เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 : คนเจอก็ต้องเป็นเจ้าของสิ

บทที่ 23 : คนเจอก็ต้องเป็นเจ้าของสิ

บทที่ 23 : คนเจอก็ต้องเป็นเจ้าของสิ


หลังจากนั้น ศพชายอ้วนก็ถูกขนกลับไปที่แผนกนิติเวช หลังการชันสูตร เดวิดและวิลเลียมก็ได้รับรายงานฉบับสมบูรณ์

ทั้งสองกลับมาที่สถานีตำรวจพร้อมรายงาน ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา ก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ชอบมาพากล หลายคนจับกลุ่มซุบซิบและวิพากษ์วิจารณ์อะไรบางอย่างด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม

แต่พวกเขายุ่งอยู่กับคดี เลยไม่ได้สนใจอะไรมากนัก

วิลเลียมเรียบเรียงรายงานนิติเวชแล้วสรุป "ฆาตกรวางถังไว้ใต้ร่างเหยื่อแล้วบังคับให้กินไม่หยุด แพทย์บอกว่าเวลากินเกินสิบสองชั่วโมง คอเหยื่อบวมเป่งจากการยัดทะนาน... แล้วก็สลบไปในที่สุด"

"ฆาตกรแม่งซาดิสม์ชัดๆ!" เดวิดสบถ

วิลเลียมพยักหน้าเห็นด้วย

ถ้าแค่จะฆ่าให้ตาย เอามีดแทงหรือเอาปืนยิงเปรี้ยงเดียวก็จบ ทำไมต้องเสียเวลาทำเรื่องยุ่งยากขนาดนี้?

เมื่อประกอบกับเบาะแสที่พบในที่เกิดเหตุ ชัดเจนว่าฆาตกรมีแรงจูงใจอื่น

วิลเลียมฉุกคิดถึงคำแนะนำของลูค่า เรื่องเกี่ยวกับศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก

"คาทอลิกมีบาป 7 ประการ : ตะกละ (Gluttony), อัตตา (Pride), ราคะ (Lust), โลภะ (Greed), เกียจคร้าน (Sloth), ริษยา (Envy) และ โทสะ (Wrath)!"

วิลเลียมจ้องหน้าคู่หู "ถ้าข้อสันนิษฐานของลูค่าถูกต้อง น่าจะมีเหยื่ออีก 6 รายตามมา!"

เดวิดขมวดคิ้ว แม้จะเป็นคำพูดลอยๆ ของมาเฟีย แต่เขาต้องยอมรับว่าลูค่าพูดมีเหตุผลมาก เพราะฆาตกรจงใจทิ้งโน้ตและเบาะแสชี้เป้าชัดเจน การสืบสวนในประเด็นฆาตกรรมทางศาสนาน่าจะเป็นทางที่ถูก

จังหวะนั้น วิลเลียมก็พูดขึ้น "ผมอยากถอนตัวจากคดีนี้ ผมใกล้จะเกษียณแล้ว ผมไม่อยากจบอาชีพด้วยคดีนี้"

เห็นได้ชัดว่าคดีนี้ซับซ้อนและคงปิดไม่ลงก่อนเขาเกษียณ เขาไม่อยากทิ้งรอยด่างพร้อยว่า "ปิดคดีไม่ได้" ไว้ในประวัติการทำงาน

เดวิดที่เพิ่งย้ายมาและไฟแรงอยากสร้างผลงาน กลับกระตือรือร้น "งั้นยกให้ผม ผมจะจัดการเอง"

"มิลส์ ผมแนะนำให้คุณถอนตัวเหมือนกัน คุณเพิ่งย้ายมา คดีนี้ไม่เหมาะกับคุณหรอก" วิลเลียมสังหรณ์ใจว่าคดีนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะรับมือไหว

แต่เดวิดไม่ฟัง

วิลเลียมเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ เลยบุกไปหาหัวหน้าเพื่อขอย้ายคดี—"ให้ผมเกษียณอย่างสงบเถอะครับ"

หัวหน้าปฏิเสธทันควัน

"ซอเมอร์เซต คุณรู้ไหมว่าตอนนี้มีคนจับตาดูคดีนี้กี่คน?"

