- หน้าแรก
- ส่งด่วนข้ามเวลา เป็นเศรษฐีด้วยของต่างยุค
- บทที่ 32 ในที่สุดก็กลับมาเสียที
บทที่ 32 ในที่สุดก็กลับมาเสียที
บทที่ 32 ในที่สุดก็กลับมาเสียที
เจียงจิ่นโจวพูดแบบนี้ก็มีเหตุผลของเขา เรื่องที่หวังอ้ายกั๋วนอนกรนเสียงดังจนรบกวนเขาเป็นแค่เหตุผลส่วนหนึ่งเท่านั้น สาเหตุจริงๆ คือเขานึกขึ้นได้ว่าพัสดุถุงนั้นหายไปตั้งนานแล้วยังไม่กลับมา ตามปกติพี่สาวลู่ชิงน่าจะส่งจดหมายตอบกลับมาได้แล้ว
ขืนหวังอ้ายกั๋วยังนอนกับเขา แล้วจู่ๆ ถุงพัสดุโผล่พรวดออกมาต่อหน้าต่อตาหวังอ้ายกั๋ว ความลับไม่แตกโพละหรอกเหรอ ถึงตอนนั้นจะอธิบายยังไง แค่คิดก็ยุ่งยากแล้ว
โชคดีที่เขาตื่นมานึกเรื่องนี้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นอาจเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นจริงๆ
หวังอ้ายกั๋วเองก็มึนตึ้บ เพิ่งจะขนผ้าห่มมานอนด้วยเมื่อวาน วันนี้ดันจะโดนไล่ตะเพิดเพียงเพราะเขานอนกรน
เขาทำหน้าเศร้าสร้อยอ้อนวอนเจียงจิ่นโจวว่า "จิ่นโจว เรามาตกลงกันหน่อยได้ไหม ฉันจะพยายามกลั้นใจไม่กรน นายให้ฉันนอนด้วยเถอะนะ"
เจียงจิ่นโจวอดขำไม่ได้ พูดแขวะไปว่า "หลับไปแล้วจะไปคุมได้ยังไง จะให้เอาอะไรอุดจมูก หรือจะให้เอาอะไรยัดปากไว้ล่ะ? "
หวังอ้ายกั๋วหน้าแดงก่ำ พูดตะกุกตะกัก "งั้น งั้นฉันก็ขาดใจตายพอดีสิ? "
เจียงจิ่นโจวหัวเราะ "นายก็รู้นี่นา เชื่อฉันเถอะ จริงๆ ก็แค่กลับไปนอนบ้านตอนกลางคืน อย่างอื่นก็เหมือนเดิม นายกลัวว่าฉันจะแอบซุ่มอ่านหนังสือคนเดียว หรือว่านายไม่กล้ากลับบ้านตอนกลางคืนกันแน่? "
หวังอ้ายกั๋วกระโดดโหยง "ใครไม่กล้ากลับบ้านกันเล่า? "
แล้วเขาก็พูดเสียงอ่อยว่า "ความจริงฉันกลัวพอกลับไปแล้ว พ่อจะคอยถามซักไซ้ว่าทบทวนไปถึงไหนแล้วต่างหาก"
เจียงจิ่นโจวทั้งขำทั้งสงสาร "นายทำอย่างกับเราพักอยู่ห่างบ้านนายเป็นร้อยลี้งั้นแหละ ถ้าพ่อนาจะถาม ต่อให้นายมานอนนี่เขาก็เดินมาถามได้ นายจะห้ามเขาได้เหรอ? "
สุดท้ายหวังอ้ายกั๋วก็ต้องจำใจรับปากอย่างเสียไม่ได้
ตอนแรกเขาจะชวนเจียงจิ่นโจวไปกินมื้อเช้าที่บ้าน แต่เจียงจิ่นโจวปฏิเสธ แล้วลงมือทำซุปแป้งก้อนกินกันเองคนละชาม พอกินเสร็จก็เริ่มทบทวนบทเรียนวันใหม่กันต่อ
ทั้งสองคนเริ่มเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนสอบเกาเค่า ทุกเช้าเจียงจิ่นโจวจะทำอาหารง่ายๆ กินกันสองคน ส่วนมื้อเที่ยงและมื้อเย็น แม่ของหวังอ้ายกั๋วจะเป็นคนทำแล้วยกมาส่งให้ถึงที่
เรื่องนี้ทำให้เจียงจิ่นโจวเกรงใจมาก เขาพยายามปฏิเสธไปหลายครั้ง แม่ของหวังอ้ายกั๋วก็รับปากดิบดีแต่สุดท้ายก็ยังส่งข้าวส่งน้ำมาเหมือนเดิม
บ้านตระกูลหวังไม่ได้โง่ พวกเขารู้ดีว่าลูกชายจะสอบได้หรือไม่ก็ต้องพึ่งพาการติวเข้มจากเจียงจิ่นโจว ถ้าลูกชายสอบติดมหาวิทยาลัยได้จริง บุญคุณครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก แค่ข้าวปลาอาหารไม่กี่มื้อจะนับเป็นอะไรได้
