- หน้าแรก
- ส่งด่วนข้ามเวลา เป็นเศรษฐีด้วยของต่างยุค
- บทที่ 8 หนังสือขายหมดเกลี้ยงแล้ว
บทที่ 8 หนังสือขายหมดเกลี้ยงแล้ว
บทที่ 8 หนังสือขายหมดเกลี้ยงแล้ว
หนทางเดียวในตอนนี้คือต้องบากหน้าไปหาซื้อหนังสือที่คอมมูน เขาหันไปพูดกับหวังไอ้กั๋วว่า "ไอ้กั๋ว ฉันว่าจะไปหาซื้อหนังสือที่คอมมูนน่ะ"
หวังไอ้กั๋วตอบรับทันที "งั้นฉันไปด้วย"
เจียงจิ่นโจวคิดว่ามีเพื่อนไปเดินทางด้วยก็ดีเหมือนกัน จึงตอบตกลง "เอาสิ งั้นนายรีบไปขอให้พ่อออกหนังสือแนะนำตัวสำหรับเดินทางให้เราสองใบนะ ฉันขอเก็บกวาดบ้านสักเดี๋ยว แล้วเราออกเดินทางกันเลย"
"ได้เลย รอฉันแป๊บเดียว" หวังไอ้กั๋วรับคำแล้วรีบผลักประตูวิ่งจู๊ดออกไป ด้วยความรีบร้อนเขาเลยไม่ได้ปิดประตูให้ ลมหนาวพัดกรูเข้ามาในห้อง หอบเอาความอบอุ่นอันน้อยนิดหายวับไปในพริบตา
"ไอ้หมอนี่... บทจะรีบก็รีบจนลืมหน้าลืมหลัง" เจียงจิ่นโจวบ่นพึมพำพลางเดินไปปิดประตู เขารีบยัดหมั่นโถวข้าวโพดเข้าปากสองลูก เคี้ยวกลืนอย่างรวดเร็ว ส่วนที่เหลือก็ห่อผ้าแล้วยัดใส่ในเสื้อนวมบุฝ้าย
จากนั้นเขาก็เปิดหีบใบเล็ก กวาดทรัพย์สมบัติที่มีทั้งหมดติดตัวไปด้วย
สมบัติที่ว่าก็คือตั๋วแลกธัญพืชสามจิน กับเงินสดอีกสามสิบเอ็ดหยวนสี่เจียว
ส่วนโสมคนสองต้นนั้นเขาไม่ได้หยิบไป ถ้าไม่ถึงคราวจำเป็นเลือดเข้าตาจริงๆ เขาจะไม่ยอมขายมันเด็ดขาดเขารู้ดีว่าโสมป่าแบบนี้ถ้าเอาไปขายที่ปักกิ่งย่อมได้ราคาดีกว่าขายในอำเภอเล็กๆ แถบชายแดนนี่หลายเท่านัก มันคือหลักประกันสุดท้ายในชีวิตของเขา
เมื่อไม่มีอะไรต้องห่วงอีก เขาจึงคว้าตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นสะพายหลัง
พอเตรียมตัวเสร็จ ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง คราวนี้หวังต้าซานมาพร้อมกับหวังไอ้กั๋ว
เจียงจิ่นโจวทักทายอย่างนอบน้อม "สวัสดีครับลุงหวัง"
หวังต้าซานหัวเราะร่า เดินเข้ามาตบไหล่เจียงจิ่นโจวเบาๆ "จิ่นโจว ไอ้กั๋วเล่าให้ลุงฟังหมดแล้วนะ ขอบใจมากที่เอ็งมีน้ำใจจะช่วยติวหนังสือให้มัน ไม่ว่ามันจะสอบติดหรือไม่ติด น้ำใจครั้งนี้ลุงจะจำไว้ไม่ลืม"
