- หน้าแรก
- กลิ่นหอม ความตาย สาวงาม โลงศพ
- บทที่ 12 นักพรต
บทที่ 12 นักพรต
บทที่ 12 นักพรต
บทที่ 12 นักพรต
ศพหญิงสาวไม่หนักมากนัก ราวๆ สี่สิบกว่ากิโลกรัม แต่เมื่อต้องแบกไว้บนร่างเล็กๆ ของผมก็ยังรู้สึกเหนื่อยอยู่บ้าง ทำให้เดินตามคันนาได้ไม่ถนัดนัก
เส้นทางขึ้นเขาส่วนใหญ่ก็เต็มไปด้วยหญ้ารก หลังจากเหยียบย่ำไปแล้วก็ย่อมจะทิ้งร่องรอยไว้บ้าง
โชคดีที่หวงจิ่วเรียกพวกลูกสมุนของมันมา ผมแบกศพหญิงสาวกับหวงจิ่วที่ขาเป๋เดินนำหน้าไป เพียงพอนหนังเหลืองตัวเล็กๆ เจ็ดแปดตัวก็คอยตามอยู่ข้างหลัง ช่วยกันยกต้นหญ้าที่ถูกเหยียบย่ำให้ตั้งขึ้น พยายามลบร่องรอยของพวกเราให้ได้มากที่สุด
ถ้ำก็อยู่ไม่ไกลนัก ครึ่งชั่วโมงกว่าก็มาถึงใต้หน้าผา หวงจิ่วชี้ทาง ไม่นานก็พบปากถ้ำที่ค่อนข้างลับตา
ผมไม่ได้เข้าไปในทันที แต่สังเกตดูปราณข้างในก่อน รู้สึกว่าเป็นปกติถึงได้แบกศพหญิงสาวเข้าไป
ถ้ำไม่ลึกมากนัก แค่ประมาณสิบกว่าเมตร
ผมหาสถานที่ราบเรียบแห่งหนึ่ง เก็บกวาดก้อนกรวดออก ปูเสื่อที่นำมาด้วย บนนั้นปูทับด้วยผ้าปูที่นอนสะอาดอีกผืน ถึงได้วางศพหญิงสาวลงบนนั้น
ในตอนนี้ ท้องฟ้าข้างนอกก็มืดแล้ว
หวงจิ่วให้พวกลูกสมุนแยกย้ายกันไป แล้วนำพระธาตุอัฐิไปฝังไว้ที่ปากถ้ำ เพื่อบดบังกลิ่นกำยานศพ
เมื่อเห็นมันทำเช่นนี้ ผมก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ถ้าจะบอกว่าแค่ไก่ตัวเดียว หรือบุญคุณสองครั้งจะทำให้มันขยันขันแข็งถึงเพียงนี้ ผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่
ไอ้สัตว์เดรัจฉานตัวนี้ ต้องมีแผนการอะไรบางอย่างแน่นอน
หลังจากจัดแจงเสร็จ หวงจิ่วก็พูดขึ้น "เจ้าหนูหลี่ ด้วยฝีมือของพวกนักพรต ต้องตามไปถึงบ้านเก่าได้อย่างแน่นอน หรือว่าเจ้าจะลงไปดูลาดเลาหน่อย?"
"นายไม่ไปรึ?"
ผมถามอย่างสงบ แต่ในมือกลับแอบคลำไปที่กระเป๋าที่เอว
ข้างใน คือยันต์สีเหลืองหกแผ่นที่เหลืออยู่
ยังไม่ต้องพูดถึงว่ามันมีเจตนาร้ายหรือไม่ แค่ภรรยาของมันที่ไม่เคยเห็นหน้า ก็ทำให้ผมไม่วางใจอย่างยิ่ง
มีเพียงหวงจิ่วอยู่ข้างกายผม ผมถึงจะยอมออกจากศพหญิงสาว
ตอนนี้ขอเพียงแค่มันพูดว่าไม่ไป ผมจะพุ่งเข้าไปจัดการมันให้ตายทันที
หวงจิ่วไม่ทันสังเกตความคิดของผม มันก้มหน้ามองดูขาที่เป๋ของตัวเอง แล้วพูดอย่างจนปัญญา "เจ้าดูสภาพข้าสิ ไปก็มีแต่จะสร้างความวุ่นวาย"
"ข้าแบกนายเอง!"
