- หน้าแรก
- ส่งด่วนข้ามเวลา เป็นเศรษฐีด้วยของต่างยุค
- บทที่ 7 แค่อยากอ่านหนังสือทำไมมันยากเย็นขนาดนี้
บทที่ 7 แค่อยากอ่านหนังสือทำไมมันยากเย็นขนาดนี้
บทที่ 7 แค่อยากอ่านหนังสือทำไมมันยากเย็นขนาดนี้
ในขณะที่ลู่ชิงกำลังง่วนอยู่กับการสำรวจถุงผ้าปริศนาทางฝั่งโลกปัจจุบัน เจียงจิ่นโจวที่อยู่ในปี 1977 ก็เพิ่งจะตื่นจากภวังค์เมื่อแสงตะวันสาดส่องเข้ามาเต็มตา
เขารีบลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าด้วยอาการสั่นงันงกจากความหนาว ลงจากเตียงไปกอบฟืนยัดใส่เตาใต้เตียงเตา จุดไม้ขีดไฟรอจนกิ่งไม้ติดไฟลุกโชน ความอบอุ่นถึงเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาในห้อง
ฤดูหนาวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นหนาวเหน็บเข้ากระดูก ยิ่งที่กองพลธงแดงแห่งนี้ดูเหมือนจะหนาวยะเยือกกว่าที่อื่น โชคดีที่อยู่ไม่ไกลจากป่าเขา เรื่องฟืนไฟจึงไม่ต้องกลุ้มใจ ขอแค่ขยันหน่อยก็รับรองว่าไม่หนาวตาย
เจียงจิ่นโจววางแผนว่าจะหาอะไรกินรองท้องก่อน แล้วค่อยเดินทางไปส่งพัสดุที่คอมมูน ถือโอกาสซื้อกระดาษกับปากกามาตุนไว้ด้วย ช่วงสองเดือนนี้คงต้องใช้เยอะ จะได้ซื้อทีเดียวให้จบๆ เพราะการเดินทางไปคอมมูนแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย
เขาต้องไปสอบถามวันรับสมัครสอบให้แน่ชัด เรื่องนี้พลาดไม่ได้เด็ดขาด และต้องลองไปเดินหาซื้อหนังสือเรียนดูด้วย ระยะทางไปกลับคอมมูนปาเข้าไปเกือบหกสิบลี้
เขาตั้งใจว่าเดี๋ยวจะไปขอให้หัวหน้ากองพลออกหนังสือรับรองให้ เผื่อจำเป็นต้องค้างคืนที่คอมมูน เพราะธุระเยอะขนาดนี้กลัวจะทำไม่ทันในวันเดียว ครั้นจะให้เดินฝ่าความมืดกลับบ้านก็คงไม่ไหว พวกสัตว์ป่าคงกำลังหิวโซ รอเขมือบเขาอยู่แน่ๆ
พอคิดถึงค่าที่พักกับค่ากินก็เริ่มกลุ้มใจ นอกจากเงินสิบหยวนที่เตรียมให้ลู่ชิงแล้ว ทั้งเนื้อทั้งตัวเขามีเงินเหลืออยู่ไม่ถึงสามสิบหยวน
ถ้าสอบติดมหาวิทยาลัยจริง เขายังต้องมีค่าตั๋วรถไฟกลับปักกิ่ง ค่ากินระหว่างทาง เงินแค่นี้ไม่พอแน่ๆ เขาคิดไว้แล้วว่าถ้าจำเป็นคงต้องขึ้นเขาไปเสี่ยงดวงอีกสักสองสามรอบ เผื่อจะล่าสัตว์ได้บ้าง หรือถ้าจนตรอกจริงๆ ก็คงต้องตัดใจขายโสมคนที่มีอยู่
มือไม้ของเขาคล่องแคล่วว่องไว เขาจุดเตาดิน อุ่นน้ำในกระทะเหล็ก แล้วตักแป้งข้าวโพดหยาบสองถ้วยออกมาจากถุงแป้ง
เขาเหลือเสบียงแค่ชนิดเดียว ส่วนแป้งสาลีสีขาวนวลนั้นจะได้กินก็แค่ตอนตรุษจีนไม่กี่ชั่ง ปกติถ้าไม่ได้ทำงานหนักหรือขึ้นเขา เขาจะกินแค่โจ๊กข้าวโพดเหลวๆ วันไหนต้องใช้แรงถึงจะยอมนึ่งหมั่นโถวข้าวโพดกินสักมื้อ
วันนี้เขาตั้งใจจะนวดแป้งนึ่งหมั่นโถวข้าวโพด การเดินทางไปคอมมูนต้องเดินเท้า ใช้พลังงานเยอะ ต้องกินของหนักให้อิ่มท้อง และต้องพกติดตัวไว้กินระหว่างทางด้วย
สมัยอยู่บ้านเขาก็ทำอาหารเป็นอยู่แล้ว ยิ่งมาใช้ชีวิตคนเดียวที่กองพลธงแดงหลายปี ฝีมือการทำอาหารจึงไม่ใช่ปัญหา
ไม่นานหมั่นโถวข้าวโพดก็ถูกลำเลียงขึ้นนึ่งบนเตา รอแค่ยี่สิบนาทีก็ได้กิน
ระหว่างรอสุก เขาเริ่มเก็บกวาดห้องและเช็กของที่ต้องเตรียมไป
สิ่งแรกที่นึกถึงคือพัสดุเมื่อคืน เขาตั้งใจจะเอาของใส่ตะกร้าสะพายหลัง รอจะออกเดินทางค่อยหยิบไป
เขาเอื้อมมือไปควานหาพัสดุบนเตียงเตา แต่ปรากฏว่านอกจากม้วนผ้าห่มของตัวเองแล้ว บนเตียงกลับว่างเปล่า
พัสดุหายไปไหน? เจียงจิ่นโจวขยี้ตาตัวเองแรงๆ เพ่งมองแล้วมองอีก ก็ยังไม่เจอ เป็นไปไม่ได้ เมื่อคืนเขาจำได้แม่นว่าวางไว้บนเตียงชัดๆ มันจะหายไปได้ยังไง?
