- หน้าแรก
- ส่งด่วนข้ามเวลา เป็นเศรษฐีด้วยของต่างยุค
- บทที่ 29 ทั้งบ้านมีแค่เขาที่เป็นคนนอก
บทที่ 29 ทั้งบ้านมีแค่เขาที่เป็นคนนอก
บทที่ 29 ทั้งบ้านมีแค่เขาที่เป็นคนนอก
เจียงจิ่นฟานถูกสายตาทุกคู่ในบ้านจ้องมองจนรู้สึกกดดันอย่างหนัก เขาคิดในใจว่าพ่อก็นะ มีอะไรก็พูดออกมาตรงๆ สิ ทำไมต้องโยนความรับผิดชอบมาให้เขาแบกรับด้วย
เจียงจิ่นฟานเป็นคนเห็นแก่ตัวโดยสันดาน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่แย่งงานของน้องชายเพื่อหนีการถูกส่งไปชนบทหรอก
เขารู้ดีว่าพ่อแม่คิดอะไรอยู่ตลอดหลายปีมานี้ พวกท่านไม่อยากให้น้องชายกลับมาเลยจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำเมินเฉยไม่สนใจไยดีขนาดนี้ บ้านอื่นเขาส่งทั้งเงินทั้งของไปให้ลูกหลานที่ชนบท แต่บ้านนี้ไม่เคยส่งเงินแม้แต่แดงเดียว หรือข้าวแม้แต่เม็ดเดียวไปให้เจียงจิ่นโจวเลย
ลูกหลานบ้านอื่นช่วงตรุษจีนก็ได้กลับมาเยี่ยมบ้าน แต่น้องชายของเขาไม่เคยได้กลับมาสักครั้ง เจียงจิ่นโจวเคยเขียนจดหมายมาบอกว่าอยากกลับมา แต่พ่อแม่ก็ไม่ยอม อ้างว่าที่บ้านไม่มีที่นอน บอกว่าไม่ต้องกลับมา
ในฐานะพี่ชายคนโต ที่จริงเขาควรจะสำนึกบุญคุณที่แย่งงานน้องมา แต่เจียงจิ่นฟานกลับไม่มีความกตัญญูแม้แต่น้อย ในใจเขาคิดแค่ว่าน้องชายคนนี้มันโง่เอง
ต่อให้ปีแรกจะรู้สึกผิดอยู่บ้างนิดหน่อย แต่พอแต่งเมียความรู้สึกพวกนั้นก็หายเกลี้ยง ตอนนี้เขาอยากให้เจียงจิ่นโจวไม่ต้องกลับมาอีกเลยยิ่งดี ทรัพย์สมบัติทุกอย่างในบ้านจะได้ตกเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว
บางทีเขายังเคยคิดร้ายถึงขั้นว่า ถ้าเจียงจิ่นโจวตายอยู่ที่นั่นไปเลยก็คงดี
เห็นเขานิ่งเงียบ เหลียงเสี่ยวเยี่ยนก็ขยิบตาส่งสัญญาณให้ยิกๆ ความหมายคือห้ามรับปากให้เจียงจิ่นโจวกลับมาเด็ดขาด
เธอไม่เคยเจอน้องสามคนนี้ รู้จักแค่ผ่านคำบอกเล่าของสามี และสามีก็บอกตลอดว่าน้องคนนี้จะไม่มีวันกลับมาแล้ว ในใจเหลียงเสี่ยวเยี่ยน สมบัติทุกอย่างในบ้านนี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรือบ้านช่อง ล้วนเป็นของครอบครัวเธอมาตั้งนานแล้ว
จู่ๆ มาบอกว่าน้องสามจะกลับมา เธอร้อนใจยิ่งกว่าใคร น้องสาวคนเล็กกำลังจะแต่งงานออกไป เธออุตส่าห์จะหมดเวรหมดกรรมอยู่แล้ว ขืนมีตัวหารโผล่มาแย่งสมบัติอีกคน เธอแทบอยากจะตอบพ่อสามีแทนเจียงจิ่นฟานซะเดี๋ยวนี้
เจียงจิ่นฟานเข้าใจความหมายของเมียดี แต่เขาไม่อยากรับบทพี่ชายใจร้ายที่กีดกันน้อง ถ้าเรื่องรู้ไปถึงโรงงาน เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน คงโดนตราหน้าว่าเนรคุณ ยุคสมัยนี้ชื่อเสียงเป็นเรื่องสำคัญมาก
