- หน้าแรก
- ส่งด่วนข้ามเวลา เป็นเศรษฐีด้วยของต่างยุค
- บทที่ 19 ถุงเฉียนคุน
บทที่ 19 ถุงเฉียนคุน
บทที่ 19 ถุงเฉียนคุน
หลังจากที่พี่หู่และพรรคพวกกลับไปแล้ว สองพ่อลูกตระกูลหวังและเจียงจิ่นโจวก็กลับเข้ามานั่งในห้อง
เจียงจิ่นโจวยกเนื้อกวางตุ๋นและหมั่นโถวข้าวโพดขึ้นโต๊ะ เขาพูดด้วยท่าทีเกรงใจเล็กน้อยว่า "ลุงหวังครับ คือผมอยากจะส่งเนื้อกวางกลับไปให้ที่บ้าน เพื่อกระตุ้นให้พวกเขาส่งหนังสือเรียนมาให้ผม ลุงไม่ต้องห่วงนะครับ ส่วนของเนื้อกวางที่หายไป หักออกจากเงินส่วนแบ่งของผมได้เลย"
นี่คือข้ออ้างที่เจียงจิ่นโจวเตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อจะเอาหนังสือออกมาใช้อย่างเปิดเผยในอนาคต และเป็นข้ออ้างเพื่อส่งเนื้อกวางไปให้ลู่ชิงด้วย
ตอนแรกหวังต้าซานก็นึกเสียดายอยู่เหมือนกัน เพราะกวางทั้งตัวขายได้เงินไม่ใช่น้อย แต่พอได้ฟังคำอธิบายของเจียงจิ่นโจว ความเสียดายก็มลายหายไปทันที
เขายิ้มแล้วพูดว่า "จิ่นโจว เอ็งพูดอะไรแบบนั้น? เนื้อกวางนี่พวกเราช่วยกันล่ามา ลุงเข้าใจความคิดเอ็งดี ถ้ามันแลกหนังสือเรียนมาได้ อย่าว่าแต่กวางตัวเดียวเลย ต่อให้สองตัวสามตัว ลุงก็ตัดใจให้ได้"
แม้จะรู้ว่าที่หวังต้าซานพูดแบบนี้ส่วนหนึ่งก็เพื่อผลประโยชน์ของหวังอ้ายกั๋ว แต่เจียงจิ่นโจวก็ยังรู้สึกซาบซึ้งใจอยู่ดี "ขอบคุณครับลุงหวัง ถ้าได้หนังสือมาเมื่อไหร่ ผมสัญญาว่าจะตั้งใจติวให้อ้ายกั๋วอย่างดีเลยครับ"
หวังต้าซานหัวเราะร่า "ดี! ดี! ดีมาก!"
จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่อาหารบนโต๊ะ "เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน มากินข้าวก่อนเถอะ ลุงหิวจนไส้กิ่วแล้ว"
"ใช่ๆๆ ผมก็หิวจนตาลายแล้วเนี่ย เกิดมายังไม่เคยลิ้มรสเนื้อกวางเลยนะ" หวังอ้ายกั๋วร้องสนับสนุนเสียงดัง
นี่แหละคือความจริงอันโหดร้ายของยุคสมัย คนปลูกข้าวอดอยาก คนสร้างบ้านต้องนอนใต้สะพาน คนล่าสัตว์แต่กลับไม่มีปัญญาได้กินเนื้อ
เจียงจิ่นโจวเองก็หิวไม่แพ้กัน ทั้งสามคนเลิกเกรงใจ ลงมือโซ้ยเนื้อกวางคำโต กัดหมั่นโถวคำใหญ่กันอย่างเอร็ดอร่อย
เมื่ออิ่มหนำสำราญ หวังต้าซานก็นับเงินวางลงบนโต๊ะสองร้อยห้าสิบหยวน
เขาพูดขึ้นว่า "จิ่นโจว สองร้อยห้าสิบนี่ส่วนของเอ็ง เก็บไว้ให้ดี วันข้างหน้าเอ็งยังต้องใช้เงินอีกเยอะ อย่าเอาไปใช้สุรุ่ยสุร่ายล่ะ วันนี้พวกเราดวงเฮงจริงๆ ไม่เคยล่าได้เยอะขนาดนี้มาก่อนเลย"
เจียงจิ่นโจวรู้ว่าขายได้ทั้งหมดห้าร้อยหยวน ไม่คิดเลยว่าหวังต้าซานจะแบ่งให้เขาถึงครึ่งหนึ่ง
เขารีบดันเงินกลับไป "ลุงหวังครับ นี่มันเยอะเกินไปแล้ว อีกอย่างเราช่วยกันล่าสามคน ถ้าจะแบ่งก็ต้องหารสามสิครับ ผมจะรับไว้ตั้งครึ่งนึงได้ยังไง?"