เจียงจิ่นโจวยังไม่ยอมแพ้ รื้อผ้าห่มออกมาสะบัด ค้นในหีบใบเล็ก จนกระทั่งพลิกหาทุกซอกทุกมุมของห้อง ก็ยังไร้วี่แวว
โดนขโมยเหรอ? คิดไปคิดมาก็เป็นไปไม่ได้ ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้เขาอยู่ในบ้านตลอด ไม่เห็นมีใครโผล่มาสักคน
อีกอย่าง ชาวบ้านกองพลธงแดงถึงจะจนแต่ก็เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต หลายปีมานี้ในหมู่บ้านไม่เคยมีคดีลักเล็กขโมยน้อย สัตว์ป่าที่ล่ามาได้แขวนไว้หน้าบ้านยังไม่เคยหาย แล้วใครมันจะมาขโมยของบ้านคนที่จนที่สุดในหมู่บ้านอย่างเขากัน
แต่พัสดุของเขามันอันตรธานไปแล้วจริงๆ เจียงจิ่นโจวทรุดตัวลงนั่งบนเตียงอย่างหมดแรง
จะทำยังไงดีทีนี้? เสียหายหนักเลยงานนี้ ไม่ใช่แค่ของป่าหายไป แต่เงินสิบหยวนก็หายไปด้วย ไม่มีพัสดุแล้ววันนี้เขาจะไปคอมมูนเพื่ออะไร? จะให้เขียนจดหมายไปหาลู่ชิงอีกฉบับเหรอ? จะให้บากหน้าไปขอความช่วยเหลือปากเปล่าโดยไม่มีอะไรตอบแทน คนอย่างเจียงจิ่นโจวทำไม่ลงหรอก
ถึงเขาจะตกอับ แต่เขาก็ยังมีศักดิ์ศรี
เขาแทบจะอกแตกตาย ถ้าจะส่งของใหม่ ก็ต้องหาของป่ามาเพิ่ม แถมต้องควักเงินอีกสิบหยวน ถ้าทำแบบนั้นเงินค่ารถกลับปักกิ่งคงไม่พอแน่ๆ
ตกลงพัสดุมันหายไปไหน? เจียงจิ่นโจวยังคงหาคำตอบไม่ได้ หรือมันจะระเหยหายไปในอากาศเฉยๆ?
ในขณะที่กำลังฟุ้งซ่าน จมูกก็ได้กลิ่นไหม้โชยมา พร้อมกับเสียงเปรี๊ยะๆ ดังมาจากกระทะเหล็กบนเตา
แย่แล้ว! หมั่นโถวไหม้! เขากระโดดลงจากเตียง รีบเปิดฝาหม้อ พบว่าน้ำในกระทะแห้งสนิท เขาตาลีตาเหลือกตักน้ำเทลงไป
เสียงน้ำกระทบกระทะร้อนดัง "ฉ่า" โชคยังดีที่กระทะไม่ทะลุ เจียงจิ่นโจวถอนหายใจยาวเหยียด
ตอนนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะกินข้าว ในหัวมีแต่คำถามว่าพัสดุหายไปไหน
สุดท้ายเขาก็นึกขึ้นได้ว่าที่นี่มันคือวัดร้าง หรือว่าจะเป็น...? เขาตัวสั่นยะเยือก รีบหันซ้ายแลขวาอย่างหวาดระแวง ภายในห้องเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมพัดอู้ฮู้อยู่ข้างนอก
ขณะที่กำลังจินตนาการไปไกล จู่ๆ ประตูห้องก็ถูกทุบดัง ปัง! ปัง!
