- หน้าแรก
- ส่งด่วนข้ามเวลา เป็นเศรษฐีด้วยของต่างยุค
- บทที่ 31 ให้ฉันเชื่อว่าหมูปีนต้นไม้ได้ยังง่ายกว่า
บทที่ 31 ให้ฉันเชื่อว่าหมูปีนต้นไม้ได้ยังง่ายกว่า
บทที่ 31 ให้ฉันเชื่อว่าหมูปีนต้นไม้ได้ยังง่ายกว่า
เจียงจิ่นโจวยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มองดูเศษกระดาษเหล่านั้นถูกลมหนาวพัดปลิวหายไปจนไร้ร่องรอย
พอนึกถึงเงินสองหยวนในซองจดหมาย เขาก็ยิ้มขื่นด้วยความขมขื่น ตัวเขามีค่าแค่สองหยวนเองเหรอ เงินสองหยวนนี้ก็คือค่าตัดขาดความสัมพันธ์ที่คนบ้านนั้นมอบให้เขา
ช่างน่าขัน น่าสมเพช และน่าเศร้าใจสิ้นดี นี่น่ะหรือครอบครัว นี่น่ะหรือคนในครอบครัวที่เขาเฝ้าคะนึงหาและห่วงใยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
นับจากวันนี้เป็นต้นไป เจียงจิ่นโจวคนเดิมได้ตายจากไปแล้ว เจียงจิ่นโจวคนปัจจุบันคือเด็กกำพร้าที่ไร้พ่อไร้แม่ ไร้ญาติขาดมิตร
ไม่ใช่ว่าเขาไม่ต้องการ แต่พวกเขาไม่คู่ควรต่างหาก ไม่ใช่ว่าเขาใจดำ แต่เป็นพวกเขาที่ใจดำอำมหิตยิ่งกว่า
เขาปาดน้ำตาบนใบหน้าทิ้ง แล้วก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปยังสหกรณ์อย่างมั่นคง หัวหน้ากองพลฝากให้เขาซื้อของใช้ประจำวันกลับไปให้ เขาต้องซื้อของพวกนั้นกลับไป และตัวเขาเองก็ต้องซื้อซีอิ๊ว เกลือ แล้วก็ใช้ตั๋วน้ำมันตะเกียงใบสุดท้ายในมือให้หมด
เมื่อซื้อของครบแล้ว เขาคงจะไม่ออกไปไหนอีกพักใหญ่ เขาจะทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับการอ่านหนังสือทบทวนบทเรียน เขาต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ และต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในปักกิ่งด้วย
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เจียงจิ่นโจวเดินแบกตะกร้าที่เต็มไปด้วยสิ่งของออกมาจากสหกรณ์
เขาแวะไปที่สำนักงานการศึกษาเพื่อสอบถามวันเวลาในการลงทะเบียนให้แน่ชัด จากนั้นจึงก้าวเดินมุ่งหน้ากลับสู่กองพลธงแดงด้วยฝีเท้าที่หนักแน่น
ตอนนี้ในใจของเจียงจิ่นโจวไม่มีเรื่องอื่นเจือปน มีเพียงความคิดเดียวเท่านั้นคือ ทบทวนบทเรียน ทบทวนบทเรียนและทบทวนบทเรียน
เขาก้มหน้าก้มตาเดินทาง แม้จะรีบแค่ไหน กว่าจะกลับถึงหมู่บ้าน ฟ้าก็เริ่มมืดสลัวลงแล้ว
มองเห็นเงาร่างคนยืนอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านแต่ไกล พอเดินเข้าไปใกล้ เขาถึงจำได้ว่านั่นคือหวังอ้ายกั๋ว
หวังอ้ายกั๋วก็เห็นเจียงจิ่นโจวแล้วเช่นกัน เขาวิ่งโบกไม้โบกมือเข้ามาหา "จิ่นโจว จิ่นโจว นายกลับมาสักที"
พอทั้งสองเดินมาเจอกัน เจียงจิ่นโจวก็ยิ้มถาม นายมายืนทำอะไรตรงนี้ ไม่หนาวหรือไง
หวังอ้ายกั๋วเกาหัวแก้เขิน ฉันกลัวนายกลับมาดึก เลยมายืนรอ
เจียงจิ่นโจวรู้สึกซาบซึ้งใจ แต่ก็อดแซวเล่นไม่ได้ว่า ฉันว่านายไม่ได้มารอฉันหรอก มารอหนังสือเรียนมากกว่ามั้ง?
