป็นแน่"

ซุนหลี่ปรายตามองบุตรชายด้วยความพึงพอใจ เขาคิดว่าเพียงคำพูดไม่กี่ประโยคนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้กู้เฉินหาทางลงไม่ได้แล้ว

แม้กู้เฉินจะมาจากหน่วยจิ้งเทียนแห่งเมืองหลวง มีอำนาจล้นฟ้า หากออกคำสั่งเด็ดขาด พวกเขาก็จำต้องก้มหน้าทำตาม

แต่ถึงกระนั้น พวกเขาทั้งเจ็ดตระกูลก็หยั่งรากลึกในเมืองหนิงมานานปี เป็นเจ้าถิ่นที่มีอิทธิพล การจะปลุกปั่นชาวบ้านสร้างกระแสสังคมกดดันกู้เฉินนั้น ง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ

พวกเขายอมรับว่าทำอะไรกู้เฉินไม่ได้มากนัก แต่หากสร้างความโกรธแค้นให้มวลชน จนชาวเมืองนับแสนลุกฮือขึ้นมาประณามกู้เฉิน ต่อให้เขาจะเป็นผู้ลาดตระเวนจากหน่วยจิ้งเทียน ก็คงไม่อาจแบกรับไหว และต้องถูกทางเมืองหลวงลงโทษอย่างหนักแน่นอน

และแล้วก็เป็นไปตามคาด ซุนฉางจื้อประกาศก้อง "หากใต้เท้ากู้ยังดึงดันจะทำเช่นนี้ ตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดของเราก็ไร้หนทางจะโต้แย้ง ย่อมต้องปฏิบัติตามคำสั่งของท่าน แต่เมื่อเรื่องนี้จบลง พวกเราจะร่วมกันลงชื่อถวายฎีกาไปยังเมืองหลวง รายงานทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองหนิงอย่างละเอียด ข้าเชื่อว่าเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในเมืองหลวง จะต้องคืนความเป็นธรรมให้แก่พวกเราอย่างแน่นอน"

ในขณะนั้นเอง ฟางเจิ้นที่นั่งเงียบอยู่บนเก้าอี้ตลอดเวลา เมื่อได้ยินประโยคนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองซุนฉางจื้อแวบหนึ่ง

ซุนฉางจื้อเห็นฟางเจิ้นมองมา ก็ยิ้มมุมปาก พยักหน้าให้อย่างเป็นมิตร

ฟางเจิ้นเห็นดังนั้น จึงรีบชักสายตากลับ พร้อมลอบส่ายหน้าเบาๆ ในใจ

"นี่เจ้ากำลังขู่ข้าหรือ?" กู้เฉินเบนสายตามาหยุดที่ซุนฉางจื้อ

"มิกล้า" ซุนฉางจื้อประสานมือคารวะ "ผู้น้อยเพียงแค่ว่าไปตามเนื้อผ้า เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของชาวเมืองนับแสน จึงหวังว่าใต้เท้ากู้จะไตร่ตรองให้รอบคอบ"

มุมปากของกู้เฉินยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เขามองซุนฉางจื้อด้วยสายตาลึกซึ้ง แล้วเอ่ยถาม "เจ้าเป็นลูกชายของผู้นำตระกูลซุนสินะ?"

"ถูกต้อง" ซุนฉางจื้อยิ้มรับ พยักหน้า

"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น" รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้เฉินค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยความเย็นชา "เจ้าก็ควรเบิกตาดูให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคนในห้องนี้ นอกจากผู้นำตระกูลต่างๆ แล้ว ก็มีเพียงข้าที่เป็นขุนนาง ที่นี่มีส่วนไหนให้เจ้าเสนอหน้าพูดแทรกได้?"

"วันนี้ ข้าจะสั่งสอนเจ้าแทนผู้นำตระกูลซุนเอง ให้รู้จักที่ต่ำที่สูง การจะพูดจาปราศรัยต้องรู้จักคิด รู้จักกาลเทศะ สถานการณ์เช่นนี้ ใช่ที่ที่เจ้าจะมาสอดปากตามใจชอบได้หรือ!"

"เจ้า!"

