- หน้าแรก
- ส่งด่วนข้ามเวลา เป็นเศรษฐีด้วยของต่างยุค
- บทที่ 28 เจ้าใหญ่ แกมีความเห็นว่ายังไง
บทที่ 28 เจ้าใหญ่ แกมีความเห็นว่ายังไง
บทที่ 28 เจ้าใหญ่ แกมีความเห็นว่ายังไง
เมื่อเจียงหวั่นเนียนเดินพ้นประตูโรงงานออกมา เหล่าจางคนเฝ้าประตูก็ได้แต่ส่ายหน้า พึมพำกับตัวเองว่า ตาเจียงนี่ก็แปลกคนจริงๆ บ้านอื่นเขาได้ข่าลูกหลานก็ดีใจจนเนื้อเต้น แต่ตานี่กลับทำหน้าบอกบุญไม่รับเหมือนไปโกรธใครมาซะอย่างนั้น ไม่เข้าใจแกเลยจริงๆ
เจียงหวั่นเนียนเดินกลับบ้านพลางคิดคำนวณในใจอย่างหงุดหงิด เจ้าลูกคนนี้มันไม่รู้ความเอาซะเลย อยู่บ้านนอกดีๆ ไม่ชอบ ดันสะเออะส่งโทรเลขมาทำไม ส่งมาไม่พอยังส่งมาที่ทำงานอีก นี่มันจงใจจะทำให้เขาขายหน้าคนในโรงงานชัดๆ ช่างหาเรื่องให้ปวดหัวจริงๆ
คิดจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยงั้นเหรอ ฝันเฟื่องน่ะสิ ช่างไม่เจียมตัว ใฝ่สูงเกินศักดิ์แต่วาสนาต่ำต้อย ไม่ดูสารรูปตัวเองเลยว่าตอนนี้อยู่ในสถานะอะไร
เขาเดินจ้ำอ้าวกลับบ้านไปพลางก่นด่าลูกชายคนที่สามในใจไปพลาง ใช่แล้ว ผ่านมาตั้งหลายปีเขาก็ยังไม่มีปัญญาซื้อจักรยานสักคัน ต้องอาศัยเดินไปทำงานทุกวัน ถึงแม้โรงงานเครื่องจักรจะอยู่ใกล้บ้าน แต่ก็ต้องใช้เวลาเดินกว่าครึ่งชั่วโมง
พอเดินมาถึงบ้านเขาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า มัวแต่โมโหเรื่องโทรเลขจนลืมรอเลิกงานพร้อมลูกชายคนโต
เจียงหวั่นเนียนกลับถึงบ้านก็โยนใบโทรเลขลงบนโต๊ะอย่างไม่ไยดี แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้จุดบุหรี่สูบ
หลัวซิ่วผู้เป็นภรรยาที่กำลังทำกับข้าวอยู่ตรงโถงทางเดินเห็นสามีเดินหน้าดำคร่ำเครียดกลับมาโดยไม่ทักทายใคร ก็รู้สึกใจคอไม่ดี รีบเดินตามเข้ามาในบ้าน
พอเข้าประตูมาเธอก็ถามทันทีว่า "เหล่าเจียง เป็นอะไรไปคะ? ทำไมทำหน้าแบบนั้น? ที่โรงงานเกิดเรื่องเหรอ? "
เจียงหวั่นเนียนโยนก้นบุหรี่ที่เหลือครึ่งมวนลงพื้น แล้วหยิบโทรเลขบนโต๊ะยื่นให้ภรรยา
หลัวซิ่วรับใบโทรเลขมาด้วยความงุนงง ก้มลงอ่านข้อความ แล้วดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง พูดตะกุกตะกักอย่างไม่อยากจะเชื่อว่า "เจ้าสามยังไม่ตายอีกเหรอ? เงียบหายไปตั้งสามปี นึกว่าตาย...ตายไป... "
เธอชะงักคำพูดไว้แค่นั้น พูดไม่ออกต่อ คงเพราะลึกๆ ก็ยังมีความละอายใจอยู่บ้าง
ถ้าเจียงจิ่นโจวมาได้ยินแม่บังเกิดเกล้าที่เขาเฝ้าคิดถึง เข้าใจว่าเขาตายไปแล้วแบบนี้ หัวใจคงแหลกสลาย นี่หรือคือแม่แท้ๆ แม่คนอื่นเห็นโทรเลขลูกชายคงดีใจจนร้องแรกแหกกระเชอ แต่แม่ของเขากลับอุทานว่าลูกชายทำไมยังไม่ตาย
ต้องบอกว่าศีลเสมอกันถึงมาอยู่ด้วยกันได้จริงๆ ความเข้ากันได้ของสองผัวเมียคู่นี้น่าตกใจยิ่งนัก ปฏิกิริยาแรกที่มีต่อลูกชายคือความประหลาดใจที่เขายังมีชีวิตอยู่ ช่างเป็นหัวใจที่ดำอำมหิตเหลือเกิน