พอเห็นหวังต้าซานทำท่าจะแย้ง เจียงจิ่นโจวก็ดึงเงินออกมาแค่ร้อยห้าสิบหยวน แล้วพูดต่อ "ผมขอรับไว้แค่ร้อยห้าสิบก็พอครับ วันนี้ถ้าลุงไม่ไปขอยืมปืนมาให้ผม ลำพังร้อยห้าสิบนี่ผมก็คงไม่มีปัญญาหาได้"
หวังอ้ายกั๋วรีบพูดแทรกด้วยความร้อนรน "ไม่ได้นะ จิ่นโจว! ฉันเห็นกับตาว่าเอ็งยิงโดนหมูป่าตั้งสองตัว กวางอีกตัว ถ้าคิดตามผลงาน เอ็งสมควรได้ครึ่งนึงแล้ว"
คนหนึ่งจะให้ อีกคนหนึ่งก็ไม่ยอมรับ ยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่นานสองนาน
สุดท้าย เจียงจิ่นโจวทนลูกตื๊อของหวังต้าซานไม่ไหว จึงยอมรับเงินมาสองร้อยหยวน
เห็นว่าดึกมากแล้ว หวังต้าซานจึงแบ่งเนื้อกวางที่เหลือกลับไปครึ่งหนึ่ง แล้วพาลูกชายเดินฝ่าความมืดกลับบ้าน ส่วนเจ้าต้าเฮยนั้นวิ่งกลับไปนอนรอที่บ้านตั้งนานแล้ว
เจียงจิ่นโจวไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว รู้แต่ว่าน่าจะยังเป็นช่วงหัวค่ำ
เขาตัดสินใจว่าจะส่งพัสดุกลับไปให้ลู่ชิง และคืนนี้เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องจับตาดูให้เห็นกับตาว่าพัสดุมันหายไปได้ยังไง
เขาเอาเนื้อกวางตุ๋นสุกสองชิ้นใหญ่ห่อด้วยหนังสือพิมพ์เก่าที่ซื้อมา ยัดใส่ลงในถุงผ้า คิดไปคิดมาก็เดินไปเปิดช่องลับ หยิบแจกันใบเล็กออกมาห่อหนังสือพิมพ์ใส่ลงไปด้วย
ของสิ่งนี้เก็บไว้กับเขาก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อลู่ชิงบอกว่าชอบของเก่า เขาก็คิดว่าเจ้านี่น่าจะนับเป็นของเก่าได้ เลยตั้งใจมอบให้เธอ
สุดท้ายเขาใส่จดหมายที่เขียนไว้ลงไป แล้วจัดการเย็บปากถุงปิดผนึก
เขาวางถุงผ้าไว้บนเตียง จ้องมองมันตาไม่กะพริบ
ชื่อและที่อยู่ยังคงเขียนติดอยู่บนถุง เขาจึงไม่ต้องเขียนใหม่
ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ความง่วงเริ่มเข้าครอบงำจนตาแทบปิด แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้
'ทนหน่อย... ทนอีกนิด...' เขาบอกตัวเอง ในขณะที่สติกำลังจะหลุดลอย ทันใดนั้นฉากมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น!
ถุงผ้าใบนั้นค่อยๆ เลือนหายไปต่อหน้าต่อตา! แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่พอได้เห็นของจริง เขาก็ยังอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง
........
ปี 2015
เช้าวันรุ่งขึ้น ลู่ชิงตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่ทำคือควานมือไปที่ข้างหมอน
ความว่างเปล่าที่ปลายนิ้วสัมผัส ทำให้เธอตาสว่างโพลงทันที
เธอลุกพรวดขึ้นมานั่ง ค้นหาบนเตียงอย่างละเอียดจนมั่นใจว่าถุงผ้านั้นหายไปแล้วจริงๆ
ความรู้สึกของเธอผสมปนเประหว่างความตื่นเต้นและความดีใจ ตื่นเต้นที่ถุงใบนี้สามารถเดินทางข้ามเวลาได้จริง และดีใจที่เจียงจิ่นโจวจะได้รับของที่เธอตั้งใจเตรียมให้
แต่ลึกๆ ก็แอบใจหาย เพราะไม่รู้ว่าจะยังติดต่อกับเขาได้อีกหรือไม่
แต่เธอก็ปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว คิดเสียว่านี่เป็นปาฏิหาริย์ครั้งหนึ่งในชีวิต ตัวเธอเองก็มีกำลังจำกัด ช่วยเขาได้เท่านี้ก็เต็มที่แล้ว แต่ถ้ามีครั้งหน้าอีก เธอก็คงไม่ปฏิเสธที่จะช่วย เพียงแต่ต้องดูสถานะทางการเงินของตัวเองในตอนนั้นด้วย
ตอนนี้ภารกิจเร่งด่วนที่สุดคือการหางานทำ เงินเก็บร่อยหรอลงทุกวัน ขืนยังเตะฝุ่นอยู่แบบนี้ เดือนหน้าคงไม่มีเงินส่งกลับบ้านแน่
เธอบิดขี้เกียจเตรียมตัวลุกจากเตียง ขณะกำลังสวมเสื้อผ้า ในหัวก็ยังอดนึกถึงถุงใบนั้นไม่ได้
ช่างเป็นของวิเศษที่มหัศจรรย์จริงๆ แต่จะเรียกว่าถุงผ้าหรือกระสอบเฉยๆ ก็ดูจะหยามเกียรติของวิเศษไปหน่อย
เธอควรตั้งชื่อเท่ๆ ให้มันสักหน่อย... จะชื่ออะไรดีนะ?
