- หน้าแรก
- กลิ่นหอม ความตาย สาวงาม โลงศพ
- บทที่ 42 มองดอกไม้ในม่านหมอก
บทที่ 42 มองดอกไม้ในม่านหมอก
บทที่ 42 มองดอกไม้ในม่านหมอก
บทที่ 42 มองดอกไม้ในม่านหมอก
หวงจิ่วมีจมูกที่ไวมาก ตามคำพูดของมันเองคือ ต่อให้ห่างกันร้อยกิโลเมตร มันก็ยังได้กลิ่นตดของตัวเอง
(ผู้แปลว่าไม่ใช่จมูกดีหรอก น่าจะตดเหม็นเกินไปมากกว่า)
เรื่องหอมหรือเหม็น ผมไม่ใส่ใจจะเถียงกับมัน ขอแค่หาคนเจอเป็นพอ
แต่พอคุณอาสองขับรถไปตามถนนในเมือง ปัญหาก็เกิดขึ้น หวงจิ่วสามารถระบุได้แค่ทิศทางคร่าวๆ แต่ไม่สามารถชี้ได้ว่าอีกฝ่ายใช้เส้นทางไหนกันแน่
ในเมืองมีถนนหนทางมากมาย คุณอาสองอยู่ที่นี่มาแปดเก้าปี ก็ยังไม่สามารถระบุเส้นทางได้ในทันที
จนกระทั่งรถออกจากเมือง เส้นทางที่หวงจิ่วชี้จึงเริ่มแม่นยำขึ้น
เมื่อมาถึงตีนเขาเล็กๆ ลูกหนึ่ง ฟ้าก็ใกล้สว่างแล้ว ที่ปากทางเข้าถนนเล็กๆ ซึ่งทอดขึ้นสู่ภูเขามีรถตู้คันหนึ่งจอดอยู่
หวงจิ่วสูดจมูกฟุดฟิด แล้วบอกว่ารถตู้คันนั้นคือพาหนะของพวกมัน
คุณอาสองได้ยินดังนั้น ก็ถอยรถของเรากลับไปห้าหกเมตร แล้วซ่อนไว้ข้างทาง
หลังจากลงจากรถ เราจึงย่องเข้าไปใกล้รถตู้คันนั้น คุณอาสองใช้มือแตะฝากระโปรงรถแล้วพูดขึ้น “ยังร้อนอยู่เลย น่าจะเพิ่งกลับมาไม่นาน”
ป่านอกเมืองได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี แต่ต้นไม้ไม่ค่อยใหญ่โตนัก ค่อนข้างบางตา
เราเดินตามทางเล็กๆ ไปจนถึงกลางเขา ก็พบอาคารร้างสองสามหลังอยู่เบื้องหน้า
หวงจิ่วยืนยันว่า “พวกนั้นอยู่ในอาคารหลังกลาง จากกลิ่นแล้ว มีกันห้าคน”
ห้าคน? พวกเรานับรวมหวงจิ่วด้วยก็มีแค่สามคน
อีกอย่าง คนพวกนั้นต่างก็เป็นผู้ใช้วิชาของสำนักหลู่ปาน คาถาลวงตาของหวงจิ่วอาจจะใช้ไม่ได้ผล
ผมเปิดเนตรวิญญาณเพื่อสังเกตการณ์กลิ่นอายโดยรอบ
ก่อนหน้านี้ที่นี่น่าจะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่เนื่องจากอยู่ใกล้เมืองหลวง ชาวบ้านจึงย้ายเข้าเมืองไปนานแล้ว
เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า กลิ่นอายของผู้คนในหมู่บ้านก็จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายของธรรมชาติ
การไหลเวียนของพลังงานธรรมชาตินั้น เดิมทีก็ไร้ทิศทางอยู่แล้ว ขอเพียงชักนำมันเล็กน้อย ก็สามารถจัดวางค่ายกลฮวงจุ้ยแบบง่ายๆ ขึ้นมาได้
แต่ในบรรดาค่ายกลฮวงจุ้ย การจะวางค่ายกลที่เห็นผลทันทีและสามารถกักขังคนได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะฮวงจุ้ยก็คือฮวงจุ้ย จะต้องมีการกักเก็บลมและสะสมน้ำ ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้เวลา