เจียงจิ่นโจวรีบโบกมือปฏิเสธ "ไม่ขนาดนั้นหรอกครับลุงหวัง ผมกับไอ้กั๋วก็เพื่อนตายกัน การช่วยเหลือเพื่อนเป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้ว อีกอย่างหลายปีมานี้ครอบครัวลุงก็ช่วยผมไว้ตั้งเยอะ ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณลุง"
หวังต้าซานทำหน้าเจื่อนๆ ด้วยความละอายใจ "เฮ้อ จะว่าไปก็โทษลุงเองแหละ ใครจะไปตรัสรู้ว่าหนังสือกองนั้นมันจะกลับมามีค่า นึกว่าไม่มีประโยชน์แล้วเลยเอาไปมวนยาสูบสูบซะเกลี้ยง ถ้ารู้ว่ามีการสอบเกาเค่าอีกครั้ง ให้ตายลุงก็ไม่เอาไปเผาเล่นแบบนั้นหรอก"
"โธ่พ่อ! พ่อจะมาพูดรื้อฟื้นตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร เลิกพูดเถอะ ผมกับจิ่นโจวต้องรีบไปแล้ว" หวังไอ้กั๋วเร่งยิกๆ ด้วยความร้อนใจ
"ไอ้ลูกเวร! ก็ไม่ใช่เอ็งรึไงที่บอกว่าหนังสือพวกนั้นมันขยะไร้ค่า พ่อถึงได้เอามามวนยา เอ็งเองก็สูบไปไม่น้อยเหมือนกันแหละวะ ตอนนี้ทำมาเป็นร้อนรน!" หวังต้าซานอดไม่ได้ที่จะด่าลูกชายแก้เก้อ
หวังไอ้กั๋วหงอยลงทันตา ได้แต่อุบอิบในลำคอ "ก็ตอนนั้นผมไม่รู้นี่นา..."
หวังต้าซานคร้านจะต่อปากต่อคำกับลูกชาย จึงหันมายิ้มให้เจียงจิ่นโจว "จิ่นโจว ลุงออกหนังสือแนะนำตัวให้เรียบร้อยแล้ว เดินทางไปซื้อหนังสือก็ระวังตัวกันด้วยล่ะ ทางไปคอมมูนมันไกล คืนนี้พวกเอ็งก็นอนค้างที่บ้านพักรับรองของคอมมูนสักคืนเถอะ เรื่องเงินลุงให้ไอ้กั๋วถือไว้แล้ว เอ็งไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายนะ"
พูดจบ หวังต้าซานก็ยื่นหนังสือแนะนำตัวให้เจียงจิ่นโจว
เจียงจิ่นโจวรับมาถือไว้ แล้วกล่าวขอบคุณ "ขอบคุณครับลุงหวัง ลุงวางใจเถอะครับ ผมกับไอ้กั๋วจะระวังตัวให้ดี"
หวังต้าซานล้วงไข่ต้มสองฟองออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ยัดใส่มือเจียงจิ่นโจว "เอ้า... เก็บไว้กินระหว่างทางเผื่อหิว"
เจียงจิ่นโจวพยายามปฏิเสธแต่ก็สู้แรงคะยั้นคะยอไม่ได้ จึงจำต้องรับไว้
หวังไอ้กั๋วเร่งพ่ออีกรอบ "พ่อ สั่งเสียจบหรือยัง จบแล้วพวกผมไปนะ"
หวังต้าซานกำชับทิ้งท้าย "ถึงคอมมูนแล้วอย่าไปเดินเถลไถลที่ไหน ซื้อหนังสือเสร็จก็รีบกลับ เข้าใจไหม"
สองหนุ่มพยักหน้ารับคำ สะพายตะกร้าขึ้นหลัง แล้วก้าวเท้าออกจากหมู่บ้านมุ่งหน้าสู่คอมมูน
