- หน้าแรก
- ส่งด่วนข้ามเวลา เป็นเศรษฐีด้วยของต่างยุค
- บทที่ 11 ลู่ชิงผู้ใจดี
บทที่ 11 ลู่ชิงผู้ใจดี
บทที่ 11 ลู่ชิงผู้ใจดี
มีชาวเน็ตคนหนึ่งใช้ชื่อยูสเซอร์ว่า ‘ผมก็อยากเกิดใหม่’ เข้ามาตอบกระทู้ว่า:
“จขกท. เตรียมตัวจะทะลุมิติหรือย้อนเวลาเหรอครับเนี่ย? ถ้าเป็นผมนะ ไม่ไปหาหรอกหนังสือเรียนมัธยมปลาย โหลดไฟล์ข้อสอบเกาเค่าจากคอมฯ ไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ? แบบนั้นมหาวิทยาลัยดังๆ ทั่วประเทศคงแย่งตัวกันตาย วะฮ่าฮ่าฮ่า”
ข้างล่างคอมเมนต์นั้นมีความเห็นตามมาอีกเพียบ
ชีวิตเงียบสงบ: นิยายขึ้นสมองแล้วมั้งเธอ?
พระอาทิตย์คือบ้านฉัน: ฝันยังไม่กล้าฝันขนาดนั้นเลย
มองไกลไปขอบฟ้า: เอาจริงผมก็คิดงี้นะ ถ้าได้ย้อนไปปี 77 ในการสอบครั้งแรกจริงๆ
ฝันที่เป็นจริง: ถ้าฉันได้ข้ามมิติ ขอมีมิติช่องว่างติดตัวไปด้วยนะ จะได้ขนของจากยุคนี้ไปเยอะๆ ได้ยินว่าคนยุคนั้นลำบากกันน่าดู
รถไฟเต็มปาก: ขอแบบไปกลับได้ดีกว่า จะได้เอาของเก่าภาพวาดโบราณจากยุคนั้นมาขายยุคนี้ ของราคาหลักสิบ เอามาขายได้หลายล้าน หรืออย่างแย่ๆ หา ‘แสตมป์ทั่วประเทศแดงฉาน’ มาได้สักสองสามดวง ก็รวยเละแล้ว
……
ลู่ชิงนั่งอ่านคอมเมนต์เหล่านี้แล้วก็ขำ พวกอยากรวยทางลัดนี่มีเยอะจริงๆ
เธอพิมพ์ตอบกลับไปรวมๆ ว่า: “ขอบคุณทุกคนมากค่ะ หาหนังสือได้แล้ว”
ส่วนเหตุผลว่าทำไมถึงหาหนังสือเรียนเก่าขนาดนั้น เธอไม่ได้อธิบาย และคงอธิบายไม่ได้ด้วย
พอนึกถึงคำพูดของ ‘ผมก็อยากเกิดใหม่’ ลู่ชิงก็ลองค้นหาในคอมพิวเตอร์ดู
ปรากฏว่าเจอจริงๆ ด้วย! ข้อสอบเกาเค่าปี 1977 มีครบทุกมณฑล เธอเจาะจงหาของมณฑลจี๋หลิน แล้วลองอ่านดูอย่างละเอียด พบว่าถ้าเธอเป็นคนทำข้อสอบชุดนี้ น่าจะทำถูกเกิน 90% แน่นอน แถมพอลองเช็กคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัวและปักกิ่งในปีนั้น คะแนนตัดตัวต่ำกว่าสามร้อยคะแนนเสียอีก
ลู่ชิงคิดในใจว่า ถ้าเธอได้ย้อนกลับไป ต้องสอบติดชัวร์ มิน่าล่ะนาย ‘ผมก็อยากเกิดใหม่’ ถึงพูดแบบนั้น ขนาดเธอเองยังแอบหวั่นไหวเลย
จากนั้นเธอก็ค้นหาข้อมูลสภาพสังคมและความเป็นอยู่ของผู้คนในยุค 70 เพิ่มเติม อ่านแล้วถึงได้รู้ว่าคนสมัยนั้นลำบากเลือดตาแทบกระเด็น
ปกติเธออ่านนิยายแนวย้อนยุคไม่เยอะ ส่วนใหญ่ชอบอ่านแนวสาวยุคใหม่สู้ชีวิตเสียมากกว่า เลยไม่ค่อยรู้เรื่องราวในยุคนั้นเท่าไหร่
พอนึกถึงยุวปัญญาชนที่ชื่อเจียงจิ่นโจวคนนั้น ป่านนี้เขาคงกำลังใช้ชีวิตอย่างยากลำบากน่าดู
เธอจัดการดาวน์โหลดข้อสอบเกาเค่าของมณฑลจี๋หลินลงในแฟลชไดรฟ์
จังหวะเดียวกับที่อาหารเดลิเวอรีมาส่งพอดี ท้องเริ่มประท้วงแล้ว เธอเลยรีบโซ้ยข้าวกล่องจนเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็สะพายกระเป๋าออกจากบ้านอีกรอบ ตรงดิ่งไปร้านถ่ายเอกสาร ปริ้นต์ข้อสอบในแฟลชไดรฟ์ออกมาทั้งหมด