พวกเขาลืมไปหมดสิ้นแล้วว่าลูกชายคนนี้ยอมสละโควตางานให้พี่ชายคนโต แล้วตัวเองยอมเสียสละไปลำบากที่ชนบทแทน ลืมคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้กับเจียงจิ่นโจวว่าจะรีบหาทางพาเขากลับมา ลืมไปว่าลูกชายคนเล็กต้องตกระกำลำบากแค่ไหน
ตอนนี้พวกเขาแทบอยากจะให้ลูกชายคนนี้ตายๆ ไปซะ จะได้ไม่กลับมารบกวนชีวิตครอบครัวของพวกเขา
ทั้งสองคนเงียบไปครู่ใหญ่ หลัวซิ่วถึงถามสามีขึ้นว่า "เหล่าเจียง แล้วจะเอายังไงดี? คุณคิดว่าไง? "
แม้ในใจจะแช่งชักหักกระดูกให้เจียงจิ่นโจวตายอยู่ที่นั่น แต่ภายนอกพวกเขาก็ป่าวประกาศไปทั่วว่าลูกชายคนเล็กตั้งรกรากอยู่ที่ชนบทแล้ว ไม่อยากกลับมาอีก
เรื่องสอบเกาเค่าพวกเขาก็รู้ข่าว เพราะลูกสาวสองคนก็จบมัธยมปลาย กำลังตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือเตรียมสอบเหมือนกัน นี่เป็นความภาคภูมิใจของสองผัวเมีย ถ้าลูกสาวสอบติดจริง พวกเขาคงได้หน้าไม่น้อย
แต่พวกเขาไม่เคยมีความคิดที่จะให้ลูกชายคนเล็กสอบเข้ามหาวิทยาลัยเลย ในใจพวกเขาคิดว่าเจียงจิ่นโจวไปอยู่บ้านนอกตั้งหลายปี คงทำเป็นแต่ทำนาปลูกผัก จะมาสอบเข้ามหาวิทยาลัยอะไร ฝันไปเถอะ
แต่แถวบ้านก็มีลูกหลานที่ไปเป็นยุวปัญญาชนทยอยกลับมากันก่อนกำหนดบ้างแล้ว บางคนกลับมาแล้วก็ไม่ยอมกลับไปอีก ทางสำนักงานเขตก็ไม่ได้เข้มงวดเหมือนปีก่อนๆ
ดูทรงแล้ว พวกยุวปัญญาชนคงจะได้กลับเมืองกันหมด พวกเขาเองก็เคยคิดว่าต่อให้เจียงจิ่นโจวไม่ตาย ก็คงไม่กลับมาแล้ว
ดังนั้นเวลาใครถาม พวกเขาก็จะแสร้งทำเป็นภูมิใจแล้วบอกว่าลูกชายตั้งปณิธานจะฝังรากสร้างฐานที่ชนบท ร่วมพัฒนาชาติบ้านเมืองตลอดไป
ผู้คนต่อหน้าก็ยกนิ้วโป้งชมเปาะว่าบ้านนี้จิตสำนึกสูงส่ง
แต่ลับหลังไม่มีใครไม่เบะปากใส่ คนอะไรลำเอียงจนน่าเกลียด ใครบ้างจะไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง พ่อแม่แบบนี้ก็มีด้วย
เจียงหวั่นเนียนจุดบุหรี่สูบอีกมวน หลัวซิ่วถามด้วยความร้อนรน "เหล่าเจียง คุณพูดอะไรบ้างสิ คุณคงไม่ได้คิดจะให้เจ้าสามกลับมาจริงๆ หรอกนะ? ถ้ากลับมาแล้วที่บ้านจะทำยังไง? จะกินอะไร? จะให้นอนตรงไหน? "
ในที่สุดเจียงหวั่นเนียนก็เปิดปากพูด "คุณถามผมแล้วผมจะไปถามใคร? ไอ้ลูกเวรนั่นมันเล่นส่งโทรเลขไปถึงโรงงาน ผมจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้ยังไง? คนในโรงงานจะมองผมยังไง? "
"กลับมาไม่ได้นะ ให้กลับมาไม่ได้ เด็ดขาด ต้องมีวิธีสิ" หลัวซิ่วพึมพำ
ครอบครัวพวกเขาอาศัยอยู่ในแฟลตสวัสดิการแบบทรงกระบอก พื้นที่รวมไม่ถึงห้าสิบตารางเมตร มีแค่หนึ่งห้องนอนหนึ่งห้องโถง เมื่อปีก่อนลูกชายคนโตเพิ่งแต่งงาน ลูกสะใภ้ไม่มีงานทำ ปีนี้อุตส่าห์เสียเงินวิ่งเต้นหาตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราวให้ได้