หวังต้าซานยืนมองจนแผ่นหลังของเด็กหนุ่มทั้งสองลับสายตาไป พลางนึกในใจว่า ถ้าครั้งนี้ลูกชายของเขาเกิดฟลุคสอบติดขึ้นมาจริงๆ ตระกูลหวังคงได้เชิดหน้าชูตา บรรพบุรุษคงนอนตายตาหลับ งานนี้เขาคงต้องหาของดีๆ มาขอบคุณเจียงจิ่นโจวชุดใหญ่เสียแล้ว
เจียงจิ่นโจวและหวังไอ้กั๋วเดินฝ่าลมหนาว ย่ำเท้าไปตามทางอย่างทุลักทุเล ไม่นานความหนาวก็แทรกซึมผ่านเสื้อผ้าเข้ามาจนร่างกายนิ่งสนิท แต่พอคิดว่าจะได้หนังสือเรียน หัวใจของพวกเขาก็กลับมารุ่มร้อนด้วยความหวัง
ระยะทางเกือบสามสิบลี้ บนเส้นทางภูเขา พวกเขาใช้เวลาเดินเท้ากว่าสี่ชั่วโมงเต็มกว่าจะลากสังขารมาถึงคอมมูน ก็ปาเข้าไปบ่ายคล้อยแล้ว เจียงจิ่นโจวกะดูคร่าวๆ น่าจะบ่ายโมงกว่า เห็นทีพวกเขาจะออกเดินทางสายเกินไปจริงๆ
(สามสิบลี้ ประมาณ 15 กิโลเมตร)
ทั้งสองเดินเข้าไปในร้านอาหารของรัฐ ต้องอ้อนวอนขอร้องพนักงานแทบตายกว่าจะได้น้ำร้อนมาหนึ่งกา พวกเขาหามุมอับลม นั่งกินหมั่นโถวข้าวโพดแกล้มน้ำร้อนประทังหิวไปคนละสองลูก
เจียงจิ่นโจวคลำไข่ต้มในกระเป๋า แต่ตัดใจกินไม่ลง กะว่าจะเก็บไว้แบ่งกับหวังไอ้กั๋วคนละฟองตอนมื้อเย็น
พอกินเสร็จ ทั้งคู่ก็ไม่รอช้า รีบวิ่งแจ้นไปหาร้านหนังสือซินหัว แต่พอเที่ยวไล่ถามทางชาวบ้าน คำตอบที่ได้รับทำเอาเข่าทรุด... ที่คอมมูนไม่มีร้านหนังสือซินหัว! ถ้าจะซื้อหนังสือต้องเข้าเมืองไปที่ตัวอำเภอเท่านั้น
ทั้งสองคนยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเจอสถานการณ์แบบนี้ ที่ผ่านมาพวกเขาไม่รู้จริงๆ ว่าระดับคอมมูนจะไม่มีร้านหนังสือ
ด้วยความจำยอม ทั้งคู่จึงเดินคอตกไปที่สหกรณ์ร้านค้าเผื่อฟลุคว่าที่นั่นอาจจะมีหนังสือเรียนขายบ้าง เพราะปกติเห็นมีหนังสือการ์ตูนเล่มละหยวนขายอยู่
วันนี้คนในสหกรณ์ไม่เยอะนัก เจียงจิ่นโจวเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ เลือกเข้าไปหาคุณป้าพนักงานที่ดูท่าทางใจดีที่สุด แล้วเอ่ยถามอย่างสุภาพ "คุณน้าครับ รบกวนถามหน่อยครับ ที่นี่มีหนังสือเรียนชั้นมัธยมปลายขายไหมครับ?"
คุณป้าคนนั้นใจดีสมหน้าตา แกไม่ได้หงุดหงิดที่พวกเขาไม่ได้มาซื้อของ แต่กลับถามกลับด้วยน้ำเสียงเอ็นดู "พวกเธอเป็นเด็กที่จะสอบเกาเค่าเหมือนกันล่ะสิ?"