ต่อด้วยการไปซูเปอร์มาร์เก็ต เข็นรถเข็นตระเวนซื้อของตามคำแนะนำของชาวเน็ต ได้น้ำตาลทรายแดง 2 จิน ลูกอม 2 จิน ขนมเค้กไข่ อีกหลายจิน เนื้อหมู 5 จิน ข้าวสารและแป้งสาลีอย่างละ 10 จิน แล้วก็แวะโซนเครื่องเขียนซื้อสมุดปากกา ซองจดหมาย สุดท้ายหยิบเทียนไขมาอีกสองแพ็ค เพราะไม่รู้ว่าที่อยู่ของเจียงจิ่นโจวมีไฟฟ้าใช้หรือยัง กันไว้ดีกว่าแก้
จ่ายเงินเสร็จก็หิ้วถุงพะรุงพะรังกลับบ้าน ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากซื้อเยอะกว่านี้ แต่เธอกลัวว่าถุงผ้าใบนั้นจะจุของไม่หมด แค่ที่ซื้อมานี่ก็ลุ้นตัวโก่งแล้วว่าจะยัดลงไปได้ไหม
ส่วนเรื่องหลังจากนี้ เธอเองก็ตอบไม่ได้ บางทีอาจจะมีปาฏิหาริย์แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ถือซะว่าเป็นของขวัญตอบแทนเจียงจิ่นโจวก็แล้วกัน ของพวกนี้ราคาไม่ได้แพงอะไร ต่อให้เธอถังแตกแค่ไหน ชีวิตของเธอก็ยังสุขสบายกว่าเขาเยอะ อีกอย่าง โอกาสมหัศจรรย์แบบนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้
พอกลับถึงบ้าน เธอก็ลงมือเขียนจดหมายก่อนเป็นอันดับแรก เธอไม่ได้ปิดบังเรื่องราวทางฝั่งนี้ เล่าสถานการณ์ปัจจุบันให้เจียงจิ่นโจวฟัง และกำชับให้เขาตั้งใจเรียน อนาคตจะได้เป็นกำลังสำคัญของชาติ
สุดท้ายเธอบอกเขาว่า ถ้าเธอยังได้รับจดหมายตอบกลับจากเขาอีก หากเขาต้องการความช่วยเหลืออะไรก็ให้บอกเธอได้เลย
ต้องยอมรับเลยว่าลู่ชิงเป็นเด็กสาวจิตใจดีจริงๆ ทั้งที่เจียงจิ่นโจวเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเธอแท้ๆ
เขียนจดหมายเสร็จ ลู่ชิงก็เริ่มปฏิบัติการยัดของลงถุงผ้า เธอใส่หนังสือเรียนมัธยมปลายและชุดข้อสอบลงไปก่อน ตามด้วยเงินสิบหยวนที่ใส่ไว้ในซองจดหมาย จากนั้นก็เป็นไฟฉาย และสุดท้ายคือของกิน
เป็นไปตามคาด ต่อให้พยายามยัดเยียดเบียดเสียดแค่ไหน ขนมไข่หลายจินที่ซื้อมาก็ใส่ลงไปไม่หมด สุดท้ายจำต้องตัดใจเอาออก
เธอเย็บปากถุงด้วยเข็มและด้าย เขียนชื่อที่อยู่ของเจียงจิ่นโจวใส่กระดาษแปะไว้ที่ข้างถุง
เสร็จแล้วก็นำถุงผ้าไปวางไว้บนเตียง เธอไม่แน่ใจว่าถุงจะถูกส่งกลับไปปี 1977 ได้ไหม แต่ตอนมันโผล่มา มันโผล่มาบนเตียง ตอนส่งกลับก็ควรจะวางที่เดิม
จากนั้นเธอก็นั่งจ้องถุงตาไม่กะพริบ หนึ่งนาที... สิบนาที... ครึ่งชั่วโมง... หนึ่งชั่วโมง... เวลาล่วงเลยไปจนถึงห้าทุ่ม ถุงผ้าบนเตียงยังคงนิ่งสนิท
ลู่ชิงเริ่มผิดหวัง หรือว่ามันจะส่งกลับไปไม่ได้? เธอหาววอด วันนี้วิ่งวุ่นมาทั้งวันร่างกายเริ่มประท้วง ช่างมันเถอะ จะไปโทษใครได้ เธอจะนอนแล้ว
ลู่ชิงลุกไปอาบน้ำ แล้วกลับมาล้มตัวลงนอนบนเตียง โดยตายังคงจับจ้องไปที่ถุงผ้า แต่ไม่นานความง่วงก็เข้าครอบงำจนผล็อยหลับไป
เธอไม่รู้เลยว่า หลังจากที่เธอหลับไปได้ไม่นาน พอถึงเวลาเที่ยงคืนตรง ถุงผ้าก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากเตียงของเธอ
........