ผมให้โอกาสมันเป็นครั้งสุดท้าย
หวงจิ่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พยักหน้า ปีนขึ้นมาบนบ่าของผมด้วยขาข้างเดียว
ผมแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
เพื่อความสะดวกในการกระโดดข้ามคันดินบนเขา ผมจึงไม่ได้พกของมามากนัก ในกระเป๋ามีเพียงยันต์สีเหลือง และเหรียญทองแดงจากดาบเหรียญอีกจำนวนหนึ่ง
อาศัยแสงจันทร์ ผมลัดเลาะตามคันนาจนกลับมาใกล้ๆ บ้านเก่า หาเนินดินแห่งหนึ่งแล้วนอนราบลงไป
เฝ้ารออยู่เช่นนี้ ก็ผ่านไปชั่วโมงกว่าแล้ว
ในใจผมยังคงเป็นห่วงหญิงสาว อยากจะกลับไปที่ถ้ำอยู่บ้าง
แต่หวงจิ่วกลับเกลี้ยกล่อมผม "รออีกหน่อย ถ้าพวกมันมาเพื่อเมียของเจ้า รู้เขารู้เรา ก็จะสามารถเอาชนะศัตรูได้"
ผมคิดดูแล้วก็มีเหตุผล
หากได้ทำความเข้าใจล่วงหน้า การรับมือก็จะง่ายขึ้นไม่น้อย
ตอนสามทุ่มกว่า บนทางเล็กๆ ถึงได้ปรากฏร่างคนแก่กับเด็กหนุ่มขึ้น
หวงจิ่วกังวลว่าผมจะมองไม่เห็น จึงกระซิบอธิบายสถานการณ์
ผมพูดเสียงเบา "ข้ามองเห็น"
หวงจิ่วเหลือบมองผมอย่างประหลาดใจ
ประสาทสัมผัสทั้งห้าของสัตว์นั้นเหนือกว่ามนุษย์ มันมองเห็นได้ก็ไม่แปลก แต่ต่อให้ผมจะมีเนตรวิญญาณ ก็ไม่น่าจะมีความสามารถในการมองเห็นตอนกลางคืนได้ถึงเพียงนี้?
มันรู้สึกไม่เข้าใจอยู่บ้าง
แต่บางเรื่อง ผมกับคนในบ้านก็ไม่เคยพูดถึง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการจะไปบอกมัน
พูดได้เพียงว่าคุณปู่ของผมนั้นโชคไม่ดี ไม่ได้รับภาคปลายมา
มิเช่นนั้นท่านก็คงจะไม่ลงเอยด้วยการมีวิชาเพียงครึ่งๆ กลางๆ เช่นนี้
หวงจิ่วเห็นว่าผมดูเหมือนจะมองเห็นได้จริงๆ ก็เตรียมจะถ่ายทอดบทสนทนาของพวกเขาให้ฟังอีก
ผมก็ขัดจังหวะมันขึ้น "เงียบหน่อย ข้าได้ยิน"
เฮือก!
หวงจิ่วสูดลมหายใจเข้าอย่างหนาวเหน็บ มองผมอย่างลึกซึ้งแล้วถาม "เจ้าหนูไปเรียนวิชามาจากไหน?"
"ก็บอกแล้วไงว่า ต่อให้เป็นนักพรตเหมาซานมาเห็นปู่ของข้า ก็ยังต้องคุกเข่าคำนับ!" ในเมื่อสำนักเหมาซานมีอยู่จริง คำโกหกของผมนี้ก็สามารถใช้ต่อไปได้
หวงจิ่วกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย นิ่งเงียบไม่พูดอะไรอีก
ในตอนนี้ คนแก่กับเด็กหนุ่มคู่นั้นก็มาถึงหน้าประตูบ้านเก่าแล้ว พอผ่านประตูเข้ามาในลานบ้าน พวกเขาก็เห็นขี้เถ้าจากพืชพรรณที่โรยไว้
ชายชรานั่งยองๆ ลงไปหยิบขึ้นมาหยิบมือหนึ่ง ดมที่จมูกแล้วพูดว่า "มีกลิ่นกำยานศพ ดูท่าว่าจะมีคนชิงลงมือก่อน แถมยังพอจะมีความรู้อยู่บ้าง"
เด็กหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี ฟังคำพูดของชายชราแล้วก็พูดอย่างดูแคลน "ท่านอาจารย์ ก็แค่กลอุบายบ้านๆ ใช้การอะไรไม่ได้หรอก คาดว่าคงจะซ่อนอยู่ได้ไม่นาน"
ชายชราไม่ได้ค้าน พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
ผมฟังแล้วรู้สึกขัดใจอย่างยิ่ง ใช้การอะไรไม่ได้?
รอให้ข้าเรียนวิชาในภาคปลายได้ก่อนเถอะ จะคอยดูว่าเจ้าจะยังได้ใจอยู่ไหม
แต่ภาคปลายนั้น ผมอ่านมาหลายวันแล้วก็ยังไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าจะเรียนรู้ได้อย่างสมบูรณ์เมื่อไหร่
ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง คิดถึงคุณปู่ขึ้นมาหน่อยๆ
ถ้าท่านยังอยู่ คงจะสอนผมได้อย่างแน่นอน
คิดไปคิดมา ตัวเองเมื่อเทียบกับคนที่มีสำนักแล้ว ก็เปรียบเสมือนต้นไม้ไร้รากจริงๆ
ชายชราเป็นคนละเอียดถี่ถ้วน เขาเดินดูรอบๆ ทั้งในบ้านและนอกบ้านแล้วก็สรุปว่า "คนเพิ่งจะไปได้ไม่นาน คงจะไปได้ไม่ไกล ตอนดึกๆ กลิ่นกำยานศพจะกระจายออกมาอีกครั้ง เราตามกลิ่นไปก็จะเจอคนได้"
ชายชราพูดพลางหยิบของที่คล้ายกับหลัวผานออกมา "เชาเอ๋อร์ เจ้าเอาจานตามรอยศพนี่เฝ้าอยู่ที่นี่ ถ้าตรวจพบกลิ่นกำยานศพห้ามลงมือคนเดียวเด็ดขาด รอข้ามาก่อนค่อยว่ากัน"
เด็กหนุ่มรับของมาจากมือของชายชราแล้วถามว่า "ท่านอาจารย์ ท่านจะไปไหนหรือครับ?"