ได้ยินดังนั้น ซุนฉางจื้อก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความโกรธจัด จ้องมองกู้เฉินที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธานตาขวาง ถูกเด็กเมื่อวานซืนที่อายุน้อยกว่าตนถึงยี่สิบกว่าปีด่าว่าเช่นนี้ ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความอับอาย จนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี

ผู้นำตระกูลอื่นๆ ต่างลอบหัวเราะในใจ หากลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าพวกเขาเป็นซุนฉางจื้อ คงอยากจะกลั้นใจตายเสียเดี๋ยวนี้

"ใต้เท้ากู้ พูดจาแบบนี้มันจะเกินไปหน่อยกระมัง วันนี้ท่านเรียกพวกเรามา ก็เพื่อหารือหาทางออกร่วมกัน อีกอย่าง ฉางจื้อพูดในฐานะตัวแทนของข้า วาจาของท่านเมื่อครู่ ไม่คิดว่าไม่เหมาะสมไปหน่อยหรือ?" เมื่อเห็นลูกชายวัยสี่สิบกว่าถูกเด็กหนุ่มด่ากราด ซุนหลี่ย่อมทนดูดายไม่ได้

"ผู้นำตระกูลซุนพูดผิดแล้ว" กู้เฉินส่ายหน้า

ซุนหลี่ขมวดคิ้ว ถามกลับด้วยความไม่เข้าใจ "ข้าพูดผิดตรงไหน?"

กู้เฉินยิ้มบางๆ กล่าวว่า "ข้าจะสั่งสอนเขา เขาก็มีหน้าที่แค่ฟัง อย่าว่าแต่ลูกชายเจ้าเลย ต่อให้ข้าจะสั่งสอนเจ้า เจ้าก็ต้องทำเหมือนลูกชายเจ้านั่นแหละ คือนั่งฟังอยู่ข้างล่าง แล้วก็หุบปากทนไปซะ"

"กู้เฉิน!"

คราวนี้ซุนหลี่เองก็นั่งไม่ติดแล้ว ไม่คิดเลยว่ากู้เฉินจะไม่ไว้หน้ากันถึงเพียงนี้ เขาลุกขึ้นยืนทันที ใบหน้าบึ้งตึงราวกับจะหยดออกมาเป็นน้ำ

ประวัติของตระกูลซุนนั้นไม่ได้ขาวสะอาดมาแต่ต้น ก่อนหน้านี้พวกเขาคือเจ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่ในโลกใต้ดินของเมืองหนิง หรือจะเรียกว่าเป็นหัวหน้าแก๊งนักเลงก็ไม่ผิด เพียงแต่หลายปีมานี้พวกเขาค่อยๆ ฟอกตัว เปลี่ยนจากมืดเป็นสว่าง ก้าวจากเบื้องหลังขึ้นมายืนหยัดในที่แจ้ง

สมัยหนุ่มๆ ซุนหลี่เองก็เป็นคนเลือดร้อน ชอบใช้กำลังตัดสินปัญหา ที่เขาตาบอดไปข้างหนึ่ง ก็เพราะการต่อสู้แย่งชิงอาณาเขตกับคู่อริจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

เวลานี้ ซุนหลี่จ้องมองกู้เฉินด้วยความโกรธแค้นสุมอก หากไม่เพราะยังมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง เกรงใจเบื้องหลังที่เป็นถึงหน่วยจิ้งเทียน ป่านนี้เขาคงสั่งลูกน้องให้รุมยำไปแล้ว

"ผู้นำตระกูลซุนทนไม่ไหวแล้วหรือ?" กู้เฉินนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน มองลงมาที่ซุนหลี่ด้วยแววตาเย็นชา "ยังมีอีกเรื่องที่ผู้นำตระกูลซุนยังไม่เข้าใจ สิ่งที่ข้าพูดไปก่อนหน้านี้ ไม่ใช่การขอความเห็น แต่เป็นการออกคำสั่ง ข้าหวังว่าพวกท่านทุกคนจะเข้าใจเรื่องนี้ให้ชัดเจน"

สิ้นคำพูดของกู้เฉิน ใบหน้าของซุนหลี่ก็เขียวคล้ำด้วยความโกรธ ตวาดกลับไปว่า "ไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ขนยังไม่ทันจะขึ้นครบ ริอ่านจะมาออกคำสั่งพวกข้า! คิดหรือว่ามีหน่วยจิ้งเทียนหนุนหลังแล้วจะทำกร่าง เที่ยวข่มเหงใครในเมืองหนิงก็ได้ตามใจชอบ?!"