หัวหน้าตบโต๊ะปัง ระบายความอัดอั้น "ทั้งนิวยอร์ก สื่อทุกสำนักเล่นข่าวนี้กันหมด! ที่น่าเจ็บใจคือสื่อพวกนั้นรู้ข่าวก่อนตำรวจเราซะอีก รถตำรวจยังไปไม่ถึงที่เกิดเหตุ หนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวแล้ว!

ตอนนี้ชาวนิวยอร์กทุกคนกำลังตามติดคดีนี้ คุณรู้ไหมว่าถ้าเราปิดคดีไม่ได้ เราจะโดนสังคมกดดันหนักแค่ไหน?

คุณยังหวังพึ่งพลเมืองดีคนใหม่มาช่วยไขคดีให้อีกหรือไง?"

วิลเลียมพูดตรงๆ "นั่นไม่ใช่พลเมืองดีครับ นั่นมาเฟีย"

หัวหน้า : "..."

"รู้แล้ว รู้แล้ว! ต้องให้ย้ำอีกเหรอ?" หัวหน้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูก "เราแทบจะเอาปี๊บคลุมหัวเดินกันแล้ว ตำรวจนิวยอร์กตกต่ำถึงขนาดต้องพึ่งมาเฟียตั้งแต่เมื่อไหร่? แบบนี้มันเสียศักดิ์ศรีชะมัด ขนาดตำรวจดีทรอยต์งี่เง่าพวกนั้นยังหัวเราะเยาะเราเลยว่าไม่มีน้ำยา!"

"เอ่อ..." วิลเลียมลังเล แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่บอกว่า วันนี้มาเฟียก็เพิ่งช่วยไปอีกรอบ แถมช่วยได้เยอะด้วย

ขืนบอกไป หัวหน้าคงความดันขึ้นตาย

ความเงียบของวิลเลียมทำให้หัวหน้าคิดว่าเขายอมอ่อนข้อ เลยพูดกล่อม :

"คุณคือนักสืบที่เก๋าเกมที่สุดในโรงพักเรา ไม่มีใครมีประสบการณ์มากเท่าคุณแล้ว ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ คุณจะถอยไม่ได้ ผมเชื่อว่าคุณจะช่วยนิวยอร์กจับคนร้ายและหุบปากสื่อพวกนั้นได้"

"ถ้าผมยังไม่เกษียณและมีเวลาพอ ผมรับทำแน่นอน แต่ผมจะเกษียณแล้ว คดีนี้ซับซ้อนเกินกว่าจะจบในเวลาสั้นๆ ผมไม่อยากจบชีวิตราชการด้วยคดีค้างคา"

"ช่วยมั่นใจในตัวเองหน่อยสิ ซอเมอร์เซต ตอนนี้นิวยอร์กต้องการคุณจริงๆ"

"คุณไปหา ริชชี่ โรเบิร์ตส์ ก็ได้... แมคเคลน ก็เก่ง พวกเขาเป็นตำรวจมีฝีมือ"

ข้อเสนอของวิลเลียมทำเอาหัวหน้าหน้ามุ่ยหนักกว่าเดิม เหมือนเพิ่งกลืนอึเข้าไป

"เสนอชื่ออะไรมาเนี่ย?"

หัวหน้าตบโต๊ะรัวๆ ชี้ออกไปนอกหน้าต่าง "แมคเคลน ตอนนี้หมดสภาพแล้ว ชีวิตครอบครัวพังพินาศจนกลายเป็นคนขี้เหล้าเมายา วันๆ เอาแต่หมกตัวในโบสถ์ดื่มเหล้า ไร้ประโยชน์สิ้นดี จะหวังพึ่งมันไขคดีเหรอ? สู้ไปหวังพึ่งมาเฟียยังจะดีซะกว่า"

วิลเลียม : "..."

"แล้วโรเบิร์ตส์ล่ะ?" วิลเลียมยังไม่ยอมแพ้

หัวหน้าปฏิเสธเสียงแข็ง "โรเบิร์ตส์ก็ไม่เหมาะ ไปดูที่ห้องเก็บของกลางสิ แล้วคุณจะรู้ว่าทำไม"

วิลเลียม : "???"

ไม่นาน วิลเลียมก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ปรากฏว่าเกิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นที่โรงพักระหว่างที่เขากับเดวิดออกไปสืบคดี

ตำรวจสองนาย ระหว่างทำคดี "ค้นพบ" เงินผิดกฎหมายหลายถุงในรถพ่อค้ายา แทนที่จะเก็บไว้เอง พวกเขากลับส่งมอบให้รัฐอย่างไม่เห็นแก่ตัว!