ชายชราตอบ "ข้าจะไปเดินดูในหมู่บ้าน"
ผมแอบดีใจที่ย้ายศพหญิงสาวไปไว้ที่บ้านเก่าล่วงหน้า ส่วนที่บ้าน ตอนที่ผมกลับไปจับไก่ ก็ไม่ได้กลิ่นกำยานศพเลยแม้แต่น้อยแล้ว
มิเช่นนั้นพอชายชราคนนี้ไป ก็ต้องหาเบาะแสเจอได้อย่างแน่นอน ไม่แน่อาจจะไปหาเรื่องพ่อกับแม่ของผมก็ได้
พอชายชราจากไป ในลานบ้านก็เหลือเพียงเด็กหนุ่มคนนั้น
เขาย้ายเก้าอี้มานั่งที่หน้าประตูทางเข้าลานบ้าน จ้องมองจานตามรอยศพในมือ รอคอยให้กลิ่นกำยานศพปรากฏขึ้น
ผมกระซิบถามหวงจิ่วที่เกาะอยู่บนบ่า "นายใช้มนตร์มายาควบคุมเขาได้ไหม?"
หวงจิ่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ "คนแก่ไม่ได้ แต่คนเล็กน่าจะไม่มีปัญหา แต่ต้องเข้าใกล้เขาในระยะห้าก้าวถึงจะมั่นใจ"
ห้าก้าว!
ปัญหาน่าจะไม่ใหญ่
หวงจิ่วได้สติ ดึงคอเสื้อของผมแล้วถาม "เจ้าหนูคิดจะทำอะไร?"
"ทำอะไร?" ผมหัวเราะหึๆ "แน่นอนว่าต้องชิงจานตามรอยศพในมือของเขาแล้วสิ"
ในเมื่อพวกมันมาเพื่อศพหญิงสาว ผมก็จะไม่เกรงใจแล้ว
หวงจิ่วได้ยินดังนั้นก็เตือนผม "เจ้าหนู อย่าหาเรื่องให้ข้านะ ไปล่วงเกินสำนักใหญ่ๆ พวกนี้ ไม่มีใครจบสวยสักคน"
ผมพูดว่า "ถ้าไม่ชิงจานตามรอยศพมา นายจะรับประกันได้ไหมว่ากลิ่นกำยานศพจะไม่กระจายออกมาเลยแม้แต่น้อย? พอตามหาเราเจอ นายคิดว่าจะมีจุดจบที่ดีรึไง?"
หวงจิ่วไม่พูดอะไร
ผมรู้ว่ามันกังวลอะไร จึงถามมันว่า "ถ้าเมียข้าตื่นขึ้นมา นายคิดว่าพวกนักพรตในสำนักพวกนี้จะทำอะไรหล่อนได้?"
เดิมทีเป็นเพียงแค่การหยั่งเชิง แต่ผลปรากฏว่าพอหวงจิ่วได้ยิน ก็ตื่นเต้นยิ่งกว่าผมเสียอีก มันโบกกรงเล็บไปมา "ไอ้แม่มัน! ลุยเลย!"
คิ้วผมขมวดเล็กน้อย ในใจก็ครุ่นคิดว่าในช่วงสองสามวันนี้ ควรจะต้องเอาใจหญิงสาวเสียหน่อยหรือไม่
แบบนี้พอหล่อนตื่นขึ้นมา ต่อให้ไม่นึกถึงความสัมพันธ์เก่าๆ ก็คงจะเห็นแก่ความพยายามของผมบ้าง เผื่อว่าจะได้ผลประโยชน์อะไรกลับมาบ้าง
หวงจิ่วดูร้อนรนอยู่บ้าง คอยเร่งผมไม่หยุด
การเข้าใกล้คนในระยะห้าก้าวนั้นไม่ยาก ก็แค่หาเรื่องเข้าไปทักทาย
แต่การจะเดินดุ่มๆ เข้าไปทักทายในเวลานี้ ย่อมจะทำให้เขาเกิดความระแวงได้
เมื่อเขาระแวงขึ้นมาแล้ว วิชามายาของหวงจิ่วก็อาจจะใช้ไม่ได้ผล
เมื่อครู่รู้สึกว่ามันง่าย แต่พอมาคิดดูให้รอบคอบแล้ว เมื่อครู่ก็ออกจะบุ่มบ่ามไปหน่อย
[จบตอน]