พอโดนเจียงจิ่นโจวรู้ทัน หวังอ้ายกั๋วก็พูดอย่างเขินๆ "รอหนังสือ แล้วก็รอนายด้วยนั่นแหละ"
แล้วเขาก็รีบถามด้วยความร้อนใจ "จิ่นโจว ที่บ้านส่งหนังสือเรียนมาให้นายหรือเปล่า? "
เจียงจิ่นโจวรู้สึกเจ็บแปลบในใจอย่างประหลาด แต่ก็แสร้งทำเป็นพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า "แน่นอน ส่งมาครบทุกวิชาเลย แถมยังมีคู่มือทบทวนด้วยนะ นายต้องตั้งใจอ่านหนังสือให้ดีล่ะ อย่าให้ถึงตอนนั้นฉันสอบติดแต่นายสอบไม่ติดจนต้องมานั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งนะ"
พอได้ยินว่ามีหนังสือเรียนแล้ว หวังอ้ายกั๋วก็ดีใจจนเนื้อเต้น หัวเราะร่าพลางทุบอกเจียงจิ่นโจวเบาๆ "นายดูถูกฉันเกินไปแล้ว ต่อให้สอบไม่ติดฉันก็ไม่ร้องไห้หรอกน่า"
คำพูดที่ไม่ได้คิดอะไรของหวังอ้ายกั๋วกลับทำให้เจียงจิ่นโจวรู้สึกกระดากใจ ใช่สิ เขาไม่เพียงแค่ร้องไห้ แต่ยังร้องอยู่นานสองนานเลยทีเดียว
หวังอ้ายกั๋วดูไม่ออกว่าสีหน้าของเจียงจิ่นโจวเปลี่ยนไป เขารีบแย่งตะกร้าสะพายหลังมาจากเจียงจิ่นโจวอย่างกุลีกุจอ แล้วโอบไหล่เพื่อนพูดว่า ไป กลับบ้านกัน พ่อฉันสั่งไว้ว่าถ้านายกลับมาแล้วให้ไปกินข้าวที่บ้านฉัน เนื้อกวางคราวก่อนยังเหลืออยู่ แม่ฉันตุ๋นไว้รอแล้ว
เจียงจิ่นโจวรู้สึกจุกในอก ถึงเขาจะไม่อยากนึกถึงคนบ้านนั้น แต่ตอนนี้อดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า คนในครอบครัวแท้ๆ ยังดีสู้คนนอกไม่ได้เลย
แต่เขาก็ยังฝืนยิ้มแล้วตอบว่า "งั้นฉันไม่เกรงใจนะ ขอน้อมรับคำเชิญด้วยความเต็มใจ พอดีฉันก็ขี้เกียจทำกับข้าวอยู่พอดี"
ทั้งสองมาถึงบ้านตระกูลหวัง พ่อแม่ของหวังอ้ายกั๋วต้อนรับขับสู้เจียงจิ่นโจวอย่างอบอุ่น ไม่นานกับข้าวก็ถูกยกมาวางเต็มโต๊ะ แน่นอนว่าต้องมีเนื้อกวางตุ๋นส่งกลิ่นหอมฉุยจานนั้นด้วย
พ่อของหวังอ้ายกั๋วยิ้มพลางพูดว่า "จิ่นโจว กินเยอะๆ นะ คิดซะว่าที่นี่เป็นบ้านของเอ็ง"
แม้เจียงจิ่นโจวจะรู้ว่าที่หวังต้าซานดีกับเขาเพราะอยากให้เขาช่วยติวหนังสือให้หวังอ้ายกั๋ว แต่ขอบตาเขาก็ยังร้อนผ่าว ระหว่างกินข้าว หัวใจของเขาเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น
หลังกินข้าวเสร็จ เขาหยิบหนังสือเรียนและคู่มือทบทวนออกมาจากตะกร้าให้หวังอ้ายกั๋วดู หวังอ้ายกั๋วดีใจมาก
เขาพูดกับหวังต้าซานว่า "พ่อ ฉันอยากไปนอนกับจิ่นโจว เราจะได้ทบทวนบทเรียนด้วยกัน ช่วยกันติวช่วยกันดู"