คุณอาสองกับผมปรึกษากันแล้ว ตัดสินใจว่าจะอาศัยอาคารร้างทั้งสามหลังโดยรอบ เพื่อจัดวางค่ายกลฮวงจุ้ย “มองดอกไม้ในม่านหมอก”
“มองดอกไม้ในม่านหมอก” ก็ตามชื่อของมัน คือค่ายกลที่ผสมผสานความจริงและความลวงเข้าด้วยกันจนทำให้ศัตรูสับสนตาลาย ส่วนจะใช้ได้ผลหรือไม่ คุณอาสองกับผมก็ไม่แน่ใจ
เพราะในมือพวกเราไม่มีวัตถุอาคมชั้นดีที่จะใช้จัดค่ายกล ของที่ใช้มีเพียงเหรียญทองแดงที่หลุดมาจากดาบเหรียญของคุณปู่
ผมเคยดูเหรียญทองแดงพวกนั้นแล้ว อย่างดีที่สุดก็คือเหรียญที่ผ่านยุคสมัยของจักรพรรดิสามพระองค์ แต่ไม่มีเหรียญใดที่เรียกได้ว่าเป็นเหรียญห้าจักรพรรดิเลย
อีกทั้งส่วนใหญ่ยังเป็นเหรียญที่ขุดขึ้นมาจากดิน ไม่ค่อยมีกลิ่นอายของผู้คนเท่าไหร่นัก
ดูเหมือนว่าหวงจิ่วจะพอรู้เรื่องฮวงจุ้ยอยู่บ้าง มันเสนอให้ใช้ไอปีศาจของมันเสริมพลังให้กับเหรียญทองแดง ซึ่งอาจจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป
แต่พอเราปรึกษาแผนการกันเสร็จ ฟ้าก็สว่างแล้ว
การลงมือในตอนกลางวันยากที่จะหลบสายตาผู้คน เราจึงต้องซ่อนตัวอยู่ในป่ารอจนฟ้ามืด
ตอนเที่ยง ในอาคารร้างมีควันสีครามลอยออกมา คุณอาสองกับผมทำได้เพียงขุดมันป่าประทังความหิว กินจนรู้สึกฝืดคอไปหมด
ส่วนหวงจิ่วไม่รู้ไปจับนกป่ามาจากไหน ถอนขนแล้วก็กินดิบๆ
ผมมองดูมันที่ปากเต็มไปด้วยเลือดและขนนกแล้วรู้สึกรังเกียจอย่างบอกไม่ถูก ไม่แปลกใจเลยที่หวงเซียนเอ๋อร์จะเตะมันอยู่เรื่อย ไม่รู้จักรักษาความสะอาดเลย สมควรโดนเตะแล้วจริงๆ
ตอนเย็น คนพวกนั้นก็ไม่ออกมาอีก รอบๆ ค่อยๆ เงียบลง
ผมพิงต้นไม้หลับตาพักผ่อน เมื่อคำนวณเวลาดูแล้ว ปราณเต๋าที่ผมถ่ายทอดเข้าไปในร่างของถิงถิงตอนนี้น่าจะหมดลงแล้ว จึงถามคุณอาสองด้วยความเป็นห่วงว่าถิงถิงจะเป็นอะไรไหม
คุณอาสองก็งีบหลับไปครู่หนึ่ง พอได้ยินคำถามจึงตอบว่า “วางใจได้ ฉันกับซ่งขาเป๋รู้จักกันมาห้าหกปีแล้ว เรื่องที่เขารับปากแล้ว ย่อมทำได้อย่างแน่นอน”
ผมฟังแล้วก็ค่อยสบายใจขึ้นหน่อย
พอฟ้ามืด เราก็ย่องกลับมาใกล้หมู่บ้านร้างอีกครั้ง ผมหยิบเหรียญทองแดงออกมา กำลังจะให้หวงจิ่วคาบไปวางอย่างเงียบๆ
แต่ในขณะนั้นเอง ในอาคารร้างก็มีแสงไฟฉายสว่างวาบขึ้นมา มีคนสองคนในชุดลายพรางเก่าๆ เดินออกมา ดูท่าทางเหมือนจะลงเขา
ใจผมหล่นวูบ ถ้าพวกเขาแยกกัน เรื่องก็จะจัดการยากขึ้น
หวงจิ่วบ่นว่า “เมื่อตอนกลางวันน่าจะวางค่ายกลไว้ก่อน ตอนนี้ก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”
ความคิดของมันมีปัญหาเล็กน้อย
การวางค่ายกลล่วงหน้าในตอนกลางวัน ถ้าถูกพบเข้า ก็เท่ากับบอกพวกเขาโต้งๆ ว่ามีคนมาแล้วไม่ใช่หรือ?