เขาจึงไตร่ตรองคำพูดก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "พ่อครับ การที่น้องสามติดต่อมาถือเป็นเรื่องดี ถ้าสอบติดมหาวิทยาลัยได้ก็ยิ่งดีใหญ่ จะได้เป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล"
เจียงจิ่นฟานยังพูดไม่ทันจบ เจียงจิ่นหลานก็พูดแทรกขึ้นมา "พี่ใหญ่ พี่พูดอะไรเนี่ย? พี่สามไปเป็นชาวนาตั้งกี่ปี ความรู้คืนครูไปหมดแล้วมั้ง จะสอบมหาวิทยาลัย? เอาอะไรไปสอบ? อย่ามาเสียเวลาเลย"
เจียงจิ่นหงเสริมขึ้นอีกคน "ใช่ ที่บ้านมีฉันกับจิ่นหลานสอบก็พอแล้ว จิ่นหลานเพิ่งจบ ม.ปลาย ต้องสอบติดแน่ๆ ถึงตอนนั้นเราสองคนสอบติดก็เป็นหน้าเป็นตาให้ที่บ้านเหมือนกัน ฉันว่าให้น้องสามตั้งใจทำงานทำการที่ชนบทไปเถอะ อย่ามาเพ้อฝันอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้เลย"
เหลียงเสี่ยวเยี่ยนเห็นน้องสามีทั้งสองเปิดฉากแล้ว ก็เริ่มกล้าขึ้นมาบ้าง
เธอพูดสนับสนุนพ่อผัวแม่ผัวว่า "พ่อคะ แม่คะ ถ้าน้องสามกลับมาจะให้นอนที่ไหนคะ? บ้านเราก็แคบแค่นี้ ฉันกับจิ่นฟานกำลังวางแผนจะมีลูกกัน พ่อกับแม่ไม่อยากอุ้มหลานเร็วๆ เหรอคะ? "
เจียงหวั่นเนียนกับหลัวซิ่วสบตากัน ดูเหมือนคนในบ้านจะไม่มีใครอยากให้ลูกชายคนนี้กลับมา ซึ่งตรงกับใจพวกเขาพอดี
เจียงหวั่นเนียนหันไปหาลูกชายคนโตอีกครั้ง "เจ้าใหญ่ ว่ามาสิแกคิดยังไง"
เจียงจิ่นฟานกระแอมไอแกล้งทำเสียงเศร้า "จะว่าไปน้องสามลำบากอยู่บ้านนอกมาตั้งหลายปี ก็ควรให้กลับมา แต่ที่น้องรองกับน้องเล็กพูดก็มีเหตุผล ผมว่าให้น้องสามปักหลักอยู่ที่หมู่บ้านนั่นแหละดีแล้ว ถ้าเขาจะแต่งงาน เดี๋ยวพวกเราทุกคนค่อยช่วยเขา"
"เรื่องสอบมหาวิทยาลัยมันไม่ง่ายหรอก เขียนจดหมายไปบอกให้เขาเลิกล้มความตั้งใจซะ แล้วส่งเงินไปให้สักสิบหยวนให้เขาเอาไว้ใช้ชีวิต บอกเขาว่าไม่ใช่เราไม่ห่วง แต่ทางบ้านลำบากจริงๆ ไม่มีปัญญาช่วยเหลือเขา ให้เขาดูแลตัวเองให้ดี"
โอ้โห พูดซะดูดี มีทั้งปลอบทั้งขู่ ใจความสำคัญก็คือให้เจียงจิ่นโจวก้มหน้าก้มตาอยู่ชนบทต่อไป เผื่อทางบ้านจะยังเห็นหัวบ้าง แต่ถ้าไม่เชื่อฟัง ก็ตัดขาดกันไปเลย
ต้องยอมรับว่าเจียงจิ่นฟานใจดำกว่าใครเพื่อน แต่ปากยังพ่นหลักการสวยหรูออกมาได้
เจียงหวั่นเนียนฟังแล้วไม่ได้รู้สึกผิดต่อลูกชายคนเล็กเลยแม้แต่น้อย กลับคิดว่า เจ้าสาม ไม่ใช่พ่อไม่อยากให้กลับ แต่ทุกคนในบ้านเขาไม่ให้กลับ แกเคยเสียสละมาแล้วครั้งหนึ่ง ถ้าแกกตัญญูจริงก็ต้องเชื่อฟังครอบครัว อยู่เป็นชาวนาที่นั่นไปซะ