หวังต้าซานคิดครู่หนึ่งก็พยักหน้า "เอาสิ แบบนั้นก็ดี งั้นพวกเอ็งสองคนก็กลับมากินข้าวที่บ้านเราทุกวันนะ"
เจียงจิ่นโจวปฏิเสธไม่ลง จึงได้แต่ตอบตกลงไป
ด้วยเหตุนี้ หวังอ้ายกั๋วจึงแบกผ้านวมของตัวเอง พร้อมตะเกียงน้ำมันอีกหนึ่งดวง เดินตามเจียงจิ่นโจวกลับไปยังวัดร้าง
พอกลับถึงวัดร้าง หวังอ้ายกั๋วก็โยนสัมภาระลงบนเตียงเตา แล้วเร่งยิกๆ ให้เจียงจิ่นโจวเอาหนังสือออกมา
เจียงจิ่นโจวยิ้มขำ "อ้ายกั๋ว ไม่ต้องใจร้อนขนาดนั้นก็ได้มั้ง เราไม่ได้รีบขนาดขาดแค่วันนี้คืนนี้สักหน่อย"
หวังอ้ายกั๋วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ "นายมันคนเก่งนายก็ไม่รีบสิ ฉันไม่กล้าไปเทียบกับนายหรอก ฉันต้องคว้าทุกนาทีเอาไว้ ตอนนี้เวลาเป็นเงินเป็นทอง ถึงขั้นผูกผมห้อยขื่อเอาเข็มจิ้มขาคงไม่ไหว แต่ฉันจะอ่านจนน้ำมันตะเกียงหมดหยดสุดท้ายเลยคอยดู"
เห็นหวังอ้ายกั๋วจริงจังเบอร์นี้ เจียงจิ่นโจวก็อดขำไม่ได้ ไม่นึกเลยว่าคนหน้าซื่อๆ อย่างหวังอ้ายกั๋วจะมีคารมคมคายกับเขาเหมือนกัน
ในเมื่อหวังอ้ายกั๋วกระตือรือร้นขนาดนี้ เจียงจิ่นโจวจะยอมน้อยหน้าได้ไง เขาจึงหยิบหนังสือออกมาแล้วเริ่มทบทวนบทเรียนไปพร้อมกับหวังอ้ายกั๋ว
ทั้งสองคนตั้งใจอ่านหนังสือกันมาก เวลาเจอตรงไหนไม่เข้าใจหวังอ้ายกั๋วก็ถามอย่างถ่อมตน เจียงจิ่นโจวก็อธิบายให้อย่างใจเย็น
เผลอแป๊บเดียวก็ดึกมากแล้ว ทั้งคู่เริ่มง่วง จึงล้างหน้าแปรงฟันง่ายๆ แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงเตาเตรียมพักผ่อน
พวกเขานอนคุยเรื่องเนื้อหาในบทเรียนกันอีกสักพัก แล้วก็เผลอหลับไป
จะเรียกว่าหลับก็คงมีแค่หวังอ้ายกั๋วคนเดียวที่หลับ เจียงจิ่นโจวน่ะอยากหลับใจจะขาด แต่หวังอ้ายกั๋วที่นอนอยู่ข้างๆ ดันกรนเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า เสียงกรนดังครืดคราดเป็นจังหวะจะโคนอย่างกับเสียงสูบลมเตาหลอมเหล็ก ดังระลอกแล้วระลอกเล่า เจียงจิ่นโจวต่อให้อยากหลับแค่ไหนก็ข่มตาไม่ลง
คืนนั้นทั้งคืนเจียงจิ่นโจวแทบไม่ได้นอน เขาเริ่มใช้เท้าถีบหวังอ้ายกั๋ว แต่ถีบไปได้ไม่ถึงสองนาที เสียงกรนมหากาฬของหวังอ้ายกั๋วก็กลับมากระหึ่มเหมือนเดิม
เจียงจิ่นโจวโกรธจนกัดฟันกรอด เขาคิดว่าขืนปล่อยให้หวังอ้ายกั๋วนอนที่นี่ต่อไป เขาอาจจะหัวใจวายตายเพราะขาดนอนเข้าสักวัน
เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ คราวก่อนตอนนอนที่บ้านพักรับรองในตัวอำเภอ หวังอ้ายกั๋วก็ไม่เห็นกรน หรือว่าอาการนอนกรนนี่มันเลือกสถานที่ด้วย?