ฝั่งปี 1977
เจียงจิ่นโจวและหวังอ้ายกั๋วนั่งรถมาถึงตัวอำเภอ ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว ทั้งคู่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหาที่พัก
เดินวนหาในตัวเมืองอยู่พักใหญ่ กว่าจะเจอบ้านพักรับรองแขก
พนักงานต้อนรับด้านหน้าเป็นหญิงวัยกลางคนอายุประมาณสามสิบกว่า เจียงจิ่นโจวเดินเข้าไปถาม “สหายครับ ยังพอมีห้องว่างไหมครับ?”
หญิงคนนั้นกวาดตามองพวกเขาหัวจรดเท้า “พวกเธอมาทำอะไร? มีหนังสือแนะนำตัวมาหรือเปล่า?”
เจียงจิ่นโจวรีบยื่นหนังสือแนะนำตัวของเขากับหวังอ้ายกั๋วส่งให้ “สหายครับ พวกเราเป็นยุวปัญญาชนจากกองพลธงแดง ตั้งใจมาหาซื้อหนังสือเตรียมสอบเกาเค่า แต่ระยะทางไกลมาก วันนี้กลับไม่ทันเลยต้องขอพักค้างคืนครับ”
พนักงานหญิงคนนั้นชื่อ หูหมิ่น ช่วงนี้ข่าวการฟื้นฟูการสอบเกาเค่าเป็นข่าวดังที่สุด เธอเองก็รู้เรื่อง และสองสามวันมานี้ก็มีเด็กหนุ่มสาวมาหาซื้อหนังสือและมาพักที่นี่หลายคนแล้ว
เธอเห็นเสื้อผ้าที่มีรอยปะชุนเต็มไปหมดของเจียงจิ่นโจวกับหวังอ้ายกั๋ว บวกกับใบหน้าที่ดูอิดโรย ก็รู้สึกเห็นใจไม่น้อย
เธอตรวจสอบหนังสือแนะนำตัวจนแน่ใจ แล้วจึงบอกว่า “ว่างน่ะมี แต่เหลือแค่ห้องเดียวนะ พวกเธอสองคนนอนห้องเดียวกันได้ไหม?”
เจียงจิ่นโจวกับหวังอ้ายกั๋วมองหน้ากัน แล้วพยักหน้า “ได้ครับ ห้องเดียวก็ได้ เท่าไหร่ครับ?”
หูหมิ่นตอบ “คืนละแปดเหมา”
ทั้งสองคนลอบสูดปากด้วยความตกใจ แพงขนาดนี้เชียว?
แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นี่มันหน้าหนาว ขืนนอนข้างถนนคงได้แข็งตายกันพอดี
ครั้งนี้หวังอ้ายกั๋วชิงจ่ายเงินตัดหน้า พ่อกำชับเขามาดิบดี แถมตอนขึ้นรถมาเจียงจิ่นโจวก็ออกเงินค่าตั๋วไปก่อนแล้วเล่นเอาเขารู้สึกผิดมาตลอดทาง ครั้งนี้จะยอมให้เจียงจิ่นโจวออกเงินอีกไม่ได้เด็ดขาด
เจียงจิ่นโจวเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ เมื่อจ่ายเงินและรับกุญแจมาเรียบร้อย
หูหมิ่นก็บอกเพิ่มว่า “ตรงหัวมุมชั้นสองมีห้องต้มน้ำร้อน ในห้องพักมีกระติกน้ำร้อนอยู่ พวกเธอไปกรอกน้ำร้อนมาใช้กันเองนะ”
เจียงจิ่นโจวกล่าวอย่างสุภาพ “ขอบคุณครับ”
ทั้งสองคนถือสัมภาระเดินขึ้นบันไดไป หูหมิ่นมองตามหลังเด็กหนุ่มทั้งสองแล้วถอนหายใจเบาๆ
ใจจริงเธออยากจะบอกพวกเขาว่า พรุ่งนี้ต่อให้ไปหาก็คงซื้อหนังสือไม่ได้หรอก ช่วงนี้คนมาซื้อหนังสือเยอะเกินไป ร้านหนังสือซินหัวของเกลี้ยงแผงไปตั้งนานแล้ว
แต่เธอก็กลัวว่าจะไปทำลายความหวังของเด็กหนุ่มทั้งสอง
ช่างเถอะ... ให้พวกเขาลองดูหน่อยแล้วกัน เผื่อฟลุคเจอสักเล่มสองเล่ม