- หน้าแรก
- ส่งด่วนข้ามเวลา เป็นเศรษฐีด้วยของต่างยุค
- บทที่ 27 นึกไม่ถึงว่าจะยังมีชีวิตอยู่ดีมีสุข
บทที่ 27 นึกไม่ถึงว่าจะยังมีชีวิตอยู่ดีมีสุข
บทที่ 27 นึกไม่ถึงว่าจะยังมีชีวิตอยู่ดีมีสุข
สองพี่น้องเดินออกจากธนาคารด้วยอาการมึนงงเหมือนคนเมา กลับมาถึงห้องเช่าของลู่ชิง
แม้ท้องจะเริ่มร้องประท้วงด้วยความหิว แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยปากชวนกันไปหาอะไรกิน โทรศัพท์มือถือและบัตรธนาคารของลู่ชิงถูกวางไว้บนโต๊ะรับแขก ทั้งคู่ยังคงปรับอารมณ์ไม่ทันกับตัวเลขศูนย์ยาวเหยียดที่เพิ่งเห็นมา
ผ่านไปครู่ใหญ่ ลู่เฉียงถึงได้ถามลู่ชิงขึ้นว่า "พี่ พี่วางแผนไว้ยังไงบ้าง"
ลู่ชิงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ เงินหนึ่งล้านสำหรับพวกเราอาจจะดูเยอะมาก แต่ในปักกิ่งเงินแค่นี้ซื้อห้องน้ำยังไม่ได้เลย "พี่ต้องรีบหางานใหม่ ต้องมีรายได้ที่มั่นคงก่อน"
ลู่เฉียงได้ฟังคำพูดของพี่สาว ความตื่นเต้นดีใจก็ค่อยๆ สงบลง เขาพูดว่า "งั้นผมก็จะหางานทำเหมือนกัน ต่อให้เป็นคนส่งอาหารก็เอา"
ลู่ชิงมองน้องชายผู้รู้ความด้วยสายตาอ่อนโยน "ลู่เฉียง พี่เข้าใจความรู้สึกของเธอนะ แต่ตอนนี้เธอยังอยู่ปักกิ่งไม่ได้"
ลู่เฉียงถามด้วยความร้อนใจ "ทำไมล่ะครับ"
ลู่ชิงยิ้มปลอบน้องชาย "ลู่เฉียง ฟังพี่นะ พ่อเพิ่งผ่าตัดเสร็จ ต้องการคนดูแล เธอต้องกลับไปดูแลพ่อก่อน รอให้ขาพ่อหายดี แล้วค่อยพาพ่อกับแม่มาปักกิ่ง ถึงตอนนั้นเราค่อยรักษาโรคมะเร็งปอดให้พ่อ ถ้าเราสองคนไม่กลับไปเลยสักคน แม่ต้องเป็นห่วงแน่ๆ"
"แต่ แต่ให้พี่หาเงินคนเดียว ผมไม่วางใจเลยนะพี่" ลู่เฉียงขอบตาแดงก่ำ กำหมัดแน่น
ลู่ชิงลูบหัวน้องชายเบาๆ "คิดอะไรของเธอ รอพ่อหายดีแล้ว เธอมีโอกาสทำงานแน่ ถึงตอนนั้นพี่ยังรอให้เธอเลี้ยงอยู่นะ เงินหนึ่งล้านก้อนนี้เราเก็บไว้รักษาพ่อก่อน เธอกลับไปจัดการเรื่องทางบ้านให้เรียบร้อย มีอะไรก็รีบบอกพี่"
ลู่เฉียงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็พยักหน้าตกลง "พี่ งั้นพี่อยู่คนเดียวที่นี่ต้องดูแลตัวเองดีๆ นะ ถ้าเหนื่อยก็พักบ้าง"
ลู่ชิงยิ้มรับคำ หลังจากนั้นลู่ชิงก็พาตะลอนเที่ยวปักกิ่งอยู่ไม่กี่วัน เพราะไหนๆ น้องชายก็อุตส่าห์มาทั้งที
แน่นอนว่าเธอไม่ได้ลืมเจียงจิ่นโจว เธอประกาศรับซื้อทางอินเทอร์เน็ตและไปเดินตลาดของเก่า รวบรวมธนบัตรใบละสิบหยวนรุ่นเก่าหรือที่เรียกกันว่าต้าถวนเจี๋ยมาได้กว่าสามพันหยวน รวมถึงตั๋วแลกของต่างๆ ในปักกิ่งช่วงปี 1978
ทำไมต้องเป็นปี 78 น่ะเหรอ เพราะลู่ชิงรู้ว่าปีหน้าเจียงจิ่นโจวจะต้องสอบติดมหาวิทยาลัยที่ปักกิ่งแน่นอน พอเขากลับมาปักกิ่ง เขาจำเป็นต้องใช้ของพวกนี้ ส่วนช่วงไม่กี่เดือนสุดท้ายของปี 77 เธอเตรียมจะซื้อพวกของบำรุงไปให้เขา อย่างเช่นนมผงอะไรพวกนี้
เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ลู่เฉียงเป็นห่วงทางบ้าน จึงบอกลู่ชิงว่าจะกลับ ลู่ชิงไม่ได้รั้งน้องไว้ เธอเองก็เป็นห่วงพ่อแม่เหมือนกัน แม้ว่าตั้งแต่วันแรกที่น้องมาถึงจะโทรบอกพ่อแม่แล้วก็ตาม
ลู่ชิงโอนเงินให้น้องชายอีกห้าหมื่นหยวนเผื่อฉุกเฉิน และกำชับเขาว่า "ลู่เฉียง เรื่องขายแสตมป์อย่าเพิ่งบอกพ่อกับแม่นะ ถ้าพ่อกับแม่ถามเรื่องเงิน ก็บอกว่าพี่หางานดีๆ ได้ เจ้านายใจดีเลยให้ยืมมาก่อน"
ลู่เฉียงรู้ว่าพี่สาวกลัวพ่อแม่จะเป็นกังวล จึงพยักหน้ารับปาก
บ่ายวันนั้นลู่ชิงไปส่งน้องที่สถานีรถไฟ ย้ำนักย้ำหนาว่าถึงบ้านแล้วให้โทรบอกด้วย มองส่งจนน้องชายขึ้นรถไฟเรียบร้อย ลู่ชิงถึงได้เดินจากมา
พอกลับถึงห้องเช่า ลู่ชิงก็เริ่มจัดของที่จะส่งให้เจียงจิ่นโจว เธอเอาเงินและตั๋วแลกของใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์ใบหนึ่ง
วันรุ่งขึ้นเธอไปซูเปอร์มาร์เก็ต ซื้อของกินมาเพียบ ซื้อข้าวสารกับแป้งสาลีอย่างละ 5 จิน ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากซื้อเยอะ แต่พื้นที่ในถุงเฉียนคุนมันมีจำกัดจริงๆ
เธอตั้งใจว่าครั้งนี้จะเขียนเตือนเจียงจิ่นโจวว่าพอได้รับของแล้ว ให้รีบส่งถุงเฉียนคุนกลับมาทันที เธอจะได้ส่งของรอบต่อๆ ไปให้เขาได้อีก
เธอเจอร้านขายของย้อนยุค เลยซื้อชุดทหารให้เจียงจิ่นโจวอีกสองชุด เธอหาข้อมูลมาจากเน็ตว่ายุคนั้นผู้คนนิยมใส่ชุดทหารกับชุดจงซาน
เห็นนาฬิกาข้อมือยี่ห้อเซี่ยงไฮ้เธอก็จัดมาเรือนหนึ่งทันที ซื้อไฟฉายแบบเก่าสองกระบอก ถ่านไฟฉายอีกสิบกว่าก้อน รองเท้าบุฝ้ายอีกสองคู่
พอนึกขึ้นได้ว่าเจียงจิ่นโจวอาจจะต้องเรียนภาษาอังกฤษ เธอเลยสั่งเครื่องเล่น MP3 แบบพกพามาจากเน็ต เพิ่งมาส่งเมื่อวันก่อน ลู่ชิงดาวน์โหลดบทเรียนภาษาอังกฤษใส่ไว้ให้เรียบร้อย และเมื่อคำนึงถึงว่าที่นั่นคงไม่มีไฟฟ้า เธอเลยซื้อพาวเวอร์แบงก์โซลาร์เซลล์ขนาดเล็กให้เขาด้วย
ลู่ชิงเขียนจดหมายถึงเจียงจิ่นโจวอีกหนึ่งฉบับ แล้วยัดของทั้งหมดลงไปในถุงเฉียนคุน ถึงจะพยายามยัดแล้วยัดอีก แต่ของก็ยังเหลืออีกเพียบ สุดท้ายเธอเลยต้องเลือกใส่เฉพาะของที่คิดว่าเจียงจิ่นโจวจำเป็นต้องใช้มากที่สุดในตอนนี้ลงไปก่อน
มองดูถุงเฉียนคุนที่ป่องจนตุง ลู่ชิงก็ได้แต่ถอนหายใจ คิดในใจว่าถ้าถุงใบนี้เป็นเหมือนถุงวิเศษในนิยายกำลังภายในที่ใส่ของได้ไม่อั้นก็คงดี
ตอนที่จะเขียนชื่อที่อยู่ผู้รับ ลู่ชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอตัดสินใจจะลองเสี่ยงดู โดยไม่เขียนอะไรเลย ดูซิว่าถุงเฉียนคุนจะส่งตัวเองไปถึงมือเจียงจิ่นโจวโดยอัตโนมัติได้หรือไม่
คราวที่แล้วเธอเผลอหลับไป เลยไม่เห็นว่าถุงหายไปตอนกี่โมง คราวนี้เธอเตรียมตัวมาดี จะต้องเห็นวินาทีนั้นกับตาให้ได้