ส่วนเรื่องที่หวังอ้ายกั๋วย้ายกลับไปนอนบ้าน หวังต้าซานก็ไม่ได้โกรธเคือง เขารู้นิสัยการนอนของลูกชายดี อยู่บ้านหวังอ้ายกั๋วก็นอนแยกห้อง ขนาดมีกำแพงกั้น หวังต้าซานยังเคยสะดุ้งตื่นเพราะเสียงกรนลูกชายมาแล้ว เขาเข้าใจความรู้สึกของเจียงจิ่นโจวอย่างลึกซึ้ง ขอแค่ไม่กระทบเรื่องเรียน จะนอนที่ไหนก็เหมือนกัน
ส่วนถ้าสอบติดมหาวิทยาลัยแล้วไปนอนกรนที่หอพักมหาวิทยาลัยจะทำยังไง นั่นอยู่นอกเหนือขอบเขตที่เขาจะกังวล มหาวิทยาลัยคงไม่ไล่ลูกเขาออกเพราะนอนกรนหรอกมั้ง?
เขาหารู้ไม่ว่าลูกชายตัวดีเลือกที่กรนซะด้วย ไม่แน่พอไปอยู่มหาวิทยาลัยอาจจะไม่กรนแล้วก็ได้
เวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ การทบทวนบทเรียนของเจียงจิ่นโจวราบรื่นดีมาก เพราะพื้นฐานเขาแน่นอยู่แล้ว แค่เอาความรู้แต่ละวิชามาปัดฝุ่นจัดระบบใหม่ เขายังเจียดเวลาอ่านชุดหนังสือคณิตศาสตร์-ฟิสิกส์-เคมีจนจบไปหนึ่งรอบ มั่นใจว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แน่ๆ
แน่นอนว่าเขายังไม่ได้แตะต้องข้อสอบเกาเค่าชุดนั้น ลึกๆ ในใจเขายังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหัวขโมยถ้าจะใช้มัน เขายังข้ามผ่านปมในใจนี้ไปไม่ได้
ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนดีมีศีลธรรมสูงส่งอะไรนักหนา เขาแค่ตั้งใจว่าจะเจาะลึกความรู้ในหนังสือเรียนให้ถ่องแท้ก่อน แล้วค่อยใช้ข้อสอบชุดนั้นมาทดสอบตัวเองทีหลัง
ส่วนหวังอ้ายกั๋วนั้น เจียงจิ่นโจวบอกได้คำเดียวว่า พูดยาก นอกจากพื้นฐานจะแย่แล้ว หัวสมองก็ไม่ได้ไวเท่าไหร่
โจทย์ข้อเดียวกัน คนอื่นสอนรอบเดียวก็เข้าใจ แต่กับหวังอ้ายกั๋วต้องอธิบายอย่างน้อยสองสามรอบกว่าจะรู้เรื่อง
แต่เจ้าหมอนี่กลับทำวิชาภาษาจีนและวิชาการเมืองได้ดีมาก โดยเฉพาะวิชาการเมือง ท่องได้แม่นราวนกแก้วนกขุนทอง
ถึงอย่างนั้น เจียงจิ่นโจวประเมินว่าต่อให้เขาเคี่ยวเข็ญขนาดนี้ อย่างมากหวังอ้ายกั๋วคงสอบติดแค่วิทยาลัยระดับอนุปริญญา
แต่หวังอ้ายกั๋วก็รู้จักพอ เขาบอกเจียงจิ่นโจวว่า ขอแค่มีที่เรียนระดับอนุปริญญาเขาก็พอใจแล้ว
เจียงจิ่นโจวลังเลอยู่ตลอดว่าจะแอบเอาโจทย์ในข้อสอบจริงมาเก็งให้เพื่อนสักสองสามข้อดีไหม
ใจหนึ่งก็กลัวเกิดเรื่อง แต่อีกใจก็คิดว่าหวังอ้ายกั๋วเป็นเพื่อนคนเดียวที่เขามีตอนนี้ ถ้าไม่ช่วยก็รู้สึกผิด โดยเฉพาะครอบครัวหวังที่คอยช่วยเหลือเขามาตลอดหลายปี
เฮ้อ เป็นทางเลือกที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ เจียงจิ่นโจวบอกตัวเองว่า รอก่อน รออีกหน่อยค่อยว่ากัน
พอพูดถึงเพื่อน เจียงจิ่นโจวก็นึกถึงลู่ชิง แน่นอนว่าหมายถึงพี่สาวลู่ชิงในปี 2015
ส่วนลู่ชิงในยุคนี้นั้น เขาอยากติดต่อแต่ก็จนปัญญา วันนั้นพอรู้ว่าครอบครัวเธอถูกส่งไปใช้แรงงาน เขาก็เป็นห่วงและอยากช่วยเหลือ แต่จะไปตามหาเธอจากที่ไหนล่ะ?
