- หน้าแรก
- มาร์เวล: เส้นทางพ่อค้าอาวุธเถื่อน
- บทที่ 22: ความวุ่นวายของนิค ฟิวรี่
บทที่ 22: ความวุ่นวายของนิค ฟิวรี่
บทที่ 22: ความวุ่นวายของนิค ฟิวรี่
ถ้านิค ฟิวรี่รู้แต่แรกว่าผู้หญิงกับผู้ชายคู่นั้นมีพลังพิเศษล่ะก็ เขาจะไม่มีทางปล่อยให้โทนี่บุกเข้าไปที่สำนักงานใหญ่ของอัมเบรลล่าแบบหัวร้อนแน่นอน
เขาน่ะถึงขั้นอาจจะพยายามชวนสองคนนั้นให้มาเข้าร่วมทีมซะด้วยซ้ำ
ก็แหงล่ะ โครงการอเวนเจอร์สที่นิค ฟิวรี่เฝ้าฝันมานานเป็นสิบปี มันต้องการคนที่มีพลังพิเศษแบบนี้แหละ
แต่โชคร้าย หลังจากโทนี่ไประเบิดอารมณ์ใส่ไปแบบนั้น จะดึงคนมาร่วมทีมคงยากหน่อยแล้ว
จุดสำคัญเลยก็คือ โทนี่แพ้เละแบบไม่มีชิ้นดี ทำเอานิค ฟิวรี่เสียหน้าไปเต็มๆ
ถึงจะเป็นแบบนั้น เขาก็ยังไม่หมดหวัง คิดว่าทั้งหมดนี่น่าจะเป็นแค่ “ความเข้าใจผิดเล็กๆ” กันทั้งนั้น และถ้าเขาสามารถ “เกลี้ยกล่อม” คู่รักนั้นให้ “กลับตัวกลับใจ” ได้ล่ะก็...
ชีลด์ก็ยังพร้อมจะเปิดรับคนที่มีความสามารถพิเศษแบบนี้อยู่ดี
ต่อให้ทั้งคู่จะมีประวัติน่าอายอย่างการค้าขายอาวุธผิดกฎหมาย หรือใช้ระเบิดนิวเคลียร์โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับชีลด์หรอก
สุดท้ายแล้ว อดีตของแบล็ควิโดว์ก็ไม่ได้สวยหรูอะไร เธอเกิดในเรดรูม ทำภารกิจลอบสังหารมานับไม่ถ้วน แต่สุดท้ายก็ยังได้เข้าร่วมชีลด์อยู่ดี
นิค ฟิวรี่เคาะโต๊ะเบาๆ ก่อนหันไปมองคลินท์กับนาตาชาที่อยู่ตรงหน้าแล้วพูดว่า
“ตอนนี้ยังไม่ต้องพูดถึงสองคนนั้นก่อน แล้วพวกเธอคิดว่าอาวุธนิวเคลียร์ของอัมเบรลล่ามาจากไหน?”
“ฉันให้คนไปตรวจสอบการเคลื่อนไหวของวัตถุดิบในเหมืองยูเรเนียมทั่วโลกแล้ว ก็มั่นใจได้ว่าอัมเบรลล่าไม่ได้ลอบซื้อแร่ยูเรเนียมจากที่ไหนเลย
ส่วนยูเรเนียมเกรดสูง ก็ไม่มีร่องรอยการหลุดออกจากประเทศใดประเทศหนึ่งเลยเช่นกัน”
พอฮอว์คอายกับแบล็ควิโดว์ได้ยินคำถามนี้ ก็ขมวดคิ้วพร้อมกันแล้วเงียบไปทันที
ผ่านไปพักใหญ่ แบล็ควิโดว์ถึงได้เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเบาๆ ว่า
“ฉันสงสัยว่า อาวุธไฮเทคของอัมเบรลล่า รวมถึงนิวเคลียร์ อาจจะเป็นผลงานจากพลังพิเศษบางอย่างก็ได้!”
ทันทีที่ได้ยินสมมุติฐานชวนตะลึงแบบนั้น หน้าผากของนิค ฟิวรี่ถึงกับเส้นเลือดขึ้น
“นาตาชา เธอมีหลักฐานอะไรมั้ย? มีพลังพิเศษบ้าอะไรที่สร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้?”
