- หน้าแรก
- เส้นทางมาเฟียผู้พิทักษ์ จากนักเลงอิตาลีสู่ก๊อดฟาร์เธอร์แห่งนิวยอร์ก
- บทที่ 23 : คนเจอก็ต้องเป็นเจ้าของสิ
บทที่ 23 : คนเจอก็ต้องเป็นเจ้าของสิ
บทที่ 23 : คนเจอก็ต้องเป็นเจ้าของสิ
หลังจากนั้น ศพชายอ้วนก็ถูกขนกลับไปที่แผนกนิติเวช หลังการชันสูตร เดวิดและวิลเลียมก็ได้รับรายงานฉบับสมบูรณ์
ทั้งสองกลับมาที่สถานีตำรวจพร้อมรายงาน ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา ก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ชอบมาพากล หลายคนจับกลุ่มซุบซิบและวิพากษ์วิจารณ์อะไรบางอย่างด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม
แต่พวกเขายุ่งอยู่กับคดี เลยไม่ได้สนใจอะไรมากนัก
วิลเลียมเรียบเรียงรายงานนิติเวชแล้วสรุป "ฆาตกรวางถังไว้ใต้ร่างเหยื่อแล้วบังคับให้กินไม่หยุด แพทย์บอกว่าเวลากินเกินสิบสองชั่วโมง คอเหยื่อบวมเป่งจากการยัดทะนาน... แล้วก็สลบไปในที่สุด"
"ฆาตกรแม่งซาดิสม์ชัดๆ!" เดวิดสบถ
วิลเลียมพยักหน้าเห็นด้วย
ถ้าแค่จะฆ่าให้ตาย เอามีดแทงหรือเอาปืนยิงเปรี้ยงเดียวก็จบ ทำไมต้องเสียเวลาทำเรื่องยุ่งยากขนาดนี้?
เมื่อประกอบกับเบาะแสที่พบในที่เกิดเหตุ ชัดเจนว่าฆาตกรมีแรงจูงใจอื่น
วิลเลียมฉุกคิดถึงคำแนะนำของลูค่า เรื่องเกี่ยวกับศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก
"คาทอลิกมีบาป 7 ประการ : ตะกละ (Gluttony), อัตตา (Pride), ราคะ (Lust), โลภะ (Greed), เกียจคร้าน (Sloth), ริษยา (Envy) และ โทสะ (Wrath)!"
วิลเลียมจ้องหน้าคู่หู "ถ้าข้อสันนิษฐานของลูค่าถูกต้อง น่าจะมีเหยื่ออีก 6 รายตามมา!"
เดวิดขมวดคิ้ว แม้จะเป็นคำพูดลอยๆ ของมาเฟีย แต่เขาต้องยอมรับว่าลูค่าพูดมีเหตุผลมาก เพราะฆาตกรจงใจทิ้งโน้ตและเบาะแสชี้เป้าชัดเจน การสืบสวนในประเด็นฆาตกรรมทางศาสนาน่าจะเป็นทางที่ถูก
จังหวะนั้น วิลเลียมก็พูดขึ้น "ผมอยากถอนตัวจากคดีนี้ ผมใกล้จะเกษียณแล้ว ผมไม่อยากจบอาชีพด้วยคดีนี้"
เห็นได้ชัดว่าคดีนี้ซับซ้อนและคงปิดไม่ลงก่อนเขาเกษียณ เขาไม่อยากทิ้งรอยด่างพร้อยว่า "ปิดคดีไม่ได้" ไว้ในประวัติการทำงาน
เดวิดที่เพิ่งย้ายมาและไฟแรงอยากสร้างผลงาน กลับกระตือรือร้น "งั้นยกให้ผม ผมจะจัดการเอง"
"มิลส์ ผมแนะนำให้คุณถอนตัวเหมือนกัน คุณเพิ่งย้ายมา คดีนี้ไม่เหมาะกับคุณหรอก" วิลเลียมสังหรณ์ใจว่าคดีนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะรับมือไหว
แต่เดวิดไม่ฟัง
วิลเลียมเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ เลยบุกไปหาหัวหน้าเพื่อขอย้ายคดี—"ให้ผมเกษียณอย่างสงบเถอะครับ"
หัวหน้าปฏิเสธทันควัน
"ซอเมอร์เซต คุณรู้ไหมว่าตอนนี้มีคนจับตาดูคดีนี้กี่คน?"