กู้เฉินมองซุนหลี่ด้วยสายตาล้อเลียน ยิ้มเยาะพลางกล่าว "ถูกต้อง ข้าก็อาศัยบารมีหน่วยจิ้งเทียนนี่แหละ แล้วเจ้าจะทำไม?"

"เจ้า!"

ซุนหลี่โกรธจนตัวสั่นเทิ้ม เดิมทีเขาก็เป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอกู้เฉินยั่วโมโหแบบนี้ ยิ่งทำให้เขาแทบคลั่ง ดวงตาข้างดีแทบจะถลนออกมา จ้องเขม็งไปที่กู้เฉินแล้วคำรามลั่น "กู้เฉิน เจ้าทำอะไรไม่มีหลักฐาน นึกจะค้นเมืองก็ค้น เห็นเรื่องบ้านเมืองเป็นของเล่นหรือไง เจ้ามันไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตา ทำอะไรตามอำเภอใจ คอยดูเถอะ ข้าจะไปฟ้องร้องที่เมืองหลวง เอาเรื่องเจ้าให้ถึงที่สุด!"

ประโยคสุดท้าย ซุนหลี่ตะโกนออกมาสุดเสียงด้วยความเกรี้ยวกราด

ทันใดนั้น กู้เฉินค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แววตาคมกริบดุจกระบี่ออกจากฝัก แผ่รังสีอำมหิตปกคลุมไปทั่วห้อง "กฎหมาย? กฎเกณฑ์? ข้าจะพูดอีกครั้ง ที่นี่ คำพูดของข้าคือหลักฐาน และกฎของข้า... ก็คือกฎเกณฑ์!"

"เจ้า..." ซุนหลี่คำรามในลำคอ แทบจะอกแตกตาย

"กู้เฉิน ไอ้เด็กเมื่อวานซืน รังแกกันเกินไปแล้ว!" ซุนฉางจื้อเองก็เดือดดาลไม่แพ้กัน ชี้หน้าด่ากู้เฉินอย่างไม่เกรงกลัว

"รังแกกันเกินไป?" กู้เฉินตีหน้านิ่ง "ก็ได้ วันนี้ข้าจะเปิดหูเปิดตาให้พวกเจ้าได้เห็น ว่าการรังแกที่แท้จริง... มันเป็นยังไง!"

สิ้นเสียง ร่างของกู้เฉินก็พุ่งวูบกลายเป็นเงาเลือนราง รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด เพียงชั่วพริบตาเดียว เขาก็ไปโผล่อยู่ตรงหน้าซุนฉางจื้อ รวบรวมลมปราณอันมหาศาลไว้ที่ฝ่ามือ แล้วซัดตูมเข้ากลางอกของอีกฝ่ายเต็มแรง

"อั๊ก!"

ซุนฉางจื้อไม่มีโอกาสแม้แต่จะตั้งตัวรับ ถูกฝ่ามือของกู้เฉินกระแทกเข้าอย่างจัง เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดออกจากปาก ร่างปลิวละลิ่วเหมือนว่าวสายป่านขาดกระเด็นไปกระแทกผนังห้องอย่างแรง ก่อนจะค่อยๆ ไหลรูดลงมากองกับพื้น แน่นิ่งไปโดยไม่ทราบชะตากรรม

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ พลิกผันจนตามแทบไม่ทัน อย่าว่าแต่ซุนฉางจื้อเลย แม้แต่คนอื่นในห้องก็ยังไม่มีใครตั้งสติทัน

ไม่มีใครคาดคิดว่ากู้เฉินจะกล้าลงไม้ลงมือ ตบซุนฉางจื้อกระเด็นด้วยฝ่ามือเดียว ทุกคนต่างตกอยู่ในอาการตื่นตะลึง สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ

"ฉางจื้อ!"

คนแรกที่ได้สติคือซุนหลี่ เมื่อเห็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนนอนจมกองเลือด ไหลออกมาจากทวารทั้งเจ็ด ไม่รู้เป็นตายร้ายดี หัวใจคนเป็นพ่อก็ร้อนรุ่มดั่งไฟเผา

จบบทที่ บทที่ 22 กฎเกณฑ์

คัดลอกลิงก์แล้ว