พอแต่งงาน สองผู้เฒ่าก็ยกห้องนอนเดียวที่มีให้เป็นเรือนหอของลูกชายคนโต ที่ลูกคนโตยังไม่มีหลานสักทีก็เพราะไม่มีห้องแยกนี่แหละ คู่สามีภรรยาหนุ่มสาวร้อนใจจะแย่แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ บ้านในปักกิ่งขาดแคลนหนักมาก ลูกชายคนโตเพิ่งทำงานได้ไม่นาน ไม่มีสิทธิ์ได้รับจัดสรรบ้านพัก
ตอนนี้พวกเขาสองผัวเมียต้องระเห็จมานอนที่ห้องโถง แบ่งกั้นเป็นห้องเล็กๆ สองห้อง ห้องหนึ่งพวกเขานอน อีกห้องลูกสาวคนเล็กนอน พื้นที่ห้องโถงนอกจากวางโต๊ะกับเก้าอี้ไม่กี่ตัวก็แทบไม่มีที่เดินแล้ว
โชคดีที่ลูกสาวคนโตแต่งงานออกไปเมื่อปีก่อน ไม่อย่างนั้นยิ่งไม่มีที่ซุกหัวนอน
ขืนลูกคนกลางกลับมาอีกคน บ้านนี้คงไม่มีแม้แต่ที่ยืน
ถ้าเจียงจิ่นโจวรู้ความคิดของพวกเขา คงอยากจะถามกลับไปว่า เมื่อก่อนก็อยู่กันยั้วเยี้ยแบบนี้ไม่ใช่เหรอ? ทำไมพอพี่ใหญ่แต่งเมีย ถึงกลายเป็นไม่มีที่ให้เขาซุกหัวนอนซะงั้น?
เจียงหวั่นเนียนสูบบุหรี่หมดไปอีกมวน ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า รอเจ้าใหญ่กับเมีย แล้วก็จิ่นหลานกลับมาก่อน ค่อยปรึกษากัน คุณไปทำกับข้าวไป
หลัวซิ่วจำใจต้องลุกไปเตรียมอาหาร พอจะเดินออกไปทำกับข้าว ประตูห้องก็เปิดออก
เจียงจิ่นฟานลูกชายคนโตกลับมาพร้อมเหลียงเสี่ยวเยี่ยนผู้เป็นภรรยา ตามหลังมาด้วยเจียงจิ่นหงลูกสาวคนรองและเจียงจิ่นหลานลูกสาวคนเล็ก ไม่รู้ว่าสี่คนนี้ไปเจอกันอีท่าไหนถึงกลับมาพร้อมกันได้
พอเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของพ่อแม่ ทั้งหมดต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความสงสัย
เหลียงเสี่ยวเยี่ยนในฐานะสะใภ้ไม่กล้าถาม จึงศอกสะกิดสามี
เจียงจิ่นฟานจึงถามพ่อว่า "พ่อครับ ที่บ้านเกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอครับ? "
เจียงหวั่นเนียนตอบเสียงเรียบ "น้องสามแกส่งโทรเลขมาบอกว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ให้ที่บ้านส่งหนังสือเรียนไปให้ แล้วก็ขอความช่วยเหลือเรื่องของใช้ด้วย"
"หา? พี่สามจะไม่กลับมาแล้วไม่ใช่เหรอ? " เจียงจิ่นหลานร้องเสียงหลงอย่างโอเวอร์
หลายปีมานี้พ่อแม่กรอกหูเธอตลอดว่าพี่ชายคนนี้จะไม่มีวันกลับมาแล้ว เธอเลยลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ายังมีพี่ชายคนนี้อยู่
"แกเบาๆ เสียงหน่อย ไม่กลัวชาวบ้านเขาได้ยินหรือไง" เจียงจิ่นหงตวาดน้อง
เธอในฐานะผู้ได้รับผลประโยชน์เมื่อหลายปีก่อน แน่นอนว่าไม่อยากให้น้องชายคนนี้กลับมาเหมือนกัน แม้เธอจะแต่งงานออกไปแล้ว แต่บ้านสามีฐานะไม่ค่อยดี เธอเลยต้องกลับมาเกาะพ่อแม่กินบ่อยๆ ถ้าเจียงจิ่นโจวกลับมา เธอจะหน้าด้านมาขอส่วนบุญได้ยังไง พ่อแม่คงต้องเก็บเงินไว้ให้เจียงจิ่นโจวแต่งเมียแน่ๆ
แต่ต่อหน้าพี่สะใภ้ เธอไม่กล้าพูดแรงๆ แบบนั้น ได้แต่ส่งสายตาให้พี่ชายคนโตอย่างเจียงจิ่นฟาน
เจียงหวั่นเนียนหันไปมองลูกชายคนโต ถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า "เจ้าใหญ่ แกมีความเห็นว่ายังไง? "