แบล็ควิโดว์นึกอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะอธิบายช้าๆ ว่า
“เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ตอนฉันแฝงตัวเข้าไปในบริษัทอัมเบรลล่า ฉันเจอว่าโรงงานผลิตอาวุธที่เปิดเผยต่อสาธารณะของพวกเขา ผลิตได้แค่พวกอาวุธเบาๆ เท่านั้น
ฉันหาหลักฐานอยู่นาน แต่ก็ไม่เจอว่าพวกเขาผลิตอาวุธหนักจากที่ไหน เลยเดาแบบกล้าหาญเลยว่า หัวหน้าอัมเบรลล่าอาจมีพลังพิเศษบางอย่างในการสร้างอาวุธ”
ต้องบอกเลยว่าแบล็ควิโดว์ไม่เสียแรงที่เป็นสายลับมือโปร แค่ใช้ข้อมูลไม่กี่จุด ก็สามารถเดาต้นตอของอาวุธอัมเบรลล่าได้ใกล้เคียงมาก
นิค ฟิวรี่ฟังแล้วก็เริ่มสนใจในตัวคาร์ลมากขึ้น
ผู้หญิงที่ใช้โค้ดเนมว่า ‘สการ์เล็ตวิช’ อาจจะมีพลังพิเศษลึกลับจนตอนนี้ยังแทบหยุดเธอไม่ได้ แต่ถ้าเทียบกับกัปตันมาร์เวลเมื่อก่อนแล้ว ก็ยังห่างไกลมาก
อย่าลืมว่าแดนเวอร์สบินข้ามจักรวาลได้ ต่อยยานรบให้ระเบิดกระจุยด้วยหมัดเดียว และยันทั้งกองเรือเอเลี่ยนด้วยตัวคนเดียวก็ยังทำมาแล้ว
เพราะงั้น ต่อให้สการ์เล็ตวิชจะแข็งแกร่งแค่ไหน นิค ฟิวรี่ก็ไม่หวั่น ถ้าเอาไม่อยู่จริงๆ ก็แค่กดปุ่มเรียกแดนเวอร์สกลับมาก็พอ
แต่ถ้าผู้ชายที่ชื่อคาร์ลนั่นดันมีพลังในการสร้างอาวุธไฮเทคได้จริง ถึงขั้นทำระเบิดนิวเคลียร์ พลังแบบนี้ต่างหากที่น่ากลัวยิ่งกว่า
ก็แหงล่ะ แค่ระเบิดนิวเคลียร์ก็ทำเอาชีลด์ปวดหัวสุดๆ แล้ว ถ้าคาร์ลสร้าง “อาวุธทำลายดาว” หรืออาวุธสงครามระดับจักรวาลขึ้นมาอีกล่ะ!?
นิค ฟิวรี่ลูบเพจเจอร์เก่าที่อยู่ตรงหน้าเบาๆ อุปกรณ์ชิ้นนั้นคือไพ่ตายสุดท้ายของเขา เป็นเครื่องสื่อสารอินเตอร์สเตลล่าร์สำหรับเรียกกัปตันมาร์เวล แครอล แดนเวอร์ส
เห็นได้ชัดว่าแค่คิดถึงพลังของคาร์ล ฟิวรี่ก็เริ่มไม่แน่ใจในสถานการณ์แล้ว
แต่พอคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ยังเชื่อว่าทุกอย่างยังพอควบคุมได้ อย่างน้อยคาร์ลกับสการ์เล็ตวิชก็ยังไม่ได้ถึงขั้นไม่เปิดใจคุยกับใคร
ไพ่ตายก็คือไพ่ตาย เพราะต้องใช้เฉพาะในเวลาคับขันที่สุดเท่านั้น
นิค ฟิวรี่เก็บเพจเจอร์กลับใส่กระเป๋าในสูท แล้วเปลี่ยนเรื่องพูด
“ตอนนี้ยังไม่ต้องไปสนใจคาร์ลกับสการ์เล็ตวิชก่อน พวกเธอคิดยังไงกับผู้หญิงหัวโล้นที่ใส่ชุดพระในวิดีโอ?”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะเสริมว่า “ผู้หญิงหัวโล้นที่ดูเหมือนใช้เวทย์วาร์ปได้คนนั้น หลังจากตรวจสอบใบหน้าด้วยระบบรู้จำใบหน้าแล้ว ไม่พบข้อมูลอะไรในฐานข้อมูลทั่วโลกเลยนะ”
ฮอว์คอายย้อนนึกถึงวิดีโอเมื่อกี้ พอคิดถึงนักเวทที่เดินออกมาจากวงแสงสีทองก็ถึงกับรู้สึกว่าโลกนี้มันเหลือเชื่อจริงๆ เขาหัวเราะแห้งๆ แล้วพูดว่า