เจียงจิ่นโจวรีบพยักหน้ารับ
คุณป้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ "มาช้าไปแล้วพ่อหนุ่ม... หลายวันมานี้มีแต่คนมาถามหาหนังสือเรียนมัธยมปลาย อย่าว่าแต่ที่สหกรณ์เราไม่มีเลย ได้ยินข่าววงในมาว่า แม้แต่ร้านหนังสือซินหัวในตัวอำเภอก็เกลี้ยงแผงไปนานแล้ว ถ้าพวกเธออยากได้จริงๆ คงต้องลองเสี่ยงดวงเข้าไปหาในตัวจังหวัดนู่นแหละ"
แววตาของเจียงจิ่นโจวและหวังไอ้กั๋วเต็มไปด้วยความผิดหวัง อันที่จริงเจียงจิ่นโจวก็เผื่อใจไว้บ้างแล้ว เพราะข่าวที่มาถึงพวกเขามันล่าช้ากว่าที่อื่น ทั่วทั้งคอมมูน ทั่วทั้งอำเภอ มีทั้งยุวปัญญาชนและเด็กมัธยมปลายอีกตั้งเท่าไหร่ ใครๆ ก็อยากสอบเข้ามหาวิทยาลัย หนังสือเรียนย่อมกลายเป็นของหายากยิ่งกว่าทองคำ
นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขาเขียนจดหมายไปขอให้ลู่ชิงช่วยตั้งแต่แรก
สองหนุ่มเดินคอตกออกจากสหกรณ์ร้านค้าอย่างหมดอาลัยตายอยาก
เสียงพูดคุยของคุณป้าพนักงานกับลูกค้าคนอื่นแว่วไล่หลังมา "เชื่อไหม สองสามวันนี้มีคนมาถามหาหนังสือเรียนเป็นร้อยคนแล้ว อย่าว่าแต่ของใหม่เลย ได้ยินว่าแม้แต่หนังสือเก่าชั่งกิโลในร้านรับซื้อของเก่าก็ยังโดนเหมาไปจนเกลี้ยง"
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดถังใหญ่ที่สาดซ้ำลงมา ดับประกายความหวังสุดท้ายของเจียงจิ่นโจวจนมอดไหม้
หวังไอ้กั๋วหน้าเศร้าเหมือนจะร้องไห้ "จิ่นโจว... เราจะเอายังไงกันดีวะ?"
ตอนนั้นเอง เจียงจิ่นโจวก็นึกถึงพัสดุที่หายไปขึ้นมา เฮ้อ... หรือว่าฟ้าดินจะไม่อยากให้เขาได้กลับเข้าเมืองจริงๆ
แต่แล้วสมองเขาก็แล่นจี๋ นึกขึ้นได้วิธีหนึ่ง... โทรหาลู่ชิง! เขารู้เบอร์โทรศัพท์ที่ทำงานพ่อของลู่ชิง ตอนนี้คงต้องยอมหน้าด้านโทรไปขอความช่วยเหลือดูแล้วล่ะ
ถ้าวิธีนี้สำเร็จ มันย่อมเร็วกว่าส่งจดหมายเป็นไหนๆ ดีไม่ดีพรุ่งนี้เธอก็ส่งหนังสือมาให้ได้เลย
เจียงจิ่นโจวกลับมากระปรี้กระเปร่าอีกครั้ง ยิ่งคิดก็ยิ่งมั่นใจว่าวิธีนี้เวิร์กสุด
เขาหันไปบอกหวังไอ้กั๋วด้วยแววตามุ่งมั่น "ไอ้กั๋ว ไปไปรษณีย์กัน! ฉันจะโทรศัพท์ไปปักกิ่ง ไม่แน่ทางนั้นอาจจะหาหนังสือให้เราได้"
หวังไอ้กั๋วยิ้มออกทันที "จิ่นโจว นายนี่หัวไวสมเป็นเด็กเมืองจริงๆ! ปักกิ่งเมืองใหญ่ขนาดนั้น ต้องมีหนังสือขายแน่ๆ ไป เร็วเข้า รีบไปไปรษณีย์กัน!"
ทั้งสองวิ่งหน้าตั้งไปที่ทำการไปรษณีย์ประจำคอมมูน เจียงจิ่นโจวยื่นกระดาษที่จดเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้เจ้าหน้าที่ แล้วพูดว่า "สหายครับ รบกวนช่วยต่อสายเบอร์นี้ให้หน่อยครับ"
ในยุคสมัยนั้น การโทรทางไกลไม่ใช่เรื่องง่ายแบบกดปุ่มแล้วติดปุ๊บ แต่ต้องผ่านโอเปอเรเตอร์ของไปรษณีย์เป็นคนต่อสายให้ผ่านชุมสายกลาง แถมค่าโทรยังแพงหูฉี่ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคนยุคนั้นถึงนิยมเขียนจดหมายหากันมากกว่า
แถมต่อให้โทรติด ก็ใช่ว่าจะเจอตัวคนที่ต้องการคุยด้วยเสมอไป แต่ทันทีที่ปลายสายรับ ก็เริ่มคิดเงินทันที
เจ้าหน้าที่รับกระดาษมาดู เห็นว่าเป็นเบอร์ปักกิ่งก็ไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจอะไร ช่วงนี้มียุวปัญญาชนมาใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลกลับบ้านทั่วประเทศจนชินตาแล้ว