หัวหน้าตบโต๊ะปัง ระบายความอัดอั้น "ทั้งนิวยอร์ก สื่อทุกสำนักเล่นข่าวนี้กันหมด! ที่น่าเจ็บใจคือสื่อพวกนั้นรู้ข่าวก่อนตำรวจเราซะอีก รถตำรวจยังไปไม่ถึงที่เกิดเหตุ หนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวแล้ว!
ตอนนี้ชาวนิวยอร์กทุกคนกำลังตามติดคดีนี้ คุณรู้ไหมว่าถ้าเราปิดคดีไม่ได้ เราจะโดนสังคมกดดันหนักแค่ไหน?
คุณยังหวังพึ่งพลเมืองดีคนใหม่มาช่วยไขคดีให้อีกหรือไง?"
วิลเลียมพูดตรงๆ "นั่นไม่ใช่พลเมืองดีครับ นั่นมาเฟีย"
หัวหน้า : "..."
"รู้แล้ว รู้แล้ว! ต้องให้ย้ำอีกเหรอ?" หัวหน้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูก "เราแทบจะเอาปี๊บคลุมหัวเดินกันแล้ว ตำรวจนิวยอร์กตกต่ำถึงขนาดต้องพึ่งมาเฟียตั้งแต่เมื่อไหร่? แบบนี้มันเสียศักดิ์ศรีชะมัด ขนาดตำรวจดีทรอยต์งี่เง่าพวกนั้นยังหัวเราะเยาะเราเลยว่าไม่มีน้ำยา!"
"เอ่อ..." วิลเลียมลังเล แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่บอกว่า วันนี้มาเฟียก็เพิ่งช่วยไปอีกรอบ แถมช่วยได้เยอะด้วย
ขืนบอกไป หัวหน้าคงความดันขึ้นตาย
ความเงียบของวิลเลียมทำให้หัวหน้าคิดว่าเขายอมอ่อนข้อ เลยพูดกล่อม :
"คุณคือนักสืบที่เก๋าเกมที่สุดในโรงพักเรา ไม่มีใครมีประสบการณ์มากเท่าคุณแล้ว ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ คุณจะถอยไม่ได้ ผมเชื่อว่าคุณจะช่วยนิวยอร์กจับคนร้ายและหุบปากสื่อพวกนั้นได้"
"ถ้าผมยังไม่เกษียณและมีเวลาพอ ผมรับทำแน่นอน แต่ผมจะเกษียณแล้ว คดีนี้ซับซ้อนเกินกว่าจะจบในเวลาสั้นๆ ผมไม่อยากจบชีวิตราชการด้วยคดีค้างคา"
"ช่วยมั่นใจในตัวเองหน่อยสิ ซอเมอร์เซต ตอนนี้นิวยอร์กต้องการคุณจริงๆ"
"คุณไปหา ริชชี่ โรเบิร์ตส์ ก็ได้... แมคเคลน ก็เก่ง พวกเขาเป็นตำรวจมีฝีมือ"
ข้อเสนอของวิลเลียมทำเอาหัวหน้าหน้ามุ่ยหนักกว่าเดิม เหมือนเพิ่งกลืนอึเข้าไป
"เสนอชื่ออะไรมาเนี่ย?"
หัวหน้าตบโต๊ะรัวๆ ชี้ออกไปนอกหน้าต่าง "แมคเคลน ตอนนี้หมดสภาพแล้ว ชีวิตครอบครัวพังพินาศจนกลายเป็นคนขี้เหล้าเมายา วันๆ เอาแต่หมกตัวในโบสถ์ดื่มเหล้า ไร้ประโยชน์สิ้นดี จะหวังพึ่งมันไขคดีเหรอ? สู้ไปหวังพึ่งมาเฟียยังจะดีซะกว่า"
วิลเลียม : "..."
"แล้วโรเบิร์ตส์ล่ะ?" วิลเลียมยังไม่ยอมแพ้
หัวหน้าปฏิเสธเสียงแข็ง "โรเบิร์ตส์ก็ไม่เหมาะ ไปดูที่ห้องเก็บของกลางสิ แล้วคุณจะรู้ว่าทำไม"
วิลเลียม : "???"