หนึ่งในตำรวจสองนายนั้นคือ ริชชี่ โรเบิร์ตส์

ได้ยินข่าวนี้ วิลเลียมถึงกับอึ้ง

ซื่อสัตย์?

ไม่เห็นแก่ตัว?

เดวิดเองก็ตกใจไม่แพ้กัน เขาเพิ่งมาอยู่ได้ไม่กี่วัน แต่ก็พอรู้กิตติศัพท์ความเน่าเฟะของตำรวจนิวยอร์ก—ทุกคนรับส่วยกันทั้งนั้น

ตำรวจบางคนถึงขั้นฮั้วกับ DEA เพื่อขาย "แป้ง" (ยาเสพติด) โดยจงใจผสมสารอื่นลงไปเพื่อลดความบริสุทธิ์ แล้วค่อยปล่อยขาย

ยาจำนวนมากในนิวยอร์กถูกตำรวจยึดมา แล้วก็เอามาผสมใหม่ ขายต่อ

พวกเขาเล่นเกมที่ใหญ่กว่าเมืองเล็กๆ ที่เขาจากมาเยอะ

วิลเลียมชี้ไปที่ห้องทำงานกระจกใส ตำรวจกำลังนับเงินของกลาง ธนบัตรดอลลาร์สีเขียวกองพะเนินเต็มโต๊ะ

และริชชี่ก็นั่งอยู่ข้างโต๊ะนั้น หลายคนมองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม แต่ดวงตากลับฉายแววโลภเมื่อมองไปที่กองเงิน

"มิลส์ ถ้าตำรวจส่งคืนเงินเยอะขนาดนั้น มันหมายความได้อย่างเดียว"

วิลเลียมส่ายหน้า "เขาอาจจะแฉตำรวจคนอื่นที่รับสินบน ถึงตอนนั้นโรเบิร์ตส์กับคู่หูจะกลายเป็นหมาหัวเน่า และการทำงานร่วมกับตำรวจที่มีอุดมการณ์ต่างกันก็มีแต่จะพาไปสู่ทางตัน"

เดวิดรู้สึกเหมือนได้บทเรียนใหม่อีกบท

คราวหน้าถ้าเจอเงิน ควรเก็บไว้เองสินะ?

ไม่นาน ริชชี่กับตำรวจอีกนายก็เดินออกมา

วินาทีนั้น สายตาตำรวจทุกคู่ในห้องจับจ้องไปที่ทั้งสอง

จู่ๆ ใครคนหนึ่งก็พูดขึ้น :

"จะแกล้งทำเป็นคนดีไปทำไมวะ ไอ้สวะเอ๊ย?"

สีหน้าตำรวจสองนายดูไม่ค่อยดีนัก แต่เมื่อเจอกับสายตากดดันรอบทิศ สุดท้ายพวกเขาก็ไม่พูดอะไร และเดินออกจากโรงพักไปเงียบๆ แต่ก่อนไป ริชชี่ที่เดินรั้งท้าย หันกลับมามองเพื่อนตำรวจทุกคนด้วยสายตาซับซ้อนและเศร้าสร้อย

เดวิดรู้สึกละอายใจอย่างบอกไม่ถูก

ไม่กี่วันก่อน ทุกคนยังคุยกันสนุกสนาน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเหมือนคนแปลกหน้า?

เดวิดอยากช่วยริชชี่ แต่ก็กลัวจะโดนเพื่อนร่วมงานแบน ซึ่งอาจทำลายอนาคตการงานของเขาได้

เรื่องนี้ซีเรียสมาก ลองนึกภาพดูสิ ไม่มีใครยอมเข้าคู่กับคุณ และเวลาออกปฏิบัติหน้าที่แล้วขอกำลังเสริม ไม่มีเพื่อนตำรวจคนไหนยอมมาช่วยคุณเลย

ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เดวิดอยากจะสบถออกมาดังๆ

โรงพักนี้มันเน่าเฟะสิ้นดี

ริชชี่เดินคอตกจากไปแบบนั้น

เขาเจอเงิน 1 ล้านดอลลาร์ นอกจากคำชมเชยตามมารยาทแล้ว เขาก็ไม่ได้อะไรเลย แถมยังโดนเพื่อนร่วมงานรังเกียจและกีดกันอีกต่างหาก