“ในโลกนี้มีพ่อมดแม่มดจริงๆ เหรอเนี่ย? คนลึกลับแบบนั้นโผล่มาแล้วหายไปเฉยๆ แบบนั้น ก็ไม่แปลกหรอกที่เราจะหาข้อมูลไม่เจอเลย”
แบล็ควิโดว์ก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนพูดว่า
“ถ้าพ่อมดแบบนี้ถูกชีลด์หาเจอได้ง่ายๆ ล่ะก็ พวกเขาคงถูกเปิดโปงไปตั้งนานแล้วล่ะ ไม่ใช่เพิ่งเจอวันนี้”
นิค ฟิวรี่เงียบไปพักหนึ่ง สิ่งที่ฮอว์คอายกับแบล็ควิโดว์พูดก็มีเหตุผลดี
แต่ปัญหาคือ ตอนนี้ชีลด์ไม่มีพลังเพียงพอจะต่อกรกับพวกที่มีพลังพิเศษ หรือพวกจอมเวทลึกลับแบบนี้เลย
“ในระยะสั้น ชีลด์ทำได้แค่เฝ้าจับตาบริษัทอัมเบรลล่าเท่านั้น คลินท์ จากนี้ไปหน้าที่หลักของนายคือคอยสอดแนมสำนักงานใหญ่ของอัมเบรลล่า 24 ชั่วโมง”
“ส่วนนาตาชา ฉันอยากให้เธอไปคุยกับพี่เบิ้มนั่นหน่อย”
นิค ฟิวรี่สั่งงานกับสองเจ้าหน้าที่คนสนิททันที
ฮอว์คอายพยักหน้ารับแบบเข้าใจทันที
แต่นาตาชา แบล็ควิโดว์กลับขมวดคิ้วแล้วพูดงงๆ ว่า
“พี่เบิ้ม?”
เวลาเดินทางเข้าสู่เดือนมิถุนายน
ขั้วโลกเหนือ
แสงแดดอุ่นๆ ส่องลงบนผืนหิมะกว้างใหญ่ ที่ถูกปกคลุมด้วยความหนาวยะเยือกตลอดทั้งปี
ขั้วโลกเหนือคือทวีปที่อยู่เหนือสุดของโลก มีพื้นที่รวมราว 14.245 ล้านตารางกิโลเมตร และเกือบทั้งหมดถูกคลุมด้วยธารน้ำแข็งตลอดเวลา
สภาพอากาศที่นี่โหดสุดขั้ว อุณหภูมิต่ำสุดเคยแตะ -89.2 องศาเซลเซียส ลมแรงสุดพัดได้ถึง 17–18 เมตรต่อวินาที เรียกได้ว่าเป็นดินแดนร้างที่หนาวที่สุด ลมแรงที่สุด และโหดเหี้ยมที่สุดในโลก
นอกจากนักวิทยาศาสตร์กับนักสำรวจสายบ้าบิ่น ก็แทบไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาในดินแดนต้องห้ามแห่งนี้เลย
แต่เมื่อครึ่งปีก่อน ปิเอโตร ควิกซิลเวอร์ ดันถูกคาร์ลหลอกให้มาที่ขั้วโลกเหนือ
เขาต้องเดินท่ามกลางน้ำแข็งกับหิมะที่ไร้ขอบเขตทุกวัน เดินทีเป็นสิบกิโลโดยไม่เจอแม้แต่เงาคน
ความเปล่าเปลี่ยว ความเหงา กับความหนาวจัดยังไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดเลย
“ปัญหาที่ใหญ่สุดคือ ฉันอยู่ที่บ้าๆ นี่มาแปดเดือนเต็มแล้วเนี่ยนะ!?” ปิเอโตรสบถเสียงดัง
ถึงจะสวมชุดกันหนาวหนาเตอะ แต่เสื้อผ้าพวกนั้นก็ยังไม่อาจต้านลมหนาวได้เลย
ลมเย็นพัดกรรโชกเข้าตามรอยแยกของเสื้อผ้าเหมือนจงใจ
“บ้าฉิบ! คาร์ล ฉันน่าจะรู้แต่แรกว่าแกมันไว้ใจไม่ได้ บอกว่าให้มาหาของโบราณจากศตวรรษก่อนที่ขั้วโลกเหนือ
บอกว่าเราจะหาเบาะแสในการวิจัยเซรุ่มซูเปอร์โซลเยอร์จากซูเปอร์ฮีโร่คนแรกของโลก
มันก็แค่เรื่องหลอกลวง! หลอกลวงชัดๆ!”
ความคับแค้นในใจของควิกซิลเวอร์แทบจะพุ่งทะลุขั้วโลก ถ้าไม่ติดว่ายังมีทหารอีกยี่สิบคนมาด้วย เขาคงเลิกภารกิจนี้ไปตั้งนานแล้ว
เพราะที่นี่นอกจากน้ำแข็งกับหิมะแล้ว ก็มีแค่เพนกวินกับสัตว์อื่นๆ เท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่
……….