โชคดีที่คนสองคนนั้นหลังจากออกจากอาคารร้างไปแล้ว ก็เข้าไปย่อตัวลงในพงหญ้าข้างๆ
หวงจิ่วโกรธจนสบถออกมา “วัวขี้เกียจม้าขี้เกียจขี้เยี่ยวเยอะ คนพวกนี้คงคิดว่าได้ลาภก้อนใหญ่แน่ๆ ตอนเที่ยงเลยกินเข้าไปเยอะ”
จะขี้เยอะหรือตดเยอะก็ช่างเถอะ ไม่ไปไหนก็เป็นเรื่องดีแล้ว
ผมให้เหรียญทองแดงห้าเหรียญกับหวงจิ่ว พร้อมบอกตำแหน่งที่ต้องฝังให้มัน
หวงจิ่วเอาเหรียญทองแดงใส่เข้าไปในย่ามใบจิ๋วของมัน แล้วกระโดดสองสามทีก็หายไปในความมืด
หลังจากสองคนนั้นทำธุระเสร็จ ก็กลับเข้าไปในอาคารร้าง
เวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง หมอกบางๆ ก็เริ่มก่อตัวขึ้นปกคลุมอาคารร้างในหมู่บ้าน ในม่านหมอกยังมีไอปีศาจปะปนอยู่ด้วย พอดีล้อมรอบอาคารที่คนพวกนั้นซ่อนตัวอยู่
ไม่นานนัก หวงจิ่วก็ชูหางขึ้น วิ่งกลับมาด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ พร้อมกับใช้ขาหน้าสั้นๆ ของมันทำท่าโอเคที่ไม่ค่อยจะได้มาตรฐานเท่าไหร่
คุณอาสองก็ไม่รีรอ เขาชักดาบเหรียญออกมา คีบยันต์แผ่นหนึ่งไว้ที่ปลายนิ้วซ้าย แล้วย่องเข้าไปใกล้อาคารหลังนั้น
ผมไม่ได้ตามคุณอาสองไป แต่พาหวงจิ่วไปอีกทางหนึ่ง ซ่อนตัวอยู่ข้างๆ เพื่อรอจังหวะ
คุณอาสองไปถึงใจกลางค่ายกล ยืนอยู่ใต้อาคารร้างแล้วพูดขึ้นว่า “พวกข้างบน พวกแกทำชั่วมามาก วันนี้ถึงคราวตายแล้ว ยังไม่ออกมารับโทษอีก”
ในอาคารร้างพลันมีแสงไฟสว่างขึ้นมาทันที ทั้งห้าคนออกมาจากห้อง ยืนอยู่บนระเบียง คนหนึ่งใช้ไฟฉายส่องมาที่คุณอาสอง พอเห็นชัดแล้วก็หัวเราะเยาะ “นึกว่าเป็นใคร ที่แท้ก็เจ้าของร้านหลี่จี้นี่เอง ดูท่าฝีมือจะไม่เท่าไหร่ แต่ปากดีไม่เบาเลยนะ วิ่งมาจุดไฟในส้วม...หาที่ตายรึไง!”
คุณอาสองเป็นคนซื่อตรงจริงจัง ตอนนี้ในมือถือดาบเหรียญ ท่าทางองอาจผึ่งผาย ดูมีสง่าราศีอยู่ไม่น้อย
ผมหันไปเรียกหวงจิ่ว ให้มันเตรียมพร้อมลงมือ ลวงได้คนหนึ่งก็นับเป็นคนหนึ่ง แต่พอหันไปก็พบว่าบนไหล่ว่างเปล่า
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงของมันดังมาจากทางคุณอาสอง “แกพูดถูกแล้ว พวกเรามาจุดไฟในส้วม กำลังหาขี้อยู่!”
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ หวงจิ่วไปนั่งยองๆ อยู่บนไหล่ของคุณอาสองแล้ว มันใช้กรงเล็บเปิดไฟฉายคาดหัวที่คุณอาสองสวมอยู่ ส่องไปยังคนพวกนั้นบนระเบียง
มันคงกลัวว่าคนอื่นจะไม่เข้าใจคำพูดของมัน เลยกอดหัวของคุณอาสองแล้วส่ายไฟฉายไปมา
คนบนระเบียงก็ไม่ใช่คนโง่ รู้ว่าหวงจิ่วกำลังเหน็บแนมว่าพวกเขาทั้งห้าคนคือขี้ คนหนึ่งจึงพูดเสียงเย็น “ขวางทางรวยของพวกเรา ยังกล้ามาหาเรื่องถึงที่ จัดการพวกมันซะ”
สิ้นเสียงคำสั่ง ทั้งห้าคนก็กระโดดลงมาจากชั้นสองพร้อมกัน
คนที่เคยไปลอบโจมตีผมที่ร้านเมื่อครั้งก่อนก็อยู่ด้วย ทั้งห้าคนเหมือนกันหมด เสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่ค่อยดีนัก แต่ผิวพรรณกลับละเอียดอ่อน ดูแล้วก็รู้ว่าเป็นพวกขี้เกียจสันหลังยาวที่รอคอยโชคลาภที่ไม่คาดฝัน
หวงจิ่วพูดถูกอยู่อย่างหนึ่ง คนประเภทนี้เมื่อถึงคราวเหี้ยมโหดขึ้นมา จะไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น และน่ากลัวยิ่งกว่าคนชั่วโดยกำเนิดเสียอีก
เหตุผลเบื้องลึกนั้น ผมเองก็อธิบายได้ไม่ถนัดนัก แต่คิดว่าทุกท่านคงพอจะเข้าใจได้
ห้าต่อหนึ่ง คุณอาสองยังไม่โง่ขนาดนั้น พอทั้งห้าคนลงมาถึงพื้น เขาก็หันหลังวิ่งเข้าไปในค่ายกลฮวงจุ้ยทันที
เมื่อหายเข้าไปในม่านหมอก หวงจิ่วยังตะโกนยั่วยุอีกว่า “ไอ้หลานชาย มีปัญญาก็ตามมาสิ!”
[จบตอน]