วิลเลียมเองก็โดนหัวหน้ามัดมือชก ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสืบคดีฆาตกรรมทางศาสนานี้ต่อกับเดวิด

เขาจนปัญญาแต่ทำอะไรไม่ได้

แล้วก็เป็นไปตามคาด วันรุ่งขึ้น มีเหยื่อรายใหม่โผล่มาที่แมนแฮตตัน

ดาราสาวชื่อดังถูกฆาตกรรมและทำลายโฉมหน้า

สื่อรู้ข่าวก่อนอีกแล้ว ตำรวจไปถึงทีหลัง และเพราะผู้ตายเป็นคนดัง ข่าวการตายของเธอจึงสร้างผลกระทบทางสังคมรุนแรงกว่าเดิม

ข่าวใหญ่ขนาดนี้ปิดไม่มิด มันแพร่สะพัดออกไปนอกนิวยอร์ก เมืองรอบข้างอย่างบอสตัน ฟิลาเดลเฟีย และวอชิงตัน ต่างรับรู้ข่าวกันหมด

ลามไปถึงลอสแอนเจลิสฝั่งตะวันตกนู่น

แฟนคลับหัวรุนแรงบางส่วนถึงกับมารวมตัวประท้วงที่ไทม์สแควร์ ชูป้ายด่านิวยอร์กเฮงซวย

กดดันตำรวจนิวยอร์กหนักเข้าไปอีก จนผู้ใหญ่หลายคนนั่งไม่ติดเก้าอี้

ในบรรยากาศตึงเครียดแบบนี้ วิลเลียมและเดวิดมาถึงที่เกิดเหตุเพื่อเก็บหลักฐาน

"ฆาตกรเฉือนจมูกดาราสาวทิ้ง แล้วถลกหนังหน้าเธอออก ทำให้เสียโฉม จากนั้นก่อนไป มันยัดมือถือใส่มือซ้ายเธอ และเอายานอนหลับใส่มือขวา"

"ถ้าเธอโทรขอความช่วยเหลือ เธอจะรอด แต่หน้าตาที่เสียโฉมจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ... หรือเธอจะเลือกจบชีวิตตัวเองเพื่อหนีความเจ็บปวด"

ที่เกิดเหตุ วิลเลียมเงยหน้ามองตัวอักษรเลือดบนกำแพง

—Pride (อัตตา)

ความภาคภูมิใจที่สุดของดาราสาวคือรูปร่างหน้าตา และฆาตกรก็ทำลายสิ่งที่เธอภูมิใจที่สุด

วิลเลียมรู้สึกว่าสิ่งที่ถูกเฉือนออกไปไม่ใช่แค่หน้าของเธอ แต่เหมือนมีดกรีดลงบนหน้าของตำรวจนิวยอร์กด้วย

"ฆาตกรฆ่าคนตามบาป 7 ประการจริงๆ" แววตาเดวิดฉายความเลื่อมใส

น่าสังเกตว่า ลูค่าเคยตั้งข้อสังเกตนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อวาน มาเฟียคนนั้นดูเหมือนจะมองทะลุปรุโปร่งว่าฆาตกรต้องการทำอะไร

วิลเลียมจ้องมองตัวอักษรเลือด "ฆาตกรใช้พิธีกรรมการฆ่าสุดโหดเพื่อลงทัณฑ์ผู้กระทำบาป 7 ประการ"

"บาป 7 ประการ? บาปบ้าบออะไรกัน?" เดวิดบ่น "ถ้าจะตัดสินคนด้วยเรื่องแค่นี้ มนุษย์คงตายกันหมดโลก ไม่มีใครรอดหรอก! ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครในโลกที่ในใจไม่มีบาป!"

วิลเลียมไม่พูดอะไร ได้แต่ยิ้มขมขื่น

ในตอนนี้ จู่ๆ เขาก็นึกถึงลูค่าขึ้นมา ไม่รู้ว่า "พลเมืองดี" คนนั้นจะมีเบาะแสอะไรไหม? เขาจะยื่นมือมาช่วยอีกครั้งไหมนะ?

จบบทที่ บทที่ 23 : คนเจอก็ต้องเป็นเจ้าของสิ

คัดลอกลิงก์แล้ว