ไม่นาน วิลเลียมก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ปรากฏว่าเกิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นที่โรงพักระหว่างที่เขากับเดวิดออกไปสืบคดี
ตำรวจสองนาย ระหว่างทำคดี "ค้นพบ" เงินผิดกฎหมายหลายถุงในรถพ่อค้ายา แทนที่จะเก็บไว้เอง พวกเขากลับส่งมอบให้รัฐอย่างไม่เห็นแก่ตัว!
หนึ่งในตำรวจสองนายนั้นคือ ริชชี่ โรเบิร์ตส์
ได้ยินข่าวนี้ วิลเลียมถึงกับอึ้ง
ซื่อสัตย์?
ไม่เห็นแก่ตัว?
เดวิดเองก็ตกใจไม่แพ้กัน เขาเพิ่งมาอยู่ได้ไม่กี่วัน แต่ก็พอรู้กิตติศัพท์ความเน่าเฟะของตำรวจนิวยอร์ก—ทุกคนรับส่วยกันทั้งนั้น
ตำรวจบางคนถึงขั้นฮั้วกับ DEA เพื่อขาย "แป้ง" (ยาเสพติด) โดยจงใจผสมสารอื่นลงไปเพื่อลดความบริสุทธิ์ แล้วค่อยปล่อยขาย
ยาจำนวนมากในนิวยอร์กถูกตำรวจยึดมา แล้วก็เอามาผสมใหม่ ขายต่อ
พวกเขาเล่นเกมที่ใหญ่กว่าเมืองเล็กๆ ที่เขาจากมาเยอะ
วิลเลียมชี้ไปที่ห้องทำงานกระจกใส ตำรวจกำลังนับเงินของกลาง ธนบัตรดอลลาร์สีเขียวกองพะเนินเต็มโต๊ะ
และริชชี่ก็นั่งอยู่ข้างโต๊ะนั้น หลายคนมองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม แต่ดวงตากลับฉายแววโลภเมื่อมองไปที่กองเงิน
"มิลส์ ถ้าตำรวจส่งคืนเงินเยอะขนาดนั้น มันหมายความได้อย่างเดียว"
วิลเลียมส่ายหน้า "เขาอาจจะแฉตำรวจคนอื่นที่รับสินบน ถึงตอนนั้นโรเบิร์ตส์กับคู่หูจะกลายเป็นหมาหัวเน่า และการทำงานร่วมกับตำรวจที่มีอุดมการณ์ต่างกันก็มีแต่จะพาไปสู่ทางตัน"
เดวิดรู้สึกเหมือนได้บทเรียนใหม่อีกบท
คราวหน้าถ้าเจอเงิน ควรเก็บไว้เองสินะ?
ไม่นาน ริชชี่กับตำรวจอีกนายก็เดินออกมา
วินาทีนั้น สายตาตำรวจทุกคู่ในห้องจับจ้องไปที่ทั้งสอง
จู่ๆ ใครคนหนึ่งก็พูดขึ้น :
"จะแกล้งทำเป็นคนดีไปทำไมวะ ไอ้สวะเอ๊ย?"
สีหน้าตำรวจสองนายดูไม่ค่อยดีนัก แต่เมื่อเจอกับสายตากดดันรอบทิศ สุดท้ายพวกเขาก็ไม่พูดอะไร และเดินออกจากโรงพักไปเงียบๆ แต่ก่อนไป ริชชี่ที่เดินรั้งท้าย หันกลับมามองเพื่อนตำรวจทุกคนด้วยสายตาซับซ้อนและเศร้าสร้อย
เดวิดรู้สึกละอายใจอย่างบอกไม่ถูก
ไม่กี่วันก่อน ทุกคนยังคุยกันสนุกสนาน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเหมือนคนแปลกหน้า?
เดวิดอยากช่วยริชชี่ แต่ก็กลัวจะโดนเพื่อนร่วมงานแบน ซึ่งอาจทำลายอนาคตการงานของเขาได้
เรื่องนี้ซีเรียสมาก ลองนึกภาพดูสิ ไม่มีใครยอมเข้าคู่กับคุณ และเวลาออกปฏิบัติหน้าที่แล้วขอกำลังเสริม ไม่มีเพื่อนตำรวจคนไหนยอมมาช่วยคุณเลย
ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เดวิดอยากจะสบถออกมาดังๆ
โรงพักนี้มันเน่าเฟะสิ้นดี
ริชชี่เดินคอตกจากไปแบบนั้น
เขาเจอเงิน 1 ล้านดอลลาร์ นอกจากคำชมเชยตามมารยาทแล้ว เขาก็ไม่ได้อะไรเลย แถมยังโดนเพื่อนร่วมงานรังเกียจและกีดกันอีกต่างหาก
วิลเลียมเองก็โดนหัวหน้ามัดมือชก ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสืบคดีฆาตกรรมทางศาสนานี้ต่อกับเดวิด
เขาจนปัญญาแต่ทำอะไรไม่ได้
แล้วก็เป็นไปตามคาด วันรุ่งขึ้น มีเหยื่อรายใหม่โผล่มาที่แมนแฮตตัน
ดาราสาวชื่อดังถูกฆาตกรรมและทำลายโฉมหน้า
สื่อรู้ข่าวก่อนอีกแล้ว ตำรวจไปถึงทีหลัง และเพราะผู้ตายเป็นคนดัง ข่าวการตายของเธอจึงสร้างผลกระทบทางสังคมรุนแรงกว่าเดิม
ข่าวใหญ่ขนาดนี้ปิดไม่มิด มันแพร่สะพัดออกไปนอกนิวยอร์ก เมืองรอบข้างอย่างบอสตัน ฟิลาเดลเฟีย และวอชิงตัน ต่างรับรู้ข่าวกันหมด
ลามไปถึงลอสแอนเจลิสฝั่งตะวันตกนู่น
แฟนคลับหัวรุนแรงบางส่วนถึงกับมารวมตัวประท้วงที่ไทม์สแควร์ ชูป้ายด่านิวยอร์กเฮงซวย
กดดันตำรวจนิวยอร์กหนักเข้าไปอีก จนผู้ใหญ่หลายคนนั่งไม่ติดเก้าอี้
ในบรรยากาศตึงเครียดแบบนี้ วิลเลียมและเดวิดมาถึงที่เกิดเหตุเพื่อเก็บหลักฐาน
"ฆาตกรเฉือนจมูกดาราสาวทิ้ง แล้วถลกหนังหน้าเธอออก ทำให้เสียโฉม จากนั้นก่อนไป มันยัดมือถือใส่มือซ้ายเธอ และเอายานอนหลับใส่มือขวา"
"ถ้าเธอโทรขอความช่วยเหลือ เธอจะรอด แต่หน้าตาที่เสียโฉมจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ... หรือเธอจะเลือกจบชีวิตตัวเองเพื่อหนีความเจ็บปวด"
ที่เกิดเหตุ วิลเลียมเงยหน้ามองตัวอักษรเลือดบนกำแพง
—Pride (อัตตา)
ความภาคภูมิใจที่สุดของดาราสาวคือรูปร่างหน้าตา และฆาตกรก็ทำลายสิ่งที่เธอภูมิใจที่สุด
วิลเลียมรู้สึกว่าสิ่งที่ถูกเฉือนออกไปไม่ใช่แค่หน้าของเธอ แต่เหมือนมีดกรีดลงบนหน้าของตำรวจนิวยอร์กด้วย
"ฆาตกรฆ่าคนตามบาป 7 ประการจริงๆ" แววตาเดวิดฉายความเลื่อมใส
น่าสังเกตว่า ลูค่าเคยตั้งข้อสังเกตนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อวาน มาเฟียคนนั้นดูเหมือนจะมองทะลุปรุโปร่งว่าฆาตกรต้องการทำอะไร
วิลเลียมจ้องมองตัวอักษรเลือด "ฆาตกรใช้พิธีกรรมการฆ่าสุดโหดเพื่อลงทัณฑ์ผู้กระทำบาป 7 ประการ"
"บาป 7 ประการ? บาปบ้าบออะไรกัน?" เดวิดบ่น "ถ้าจะตัดสินคนด้วยเรื่องแค่นี้ มนุษย์คงตายกันหมดโลก ไม่มีใครรอดหรอก! ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครในโลกที่ในใจไม่มีบาป!"
วิลเลียมไม่พูดอะไร ได้แต่ยิ้มขมขื่น
ในตอนนี้ จู่ๆ เขาก็นึกถึงลูค่าขึ้นมา ไม่รู้ว่า "พลเมืองดี" คนนั้นจะมีเบาะแสอะไรไหม? เขาจะยื่นมือมาช่วยอีกครั้งไหมนะ?