เจียงจิ่นโจวสะดุ้งโหยง ร้องถามเสียงหลง "ใครน่ะ?"
"จิ่นโจว ฉันเอง หวังไอ้กั๋ว" เสียงคนข้างนอกตอบกลับมา
พอได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เจียงจิ่นโจวก็โล่งอก เขาเดินไปเปิดประตู ลมหนาววูบใหญ่พัดกรูเข้ามา พร้อมกับร่างกำยำของหวังไอ้กั๋วที่ก้าวเข้ามาในห้อง
หวังไอ้กั๋วไม่ใช่เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดเมื่อสี่ปีก่อนอีกแล้ว ปีนี้เขาอายุยี่สิบเอ็ด การขึ้นเขาไปล่าสัตว์เป็นประจำทำให้ร่างกายของเขาบึกบึนแข็งแรง ส่วนสูงก็แซงเจียงจิ่นโจวไปไกล
ตั้งแต่เจียงจิ่นโจวเริ่มติดตามครอบครัวหัวหน้ากองพลขึ้นเขา หวังไอ้กั๋วก็กลายเป็นเพื่อนซี้ของเขา ตลอดหลายปีมานี้หวังไอ้กั๋วช่วยเหลือเขามาไม่น้อย
หวังไอ้กั๋ววางกระต่ายป่าในมือลงบนพื้น แล้วยิ้มร่า "จิ่นโจว ได้ยินว่าเขาจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันแล้ว นายจะสอบไหม?"
เจียงจิ่นโจวยิ้มเจื่อน "สอบน่ะสอบแน่ แต่ไม่รู้จะสอบติดหรือเปล่า นี่เป็นโอกาสเดียวที่ฉันจะได้กลับเข้าเมือง ฉันต้องคว้าไว้ให้ได้"
หวังไอ้กั๋วรู้เรื่องราวทางบ้านของเจียงจิ่นโจวดี และเขาก็เห็นใจเพื่อนคนนี้จากใจจริง
เขาตบไหล่เจียงจิ่นโจวเบาๆ "งั้นนายก็ต้องตั้งใจสอบนะ เอาให้ติดมหาวิทยาลัยดีๆ ไปเลย ให้คนบ้านนั้นเห็นว่าลูกชายที่เขาไม่ต้องการน่ะเก่งแค่ไหน"
เจียงจิ่นโจวก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ติดตรงที่ตอนนี้เขายังไม่มีหนังสือสักเล่ม จะเอาอะไรไปสอบ?
เขาถามกลับบ้าง "นายเองก็จบมัธยมปลาย ไม่คิดจะสอบเพื่อออกไปจากหุบเขานี้บ้างเหรอ?"
แววตาของหวังไอ้กั๋วฉายแววปรารถนา "ทำไมจะไม่อยากล่ะ ฉันฝันอยากออกไปดูโลกข้างนอกจะตายอยู่แล้ว"
"ฉันติวให้นายได้นะ ต่อให้สอบติดแค่อนุปริญญาทั่วไป ก็ยังได้ออกไปจากที่นี่" เจียงจิ่นโจวโพล่งออกไป
"จริงเหรอ?" หวังไอ้กั๋วทำหน้าตาตื่นเต้นดีใจ เขาไม่ได้ตั้งใจเรียนเท่าไหร่ตอนอยู่มัธยมปลาย แถมความรู้คืนครูไปหมดแล้ว เดิมทีเขาถอดใจเรื่องสอบไปแล้ว แต่พอเจียงจิ่นโจวเสนอตัวช่วย ไฟแห่งความหวังก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
เจียงจิ่นโจวถามด้วยความหวังเปี่ยมล้น "แล้วหนังสือเรียนมัธยมปลายของนายยังอยู่ไหม?"
พอพูดถึงเรื่องนี้ รอยยิ้มบนหน้าหวังไอ้กั๋วก็หายวับ เขาหัวเราะแห้งๆ "หายไปตั้งนานแล้ว พ่อกับฉันเอามาฉีกมวนยาสูบหมดเกลี้ยงแล้ว"
เจียงจิ่นโจวได้ยินแล้วแทบอยากจะสบถคำหยาบออกมา คนพวกนี้นี่มันยังไงกัน หนังสือเรียนดีๆ เอามามวนยาสูบซะงั้น
แต่พอย้อนกลับมาดูตัวเอง ก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่ ตอนนั้นคิดว่าจบมัธยมปลายแล้วคงไม่ได้ใช้อีก ตอนมาที่นี่ก็ไม่ได้พกมาด้วย
ป่านนี้หนังสือเรียนของเขาที่บ้าน คงโดนพ่อกับแม่ชั่งกิโลขายเป็นขยะไปนานแล้วเหมือนกันกระมัง