บ่ายวันนั้นเธอเลยนอนเอาแรงจนเต็มอิ่ม เตรียมพร้อมจะถ่างตารอดูถุงเฉียนคุน
ความพยายามไม่สูญเปล่า พอถึงเวลาเที่ยงคืนตรง ถุงเฉียนคุนค่อยๆ เลือนหายไปต่อหน้าต่อตาเธอ ภายใต้การจ้องมองอย่างไม่กะพริบตา นี่เป็นการยืนยันข้อสันนิษฐานของเธอ ถุงเฉียนคุนอาจจะจดจำเจ้าของแล้ว และสามารถกลับไปหาเจียงจิ่นโจวได้เองโดยอัตโนมัติ
ลู่ชิงอดชมความฉลาดของตัวเองไม่ได้ ดูท่าถุงเฉียนคุนยังมีความลับอีกเยอะให้ค้นหา น่าเสียดายที่ครั้งนี้คงทำอะไรเพิ่มไม่ได้แล้ว
…
โลกคู่ขนาน ปี 1977 ณ กองพลธงแดง
นับตั้งแต่ถุงเฉียนคุนหายไป แม้เจียงจิ่นโจวจะสงสัยใคร่รู้ แต่เขาก็ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจมากนัก สำหรับเขาตอนนี้ การทบทวนหนังสือสอบสำคัญที่สุด
ช่วงก่อนสอบเกาเค่าเขาไม่คิดจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ ดังนั้นทุกวันเขาจึงขลุกอยู่แต่บนเตียงเตา หมกมุ่นอยู่กับการอ่านหนังสืออย่างจริงจัง เป็นแบบนี้มาสามวันติด
วันที่สี่ เขาตั้งใจว่าจะไปที่คอมมูนสักหน่อย ไปดูว่าที่บ้านส่งของมาให้บ้างหรือยัง
ต่อให้ไม่ได้ส่งมา เขาก็ต้องโมเมว่าส่งมาแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาจะเอาหนังสือเรียนออกมาอ่านให้หวังอ้ายกั๋วเห็นอย่างเปิดเผยได้ยังไง ลึกๆ แล้วเขาเองก็ปรารถนาอย่างยิ่งว่าที่บ้านจะยังคิดถึงเขาอยู่ ขอแค่เขียนจดหมายมาสักฉบับก็ยังดี
ความจริงบ้านตระกูลเจียงเขียนจดหมายหาเขาแล้ว แต่น่าเสียดายที่ไม่ใช่จดหมายแบบที่เจียงจิ่นโจวอยากเห็น อันที่จริงหลังจากวันที่เจียงจิ่นโจวส่งโทรเลขไปแค่วันเดียว ครอบครัวของเขาก็ได้รับโทรเลขแล้ว แถมยังเรียกประชุมครอบครัวกันด้วย
โทรเลขของเจียงจิ่นโจวส่งไปที่โรงงานของเจียงหวั่นเนียนผู้เป็นพ่อ
ตอนที่เจียงหวั่นเนียนเลิกงาน แล้วถูกคนเฝ้าประตูเรียกไว้บอกว่ามีโทรเลขถึงเขา เขายังงงๆ อยู่เลย นึกไม่ออกว่าใครจะส่งโทรเลขหาเขา
พอรับโทรเลขมา เหล่าจางคนเฝ้าประตูยังยิ้มแล้วพูดกับเขาว่า "เหล่าเจียง คราวนี้ดีเลยนะ เจ้าจิ่นโจวลูกชายคุณจะได้กลับมาแล้ว เขาจะสอบมหาวิทยาลัย คุณรีบกลับบ้านไปเตรียมหนังสือเรียนให้เขาเถอะ"
เจียงหวั่นเนียนตอบรับด้วยความกระอักกระอ่วน สี่ปีผ่านไป เขาแทบจะลืมไปแล้วว่ายังมีลูกชายอีกคนที่ถูกส่งไปเป็นยุวปัญญาชนอยู่บ้านนอก ถ้าไม่ใช่เพราะช่วงนี้มีพวกยุวปัญญาชนเริ่มทยอยกลับเข้าเมือง เขาคงไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไร แต่พอลองคิดดูว่าไม่ได้ติดต่อกันมาตั้งสามปีกว่า ลูกชายคนนั้นอาจจะ... อาจจะ... ในใจเขาคิดไปในทางร้ายตั้งนานแล้ว
ใครจะไปนึกว่าวันนี้จะได้รับโทรเลขจากลูกชายคนนี้ มันช่างหนังเหนียวนัก นึกไม่ถึงว่าจะยังมีชีวิตอยู่ดีมีสุข