คิดอยู่หลายชื่อก็ยังไม่ถูกใจ ทันใดนั้นก็นึกถึงนิยายกำลังภายในแนวเทพเซียนที่เพิ่งอ่านไปเมื่อวันก่อน พวกผู้บำเพ็ญเพียรมักจะมีของวิเศษสำหรับเก็บของติดตัว สิ่งนั้นเรียกว่า... ถุงเฉียนคุน
เธอรู้สึกว่าชื่อนี้แหละใช่เลย ปากก็พึมพำออกมา "ถุงเฉียนคุน... ถุงเฉียนคุน"
ยิ่งเรียกยิ่งเข้าปาก ยิ่งเรียกยิ่งรื่นหู ยิ่งเรียกยิ่งรู้สึกว่าเหมาะสมที่สุด
แม้ถุงใบนั้นจะย่อขยายขนาดไม่ได้ดั่งใจนึกเหมือนในนิยาย และจุของได้ไม่เยอะเท่าไหร่ แต่คุณสมบัติการข้ามมิตินี้ก็ใกล้เคียงความเป็นของวิเศษมากแล้ว
เธอตะโกนออกมาอย่างตื่นเต้น "ตกลงชื่อถุงเฉียนคุนนี่แหละ!"
ไว้เขียนจดหมายครั้งหน้าจะบอกเจียงจิ่นโจวด้วย ดูซิว่าเขาจะเห็นด้วยไหม
พอความตื่นเต้นจางหาย เธอก็ขำตัวเอง... จะมีครั้งหน้าหรือเปล่ายังไม่รู้เลย ดันวาดฝันไปไกลซะแล้ว
ช่างเถอะ หางานก่อนสำคัญสุด ลู่ชิงล้างหน้าแปรงฟัน แต่งหน้าแต่งตัวอย่างพิถีพิถัน เธอต้องสร้างความประทับใจแรกพบให้ดีที่สุดในการสัมภาษณ์
มื้อเช้าเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งซอง เงินทองต้องประหยัด อะไรเซฟได้ก็ต้องเซฟ
เธอสะพายกระเป๋าแบรนด์เนมก๊อปเกรดเอเดินออกจากชุมชน ไปยืนรอรถที่ป้ายรถเมล์
มองดูรถเก๋งสารพัดยี่ห้อที่วิ่งขวักไขว่บนท้องถนน ลู่ชิงจะไม่นึกอิจฉาก็คงเป็นการโกหก เมื่อไหร่หนอเธอจะมีบ้านเป็นของตัวเอง มีรถขับสักคัน จะได้รับพ่อแม่และน้องชายมาอยู่ด้วยกันที่ปักกิ่ง
เธอแอบให้กำลังใจตัวเองในใจ "ลู่ชิง สู้เขานะ เธอทำได้!"
แต่น่าเสียดายที่โลกแห่งความจริงมักไม่เป็นดั่งใจฝัน ลู่ชิงตระเวนสัมภาษณ์งานถึงสามบริษัท แต่ผลลัพธ์คือความว่างเปล่า
ลู่ชิงเดินออกมาจากบริษัทสุดท้ายด้วยความผิดหวัง อารมณ์ดิ่งลงเหว ความสดใสเมื่อตอนเช้าหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
เธอเดินก้มหน้าก้มตาคิดอะไรเพลินๆ จนไม่ได้ดูทาง ทำให้เผลอเดินไปชนเข้ากับใครคนหนึ่งอย่างจัง
เธอรีบเงยหน้าขึ้นเตรียมจะกล่าวคำขอโทษ แต่ทว่า... ทันทีที่เห็นใบหน้าของคู่กรณีชัดๆ
แววตาของเธอก็เปลี่ยนจากความรู้สึกผิด เป็นความเกลียดชังและความรังเกียจขยะแขยงในชั่วพริบตา!