เช้าวันรุ่งขึ้น หวังอ้ายกั๋วตื่นมาด้วยความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า บิดขี้เกียจอย่างสบายตัว แล้วเขย่าตัวเจียงจิ่นโจวที่ยังนอนอยู่ จิ่นโจว จิ่นโจว ตื่นเร็ว! กลับไปกินข้าวบ้านฉันแล้วรีบกลับมาอ่านหนังสือกันต่อ
ตอนแรกเจียงจิ่นโจวไม่สนใจหวังอ้ายกั๋ว เพราะเขาทนตาสว่างมาทั้งคืนเพิ่งจะมาเคลิ้มหลับเอาตอนฟ้าสางนี่เอง
แต่หวังอ้ายกั๋วทำตัวเหมือนแมลงวัน คอยส่งเสียงหงิงๆ อยู่ข้างหูไม่หยุด
เขาจำใจต้องลุกขึ้นมาจากเตียงเตา สภาพของเขาทำเอาหวังอ้ายกั๋วสะดุ้งโหยง
หวังอ้ายกั๋วชี้ไปที่ขอบตาดำคล้ำเป็นหมีแพนด้าของเจียงจิ่นโจว "จิ่นโจว นายเป็นอะไรไป? ทำไมสภาพดูไม่ได้แบบนี้? "
เจียงจิ่นโจวปัดมือเพื่อนออกอย่างหงุดหงิด "ยังมีหน้ามาถามฉันอีก เสียงกรนนายเกือบทำหลังคาถล่มแล้วรู้ไหม ฉันจะเอาอะไรไปนอนหลับลง! "
หวังอ้ายกั๋วเกาหัวแกรกๆ "ไม่มั้ง? ฉันอาจจะกรนบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็ไม่น่าจะหนักขนาดนั้นนะ? "
เจียงจิ่นโจวค้อนขวับ "เลิกเข้าข้างตัวเองได้แล้ว ฉันจะบอกให้นะ วันนี้นายต้องกลับไปนอนบ้านนาย ไม่งั้นฉันจะไม่ช่วยนายติวหนังสืออีกแล้ว"
หวังอ้ายกั๋วร้องเสียงหลง "ทำงั้นได้ไงเล่า? "
แล้วเขาก็รีบทำเสียงอ้อน "จิ่นโจวนายวางใจเถอะ วันนี้ฉันรับรองว่าจะไม่กรนแล้ว"
อันที่จริงพูดจบเขาเองยังไม่เชื่อตัวเองเลย เจียงจิ่นโจวพูดสวนทันควัน "ให้ฉันเชื่อว่าหมูปีนต้นไม้ได้ยังง่ายกว่าเชื่อคำพูดนาย ตอนนี้มีสองทางเลือก ทางแรกคือนายมาอ่านหนังสือที่นี่เสร็จแล้วกลับไปนอนบ้าน ทางที่สองคือนายไม่ต้องมาอีกเลย ต่างคนต่างอ่านของตัวเอง"