หลัวซิ่วพูดขึ้นบ้าง "ช่วงนี้ฉันเห็นยุวปัญญาชนกลับมากันเยอะ ถ้าคนอื่นถามถึงเจ้าสาม เราจะตอบยังไง อย่าให้ใครมาจับผิดบ้านเราได้นะ"
เจียงจิ่นฟานตอบ "เรื่องนี้ง่ายจะตาย พรุ่งนี้แม่ก็ออกไปป่าวประกาศเลยว่าน้องสามแต่งงานที่โน่นแล้ว เราบอกให้กลับก็ไม่ยอมกลับ อยากจะอยู่เฝ้าเมียที่บ้านนอก ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็โทษเราไม่ได้ ชาวบ้านจะได้นินทาว่าน้องสามมีเมียแล้วลืมแม่ กลายเป็นเจียงจิ่นโจวนั่นแหละที่อกตัญญู"
เจียงหวั่นเนียนพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดลูกชาย จึงสรุปว่า "เอาตามนี้แหละ จิ่นหลาน เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแกเขียนจดหมายหาน้องสาม บอกความต้องการของที่บ้านไป อธิบายเรื่องความยากจนข้นแค้นให้มันเข้าใจ บอกมันว่าวันหลังถ้าไม่มีธุระอะไรไม่ต้องเขียนจดหมายมาอีก ให้ตั้งใจทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวที่ชนบทนั่นแหละ"
โอ้โห นี่คือคำพูดของคนเป็นพ่อเหรอเนี่ย? ยังเป็นคนอยู่ไหม? ใช่พ่อแท้ๆ แน่เหรอ?
ได้เลยค่ะพ่อ เจียงจิ่นหลานรับปากเสียงใส เธอไม่อยากให้พี่ชายกลับมาแย่งทรัพยากรอยู่แล้ว ถึงเธอจะจบ ม.ปลาย แต่ผลการเรียนห่วยแตก เธอรู้ว่าพี่ชายเรียนเก่ง ถ้าขืนพี่ชายสอบติดขึ้นมา คนอื่นจะมองเธอเทียบกับพี่ยังไง ถ้าไม่มีตัวเปรียบเทียบ ต่อให้เธอสอบไม่ติดก็ไม่เห็นเป็นไร
คนอื่นๆ ในบ้านเห็นเจียงหวั่นเนียนสรุปแบบนี้ก็ยิ้มหน้าบาน ต่างคนต่างมีแผนในใจ ส่วนเจียงจิ่นโจวจะเป็นจะตายยังไงเกี่ยวอะไรกับพวกเขา ขนาดพ่อแม่ยังไม่สนใจ พี่น้องอย่างพวกเขาก็ยิ่งไม่มีหน้าที่ต้องไปดูแล
เมื่อตกลงกันได้ เหลียงเสี่ยวเยี่ยนก็แกล้งทำเป็นไปช่วยหลัวซิ่วทำกับข้าว
เจียงหวั่นเนียนหันมามองลูกสาวคนรอง "จิ่นหง วันนี้แกมาทำไมอีกแล้ว? "
เจียงจิ่นหงหน้าเจื่อน เธอรู้ว่าพ่อไม่พอใจเรื่องแต่งงานของเธอ
ตอนแรกหลัวซิ่วยกงานที่สหกรณ์ให้เจียงจิ่นหง หวังจะให้เธอได้แต่งเข้าบ้านดีๆ มีอำนาจวาสนา เพื่อจะได้เกื้อหนุนตระกูลเจียง
แต่เจียงจิ่นหงดันถือดีว่าตัวเองมีงานทำ เลือกมาก คนโน้นก็ไม่เอา คนนี้ก็ไม่ชอบ ยื้อมาตั้งแต่อายุสิบแปดจนยี่สิบ ก็ยังหาคนที่ถูกใจไม่ได้
จนเมื่อปีก่อน เธอหาเอง แล้วพ่อแม่ไม่เห็นด้วย แต่เจียงจิ่นหงจะเป็นจะตายยืนกรานจะแต่งให้ได้ พอแต่งไปถึงได้รู้ว่าฝ่ายชายดีแต่หน้าตา ฐานะยากจนข้นแค้น อยู่กันแปดคนในห้องเล็กๆ สองห้อง ยิ่งกว่าบ้านเธอเสียอีก
ปกติข้าวแทบไม่พอกิน เงินเดือนของเจียงจิ่นหงต้องเอาไปจุนเจือบ้านผัวจนหมด แถมยังต้องกลับมาขอข้าวบ้านแม่กินอยู่บ่อยๆ