ลู่ชิงทั้งสองคนกลายเป็นความห่วงใยในใจของเจียงจิ่นโจว ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเธอทำอะไรกันอยู่
คืนนั้นหลังจากติวโจทย์ข้อสุดท้ายเสร็จ หวังอ้ายกั๋วก็กลับบ้านไป ช่วงนี้หวังอ้ายกั๋วเองก็โดนเคี่ยวจนกรอบ การเรียนนี่ยิ่งกว่าขึ้นเขาไปล่าสัตว์เสียอีก ถ้าไม่มีเจียงจิ่นโจวคอยจี้ เขาคงถอดใจไปนานแล้ว
พอหวังอ้ายกั๋วกลับไป เจียงจิ่นโจวเอนตัวลงนอนบนเตียงเตา เดี๋ยวก็คิดถึงลู่ชิงปี 2015 เดี๋ยวก็คิดถึงลู่ชิงยุคนี้
ที่คิดถึงลู่ชิงปี 2015 หลักๆ คืออยากรู้ว่าอีก 40 ปีข้างหน้า ประเทศชาติจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน
ส่วนลู่ชิงยุคนี้ เขาอยากรู้ความเป็นไปของเธอ ไม่รู้ว่าเธอจะมีโอกาสได้เข้าสอบเกาเค่าครั้งนี้หรือเปล่า
จู่ๆ เขาก็ลุกพรวดขึ้นมานั่ง เขาฉุกคิดคำถามหนึ่งขึ้นมาได้ ลู่ชิงปี 2015 จะสามารถตามหาลู่ชิงในยุคนี้ได้ไหม? ถ้าหาเจอ ก็จะรู้ว่าลู่ชิงยุคนี้อยู่ที่ไหน และตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง เขาจะติดต่อเธอหรือช่วยเหลือเธอได้ไหมนะ?
แต่แล้วเขาก็ทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดแรง อย่าว่าแต่เขาที่ตอนนี้ยังเอาตัวเองแทบไม่รอดเลย อีกอย่างทำไมคนอื่นต้องมาช่วยเขาตามหาคนด้วย ปักกิ่งกว้างใหญ่ขนาดนั้น ผ่านไปสี่สิบปีไม่รู้เปลี่ยนไปแค่ไหน การตามหาคนคนหนึ่งมันง่ายซะที่ไหน
แล้วเขามีอะไรจะไปตอบแทนน้ำใจคนอื่น? แสตมป์กับแจกันพวกนั้นจะมีค่าสักกี่ตังค์กันเชียว?
เฮ้อ เขาคงเพ้อเจ้อไปเองอีกแล้ว
ยิ่งคิดสมองเจียงจิ่นโจวยิ่งตาสว่าง สุดท้ายเขาก็รู้ตัวว่านอนไม่หลับเสียแล้ว แต่ที่น่าแปลกใจคือ เขาไม่ได้นึกถึงคนในครอบครัวพวกนั้นอีกเลย หรือว่าเขาลืมคนพวกนั้นไปจากก้นบึ้งของหัวใจแล้วจริงๆ? เป็นไปได้ยังไง?
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน เจียงจิ่นโจวรู้สึกปวดปัสสาวะ จึงควานหาไม้ขีดไฟมาจุดตะเกียงน้ำมัน เอาเสื้อคลุมมาคลุมไหล่ แล้วลงจากเตียงไปหากระโถนฉี่ที่วางอยู่บนพื้นเพื่อปลดทุกข์
ชนบททางภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็เป็นแบบนี้ โดยเฉพาะหน้าหนาว ทุกบ้านต้องมีกระโถนไว้ฉี่ในห้อง ขืนออกไปฉี่ข้างนอกตอนกลางคืน ดีไม่ดีเจ้านั่นอาจจะแข็งตายจนใช้งานไม่ได้
เจียงจิ่นโจวทำธุระเสร็จก็ปีนกลับขึ้นเตียงเตา กำลังจะเป่าตะเกียงให้ดับ ทันใดนั้นเขาก็เหลือบไปเห็นถุงพัสดุที่หายไปสิบกว่าวัน กลับมาวางตุงเป่งอยู่ข้างหมอนของเขาเสียแล้ว